15 พ.ย. 2021 เวลา 11:06 • ประวัติศาสตร์
“การปิดกั้นเบอร์ลิน (Berlin Blockade)” เมื่อสหรัฐอเมริกาเป็นฮีโร่ในสายตานานาชาติ
ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง โลกก็ไม่ใช่ว่าจะมีสันติสุขเลยซะทีเดียว ตรงข้าม ยังเกิดความท้าทายใหม่ๆ ตามมามากมาย
แนวคิดทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในความรุ่งเรืองของประเทศ ก็มีความแตกต่างกันไป โดยสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในขณะที่สหภาพโซเวียตนั้นยึดมั่นในระบอบคอมมิวนิสต์
ความต่างทางระบอบหรือแนวคิดทางเศรษฐกิจนี้เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งและตึงเครียดในเวลาต่อมา
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เยอรมนีซึ่งเป็นชาติที่แพ้สงครามก็ได้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน รวมทั้งเบอร์ลินเองก็ถูกแบ่งเช่นกัน
สหภาพโซเวียตได้ควบคุมด้านตะวันออกของเบอร์ลิน ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ควบคุมด้านตะวันตก และฝ่ายที่ควบคุมด้านตะวันตกก็ได้ออกเงินตราของตนที่จะใช้ในเบอร์ลินตะวันตก นั่นคือ “Deutsche Mark”
สหภาพโซเวียตก็รู้สึกไม่ไว้ใจในฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งควบคุมเบอร์ลินตะวันตก และสหภาพโซเวียตก็ต้องการจะควบคุมเมืองเบอร์ลิน โดยการออกเงินตราของตนเองเช่นกัน
สหภาพโซเวียตได้ทำการปิดกั้นทางเข้าออกจากเบอร์ลินตะวันออกไปยังตะวันตก โดยกีดกั้นทั้งทางน้ำและทางบก ทำให้ไม่สามารถนำเสบียงและของใช้จำเป็นเข้าไปยังเบอร์ลินตะวันตก
สาเหตุที่สหภาพโซเวียตทำเช่นนี้ ก็เพื่อจะกดดันให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเลิกออกสกุลเงินตราของเบอร์ลินตะวันตก และไล่ให้ออกไปจากเบอร์ลินตะวันตก
การปิดกั้นทางเข้าออกนี้ เป็นที่รู้จักในนามของ “การปิดกั้นเบอร์ลิน (Berlin Blockade)” และดำเนินไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) ถึง 12 พฤษภาคม ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492)
การปิดกั้นเบอร์ลิน ทำให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรไม่สามารถนำส่งเสบียงและของใช้ต่างๆ เข้าไปยังเบอร์ลินตะวันตก และทำให้คนกว่าสองล้านคนซึ่งอยู่ในเบอร์ลินตะวันตกอยู่ในภาวะวิกฤต
ฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ไม่ยอมอยู่เฉย เหล่าที่ปรึกษาได้แนะนำให้ประธานาธิบดี “แฮร์รี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman)” แห่งสหรัฐอเมริกา ใช้มาตรการทางการทหารตอบโต้สหภาพโซเวียต แต่ประธานาธิบดีทรูแมนไม่อยากจะใช้วิธีการรุนแรง เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เพิ่งจบลงไม่กี่ปี และก็ไม่อยากทำอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิดสงครามโลกครั้งใหม่
แฮร์รี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman)
ประธานาธิบดีทรูแมนนึกวิธีแก้ปัญหาออกอย่างหนึ่ง วิธีการนี้จะไม่ต้องใช้ความรุนแรง อีกทั้งยังสร้างความอับอายให้สหภาพโซเวียต และส่งเสริมภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
วิธีการนี้คือการ “ส่งเสบียงทางอากาศ” โดยปฏิบัติการนี้เริ่มต้นในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) โดยมีการส่งเสบียง น้ำ น้ำมัน และยารักษาโรคต่างๆ ไปยังเบอร์ลินตะวันตก
แผนการนี้ตั้งเป้าว่าจะส่งเสบียงไปยังเบอร์ลินตะวันตกวันละ 3,475 ตัน แต่เมื่อถึงต้นปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) ปริมาณความต้องการเสบียงก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และสูงถึง 12,941 ตัน
ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) ถึง 30 กันยายน ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) เครื่องบินขนส่งสัญชาติอเมริกันและอังกฤษ ได้บินขนส่งเสบียงไปกลับไปแล้วกว่า 250,000 รอบ
แผนการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ทำให้สหภาพโซเวียตต้องอับอาย และเป็นที่ติฉินนินทาในระดับโลกว่าทำให้ผู้คนต้องอดอยาก และสหรัฐอเมริกาก็ได้หน้าไปเต็มๆ และทำให้ชาวเบอร์ลินตะวันตกหลายๆ คนชื่นชมและนิยมอเมริกัน
ผลที่ตามมา ทำให้สหภาพโซเวียตต้องยุติการปิดกั้นในเดือนกันยายน ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) และภายหลังจากสหภาพโซเวียตยุติการปิดกั้น แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังให้ส่งเสบียงทางอากาศต่อไป เนื่องจากไม่แน่ใจว่าสหภาพโซเวียตจะปิดกั้นอีกหรือไม่
ปฏิบัติการนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องควักเงินไปถึง 224 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,720 ล้านบาท) แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาดีขึ้นอย่างมาก
3
นี่ก็เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงของสหรัฐอเมริกา
โฆษณา