12 พ.ย. 2021 เวลา 10:26 • กีฬา
มีนักเตะ 1 คน ในพรีเมียร์ลีก ที่ประกาศชัดเจนว่า จะไม่ยอม ติด "ดอกป๊อปปี้" บนเสื้อแข่ง ในวันทหารผ่านศึก เพราะอะไรเขาถึงทำแบบนั้น วิเคราะห์บอลจริงจังจะเล่าให้ฟัง
2
นักเตะคนที่เรากำลังจะกล่าวถึง มีชื่อว่า เนมานย่า มาติช นี่คือกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทำไมเขากล้าขัดธรรมเนียมที่ใครๆ ก็ทำกันเป็นสิบปี และทำไมพรีเมียร์ลีกถึงอนุญาต เราจะย้อนดูเรื่องราวนี้ด้วยกันตั้งแต่แรก
ที่อังกฤษ ทุกๆ วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี คือวันรำลึกทหารผ่านศึก หรือ Remembrance Day เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 (วันที่ 11 พฤศจิกายน 1918)
สัญลักษณ์ของทหารผ่านศึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ "ดอกป๊อปปี้" ส่วนคำถามว่า ทำไมต้องดอกป๊อปปี้ ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่สมรภูมิรบเมืองฟลานเดอร์ส ในเบลเยี่ยม มีทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าเกิดภาพที่สยองปนเศร้าขึ้น เมื่อท่ามกลางซากศพ กลับมีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาได้ นั่นคือดอกป๊อปปี้สีแดง
จอห์น แม็คเคร แพทย์ชาวแคนาดา ที่ร่วมรบในสมรภูมิที่เบลเยี่ยมด้วย และมีเพื่อนรักเสียชีวิตในสงคราม ได้แต่งกลอนบทหนึ่ง แปลเป็นไทยว่า
"ทุ่งฟลานเดอร์ส ดอกป๊อปปี้ บานสะพรั่ง
เลือดไหลหลั่ง กลางปืนผา และหน้าไม้
หมู่นกกา เส้นขอบฟ้า กับความตาย
สิ่งสุดท้าย ที่ได้ฟัง เสียงดังปืน"
กลอนบทนี้ ถูกตีพิมพ์ในแม็กกาซีนที่แคนาดา และได้รับความนิยมอย่างมาก จึงเริ่มมีการหยิบยก "ดอกป๊อปปี้" เป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึกมาตั้งแต่นั้น
สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เกี่ยวพันกับสงครามใหญ่ๆ ของโลกอยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีทหารจำนวนไม่น้อย ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ จากการรับใช้ชาติ ดังนั้นทุกๆ วันที่ 11 พฤศจิกายน ทั้งประเทศก็จะร่วมขอบคุณ สำหรับความทุ่มเทของเหล่าทหารกล้า
1
ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกก็เช่นกัน นับจากปี 2006 เป็นต้นมา เริ่มมีธรรมเนียมไว้อาลัยทหารผ่านศึก โดยในแมตช์แข่งขัน ที่ใกล้กับวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี นักเตะทั้งสองทีม จะใส่เสื้อแข่งที่มีดอกป๊อปปี้เย็บติดไว้ที่หน้าอก เพื่อร่วมแสดงความรำลึกด้วย
การเย็บดอกป๊อปปี้ติดเสื้อ เป็นธรรมเนียมที่ถูกใช้มาตลอด จนถึงปัจจุบันก็ 15 ปีแล้ว และเชื่อว่าจะมีต่อไปอีกหลายปีด้วย โดยที่ผ่านมานักเตะแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะใส่เสื้อติดดอกป๊อปปี้ จนมาถึงปี 2018 มีนักเตะคนหนึ่งที่ยืนยันว่า ยังไงก็จะไม่ติดดอกป๊อปปี้ที่เสื้อของตัวเองแน่นอน
คนคนนั้น คือเนมานย่า มาติช กองกลางชาวเซอร์เบีย ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จริงๆ เสื้อในวันแข่งของมาติช มีดอกป๊อปปี้เย็บไว้แล้ว แต่เขาก็แงะมันออกมา ซึ่งเรื่องนี้ สร้างความประหลาดใจให้สื่อมวลชน ว่าทำไมมาติชถึงทำแบบนี้
1
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 90 ในยุคนั้นยุโรปตะวันออก จะมีประเทศหนึ่งชื่อ ยูโกสลาเวีย โดยยูโกสลาเวียจะแบ่งย่อยออกเป็น 6 รัฐ ได้แก่
เซอร์เบีย, โครเอเชีย, บอสเนีย, สโลวีเนีย, มอนเตเนโกร และ มาซิโดเนีย โดยมีจังหวัดย่อยสองจังหวัดคือ วอยโวดิน่า และโคโซโว
ในปี 1991 เกิดสงครามใหญ่ขึ้น เพราะรัฐต่างๆ ต้องการเป็นเอกราช จึงทำสงครามเพื่อแยกตัวออกมาเป็นประเทศ
โครเอเชีย, บอสเนีย ฯลฯ ประเทศต่างๆ แยกตัวออกไปได้สำเร็จ ขณะที่จังหวัดย่อย โคโซโว ก็แสดงเจตจำนงอยากแยกไปตั้งประเทศเช่นเดียวกัน แต่เซอร์เบียไม่ยอม โดยกล่าวว่า โคโซโวคือ 1 ในจังหวัดของเซอร์เบียต่างหาก
1
เซอร์เบียส่งทหารบุกมายึดโคโซโว แต่ฝั่งโคโซโวก็ไม่ยอม ตั้งกองกำลังปลดปล่อยโคโซโว (KLA) มาตอบโต้ แต่ด้วยพละกำลังที่ด้อยกว่าชัดเจน ทำให้ฝั่งโคโซโวมีผู้เสียชีวิตไปราว 10,000 คน
ในปี 1999 เมื่อเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย คนเริ่มตายเยอะ ทำให้กองกำลังนาโต้ เข้ามากดดัน ให้เซอร์เบียถอนกำลังทหารออกจากโคโซโวซะ
ฝั่งเซอร์เบียตอนแรกก็เหมือนจะยอม แต่สุดท้ายก็ยังสู้ต่อ ทำให้ในกองกำลังนาโต้ ตัดปัญหาด้วยการส่งเครื่องบินรบ ปล่อยระเบิดถล่มเมืองหลักๆ ของเซอร์เบียจนราบ หนึ่งในนั้นคือเมืองหลวงเบลเกรดด้วย เมื่อโดนระเบิดจนต้านไม่ไหว เซอร์เบียก็ยอมถอยในที่สุด
เหตุการณ์นี้ ได้รับผลกระทบไปหมด และเต็มไปด้วยความสูญเสีย คนโคโซโวก็ตายเยอะ คนเซอร์เบียก็ตายเยอะ หลายๆ ครอบครัวไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการทหารเลย ก็โดนลูกหลงไปด้วย
2
เนมานย่า มาติช ในวัยเด็ก อาศัยอยู่ที่เมืองวเรโล่ ที่อยู่ห่างจากเบลเกรดแค่ 1 ชั่วโมง และเขาเองก็ได้รับผลกระทบจากการโดนนาโต้ถล่มด้วยเช่นเดียวกัน
1
นาโต้ ชื่อเต็มคือ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ และประเทศอังกฤษคือหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์กร ดังนั้นในมุมของมาติชเขาเชื่อว่า การที่นาโต้เอาเครื่องบินมาปล่อยระเบิดถล่มเซอร์เบีย มันก็ต้องเกี่ยวพันกับการทหารของอังกฤษอยู่แล้ว และแบบนี้จะให้เขาสดุดีทหารผ่านศึก ที่มาถล่มบ้านเมืองของเขาอย่างนั้นหรือ
มาติชกล่าวว่า "ผมตระหนักเป็นอย่างดี ว่าทำไมผู้คนถึงติดดอกป๊อปปี้ ผมเคารพสิทธิของทุกคนที่จะทำ และผมก็เสียใจด้วยกับครอบครัวที่ต้องเสียคนรักไปจากความขัดแย้งในสงคราม"
"อย่างไรก็ตาม สำหรับผม ถ้าพูดถึงเรื่องทหารกับสงคราม ผมจะย้อนกลับไปนึกถึงตัวเองในวัย 12 ปี ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองวเรโล่ ที่ขณะนั้นคนในประเทศของผมต้องหวาดผวา จากการที่เซอร์เบียโดนระเบิดถล่มในปี 1999"
5
"จริงอยู่ ในอดีตผมเคยติดดอกป๊อปปี้ที่หน้าอกเสื้อ แต่ ณ เวลานี้ ผมรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ถ้าผมจะติดดอกป๊อปปี้อีกต่อไป ที่เสื้อของตัวเอง คือผมไม่ได้อยากจะด้อยค่าดอกป๊อปปี้ ในฐานะความภูมิใจของคนอังกฤษหรอกนะ ผมไม่คิดจะทำร้ายความรู้สึกของใคร แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์เราทุกคน มีภูมิหลังและความเชื่อที่ต่างกัน และแต่ละคนก็ควรมีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวเอง"
5
"ผมหวังว่าทุกคนจะเข้าใจในเหตุผลของผม ส่วนเรื่องในสนาม ผมยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือทีมเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน"
1
เมื่อมาติชรู้สึก "ไม่อิน" กับการติดดอกป๊อปปี้ เขาก็แค่ไม่ติดมันที่หน้าอกเสื้อ ซึ่งแน่นอน นี่เป็นการขัดธรรมเนียมที่มีมาเป็นทศวรรษของพรีเมียร์ลีก
การตัดสินใจของมาติช ทำให้ผู้คนหวาดกลัวแทนเขาอยู่เหมือนกัน ว่าจะโดนพวกรักชาติ-คลั่งชาติ เล่นงานอะไรหรือเปล่า เพราะย้อนกลับไปในปี 2012 เคยมีนักเตะคนหนึ่งชื่อ เจมส์ แม็คคลีน ของซันเดอร์แลนด์ ที่ไม่ยอมติดดอกป๊อปปี้ เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่ดีกับทหารและสงคราม
ปรากฎว่าแม็คคลีนโดนขู่ฆ่า ด้วยการส่งรูปกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. แล้วเขียนข้อความแนบมาว่า "ไม่ติดดอกป๊อปปี้ก็สมควรตาย"
พอเกิดเหตุการณ์สยองกับแม็คคลีนแบบนี้ ทำให้นักเตะหลายๆ คน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เลยติดดอกป๊อปปี้ไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงดราม่ากันไป ซึ่งมามีเคสของมาติชนี่ล่ะ ที่ตัดสินใจไม่ติดดอกป๊อปปี้ตามไปอีกคน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือคนในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มีอารมณ์รุนแรง เหมือนสมัยเจมส์ แม็คคลีนเมื่อก่อนอีกแล้ว
กล่าวคือถ้าคุณคิดว่าไม่ควรติดดอกป๊อปปี้ ก็ไม่ต้องติดแค่นั้น ใครอยากทำก็ทำไป ใครไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ทุกคนมีอิสระเสรีในการจะทำอะไรก็ได้ อย่างที่ตัวเองต้องการ
1
ถ้าเป็นเมื่อ 6 ปีก่อน (2012 ยุคแม็คคลีน) มาติชอาจจะโดนด่า โดนขู่ฆ่า แต่โลกมันเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ผู้คนมีความเข้าใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น ทำให้ในปี 2018 มาติชไม่โดนตำหนิ คนส่วนใหญ่เข้าใจในจุดยืน และเหตุการณ์ก็โดนปล่อยผ่านไปอย่างไม่มีดราม่าอะไรรุนแรง
1
จากนั้นเป็นต้นมา มาติชก็ไม่เคยติดดอกป๊อปปี้ที่เสื้ออีกเลย คือใครศรัทธาเรื่องการไว้อาลัยทหารผ่านศึกก็สามารถทำได้ ก็ติดดอกป๊อปปี้กันไป เขาก็ไม่ได้ไปห้ามอะไร เพียงแต่ตัวเขาจะไม่เข้าไปร่วมทำด้วยก็แค่นั้น
มีคนไปถาม องค์การทหารผ่านศึกของสหราชอาณาจักร (Royal British Legion) ว่าเมื่อมีเคสไม่ยอมติดดอกป๊อปปี้แบบนี้ จะไม่เทกแอ็กชั่นอะไรหน่อยหรือ
องค์การทหารผ่านศึกตอบกลับมาว่า "มันเป็นสิทธิของแต่ละคนว่าจะติดดอกป๊อปปี้หรือไม่ติด"
4
และเรื่องราวก็จบลงไปอย่างง่ายๆ แบบนี้ ใครอยากจะทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ธรรมเนียมคือธรรมเนียม ไม่ใช่ข้อบังคับ
ถ้าคุณไม่รู้สึกอินกับอะไรสักอย่าง ก็ไม่ต้องทำ แค่นั้น ก็จัดการกับตัวเองไป ส่วนคนอื่นจะเชื่อ จะทำอย่างไร มันก็แล้วแต่เขา
1
ในฟุตบอลอังกฤษเกิดเรื่องแบบนี้บ่อย เหมือนในซีซั่นที่แล้ว ตอนวิลฟรีด ซาฮา ประกาศว่าเขาจะไม่ยอมคุกเข่า เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในช่วงก่อนเกมพรีเมียร์ลีก
ตอนนั้นก็ไม่มีใครว่าอะไร ซาฮาก็ยืนสงบนิ่งไประหว่างที่คนอื่นคุกเข่ากัน คือเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมอยู่แล้ว ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเสียหน่อย ขอแค่ในเกมฟุตบอลตั้งใจเล่นก็พอ
1
เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องความเชื่อ ความศรัทธา เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างมาก ถ้ารู้สึกก็คือรู้สึก ถ้าไม่รู้สึกก็คือไม่รู้สึก
และแน่นอนว่า ไม่มีใครบังคับฝืนใจให้เราเชื่อในสิ่งใดได้หรอก ถ้าตัวเราไม่ได้ศรัทธาในสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเราจริงๆ
3
#RIGHTTOLOVE
โฆษณา