19 พ.ย. 2021 เวลา 09:45 • หนังสือ
บทที่ 6 ระบบภาษีอากรประเมิน (3)
6.3 ขั้นตอนการคัดค้านหรือโต้แย้งการประเมินภาษีอากร การคัดค้านหรือโต้แย้งการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินนั้น ผู้เสียภาษีสามารถกระทำได้ใน 2 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนแรก คัดค้านหรือโต้แย้งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า การอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร
และขั้นตอนที่สอง คัดค้านหรือโต้แย้งต่อศาล ขั้นตอนนี้เรียกว่า การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
6.3.1 หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์
ประมวลรัษฎากรได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไว้ในมาตรา 28 ถึงมาตรา 30
มาตรา 28 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ”
มาตรา 29 “ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร ที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์ และวิธีการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมิน ตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือตามมาตรา 24
(3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ”
ในปัจจุบัน มาตรานี้ไม่มีที่ใช้บังคับแล้ว เนื่องจากระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจสอบภาษีอากร ไม่มีข้อกำหนดให้อำเภอมีหน้าที่ในการประเมินภาษีอากร
มาตรา 30 “ ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนด เวลาสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25
(ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมิน มีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมมหาดไทย
(ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมิน มีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน
(2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล ภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (ก) จะมีหลายคณะก็ได้ ”
6.3.2 การทุเลาการชำระภาษีอากร
โดยปกติ ภาษีอากรประเมินนั้น กฎหมายจะกำหนดเวลาชำระภาษีเอาไว้ อย่างแน่ชัด ถึงแม้จะได้มีการประเมินและมีการอุทธรณ์การประเมิน ก็ไม่เป็นเหตุให้กำหนดเวลาชำระภาษีนั้นขยายออกไป ผู้เสียภาษีหรือผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภาษีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษี
มาตรา 31 บัญญัติว่า “ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษา ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียว กับวรรคก่อน ”
6.3.3 การวินิจฉัยอุทธรณ์
มาตรา 32 บัญญัติว่า “ เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้น นำสมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่น อันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน นับแต่วันส่งหมาย ”
มาตรา 33 “ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่ง ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ”
มาตรา 34 “ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ และให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ”
วิธีส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ก็จะต้องส่งตามวิธีการในมาตรา 8 เช่นเดียวกับวิธีการส่งหนังสือแจ้งการประเมิน หรือหมายเรียก
6.3.4 กรณีต้องห้ามอุทธรณ์
โดยหลักแล้ว การประเมินภาษีอากรนั้น เป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งผู้รับคำสั่งย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้เสมอ การตัดสิทธิผู้รับคำสั่งประเมินมิให้อุทธรณ์นั้น ต้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งเท่านั้น
มาตรา 21 “ ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมาย หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ”
มาตรา 25 “ ถ้าผู้ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน ตามมาตรา 23 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร ตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ”
ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ไว้อย่างชัดแจ้ง
มาตรา 88/5 “ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 88 หรือมาตรา 88/1 แล้ว ให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 88/1 ในกรณีนี้ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือบุคคลตามมาตรา 88/1 จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 ก็ได้ เว้นแต่ ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน เพราะเหตุตามมาตรา 88(3) ห้ามมิให้อุทธรณ์ ”
การประเมินตามมาตรา 88 (3) คือการประเมินกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก
มาตรา 88 “ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหมวดนี้ ในเมื่อ
(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมิน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ”
มาตรา 33 “ ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่ง ตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ”
บทบัญญัติมาตรา 33 นี้ เป็นขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจตามมาตรา 32 ที่จะออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน รวมทั้งออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้น นำสมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่น อันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน นับแต่วันส่งหมาย ซึ่งผู้อุทธรณ์ต้องให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมในการพิจารณาอุทธรณ์ หากไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะถูกตัดสิทธิมิให้อุทธรณ์ต่อไป ในกรณีเช่นนี้หากมีการยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว คณะกรรมการฯก็จะยกอุทธรณ์ กล่าวคือไม่พิจารณาคำอุทธรณ์นั้นอีก
6.3.5 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาคดีภาษีอากร ฉพาะที่เป็นคดีแพ่ง เท่านั้น และการนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากร จะต้องมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร กล่าวคือ ต้องมีการอุทธรณ์การประเมิน ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เสียก่อน
มาตรา 7 “ ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ในเรื่องต่อไปนี้
(1) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรม การตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร
(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐ ในหนี้ค่าภาษีอากร
(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร
(5) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร “
มาตรา 8 “ คดีตามมาตรา 7 (1) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร บัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น และได้ มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว “
มาตรา 9 “ คดีตามมาตรา 7 (3) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น “
โฆษณา