21 พ.ย. 2021 เวลา 23:00 • ครอบครัว & เด็ก
📌การร้องอาละวาดในเด็กพิเศษ📌
เราเชื่อว่ามีคุณพ่อคุณแม่หลายๆคน บางครั้งก็อาจจะมีความรู้สึกกังวล อับอาย และขาดความมั่นใจในการที่จะจัดการกับลูกในเวลาที่ต้องเจอกับพฤติกรรมการร้องอาละวาดของลูก ยิ่งพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในที่สาธารณะหรือสถานที่ที่มีผู้คนเยอะแยะมากมายที่กำลังจ้องมองมา
🔹การร้องอาละวาด
เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกเมื่อมีอารมณ์ โกรธ ไม่พอใจ ถูกขัดใจหรือหงุดหงิด เด็กจะจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ด้วยการร้องไห้ ตะโกน กรีดร้องส่งเสียงดัง เหวี่ยงแขนขา กระทืบเท้า ทิ้งตัวนอนดิ้น รวมถึงการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่นหรือทำลายสิ่งของเพื่อระบายความโกรธหรือเพื่อเรียกร้องความสนใจ อย่างไรก็ตามการร้องอาละวาดเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กเพื่อที่จะเรียนรู้การควบคุมตนเอง การร้องอาละวาดก็มักพบบ่อยในเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆร่วมด้วย
🔹การร้องอาละวาดในเด็กพิเศษมีความแตกต่างกันอยู่ 2 แบบ
1.แบบ Tantrum เป็นพฤติกรรมที่แสดงอาการไม่พอใจ งอแง เอาแต่ใจ เรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเด็กเล็ก มีสิ่งที่ต้องการชัดเจนจะหยุดพฤติกรรมต่อเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในเด็กอายุ 2-3 ขวบ หรือในเด็กที่มีปัญหาการสื่อสารล่าช้า เป็น
ปัญหาพฤติกรรมที่สามารถฝึกและปรับพฤติกรรมได้ โดยไม่ตามใจหรือฝึกการจัดการควบคุมอารมณ์
2.แบบ Meltdown เป็นการร้องอาละวาดแบบคุมตัวเองไม่อยู่ซึ่งไม่ใช่ปัญหาด้านพฤติกรรมแต่เป็นปัญหาทางด้านอารมณ์และระบบประสาทการรับรู้ความรู้สึก อาการที่แสดงออกจึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็น การกรี๊ดร้อง ส่งเสียงดังสุดเสียง เหวี่ยงแขนขากระทืบเท้า ทิ้งตัวนอนดิ้นกับพื้น อาการเหล่านี้ที่ทำไปไม่ได้จะเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใดเพราะไม่มีสิ่งต้องการที่ชัดเจน แต่ทำไปแบบไม่รู้ตัว
🔹อาการร้องอาละวาดที่อาจก่อให้เกิดปัญหา
1. การทำร้ายตัวเอง ผู้อื่น หรือทำลายสิ่งของ
2. มีอาการในที่โรงเรียนหรือในเวลาที่อยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่
3. ปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวหรือปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
4. ปัญหาพฤติกรรมร่วมด้วย เช่นปัญหาการกิน การนอน พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน ฯล
5. มีพื้นฐานอารมณ์หงุดหงิดง่ายตลอดเวลา
🔹สาเหตุการร้องอาละวาดในเด็กพิเศษ
1.เกิดจากพัฒนาการทางการเรียนรู้ด้านควบคุมอารมณ์ในเด็กเล็ก ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 2-3 ขวบ รวมถึงการแสดงออกทางด้านอารมณ์ยังได้ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้การร้องอาละวาดเป็นการสื่อสารเพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของตัวเอง
2.เกิดจากการเจ็บป่วยและการใช้ยา เด็กที่มีปัญหาติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ มีการบาดเจ็บของสมองหรือโรคระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดภาวะร้องอาละวาดได้ง่าย เนื่องจากการใช้ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน
3.เกิดจากทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ได้แก่ ออทิสติก สมาธิสั้น สติปัญญาบกพร่อง ปัญหาด้านภาษาล่าช้า หรือปัญหาการได้ยิน ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะการร้องอาละวาดมากขึ้น
4.เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม การตามใจหรือเข้มงวดมากไป รวมไปถึงการลงโทษที่ใช้ความรุนแรง พ่อแม่แสดงอารมณ์ลบออกมาบ่อยๆ ก็จะทำให้เด็กซึมซับและหงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย การเลี้ยงดูจึงมีผลต่อพื้นฐานอารมณ์ของเด็กที่ถูกกระตุ้นได้ง่าย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการร้องอาละวาดได้มาก
5.สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ การถูกจำกัดในพื้นที่ในที่แออัด ขาดระเบียบวินัย คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ พ่อแม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ลงโทษลูกด้วยการตี มีข้อจำกัดกับลูกมากเกินไป ครอบครัวมีการทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ หรือมีการใช้กำลังหรือความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ส่งผลต่อการตอบสนองต่อลูกได้เช่นกัน
🔹วิธีป้องกันอาการร้องอาละวาดที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่
-ช่วงก่อนอาการร้องอาละวาด
1.ควรจัดการให้เด็กทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ และมีกฎระเบียบที่ทุกคนในบ้านต้องปฏิบัติเหมือนกัน
2.ควรใช้เวลากับลูกเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว ให้มีเวลาคุณภาพที่สุดซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
3.ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ด้วยการจัดการอารมณ์ของตัวเองให้ได้ก่อน อย่าใช้อารมณ์นำทาง ไม่ลงโทษด้วยการตี เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าการทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องปกติ
4.ควรให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่ดีของลูก ชมเชย เสริมแรงด้านบวก หากลูกจัดการกับอารมณ์ได้เหมาะสม
5.ควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกทำกิจกรรมหรือเล่นของที่เกินความสามารถของลูกมากเกินไป
6.ควรสังเกตพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดการร้องอาละวาด และจัดการป้องกันก่อนที่จะเกิดอาการ
7.ควรเตือนล่วงหน้าหากมีการเปลี่ยนแปลง กิจวัตรประจำหรือสิ่งที่เคยตกลงทำร่วมกันมีการเปลี่ยนแปลงก็ควรบอกลูกล่วงหน้า เพื่อให้ลูกได้เตรียมตัว
-ช่วงขณะเกิดอาการร้องอาละวาด
1.สิ่งแรกคุณพ่อคุณแม่ควรมีคือ ตั้งสติและควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ก่อน
2.ถ้าเป็นเด็กเล็กในช่วงแรกอาจใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ถ้าไม่ได้ผลให้ใช้ วิธีวางเฉย ยืนอยู่ดูห่างๆ ไม่สนใจหรือไม่พูดคุยกับลูก ซึ่งในช่วงแรกของการปรับพฤติกรรมอาการของลูกจะเป็นมากขึ้น จากนั้นก็จะค่อยๆ ลดลง
3.ถ้าในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี วิธีเบี่ยงเบนความสนใจถ้าไม่ได้ผล อาจใช้วิธีแยกออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เพื่อให้เด็กสงบควบคุมอารมณ์ได้
**คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสถานที่ที่ปลอดภัยและอยู่กับลูกตลอดเวลา
4.หากลูกร้องอาละวาดทำลายข้าวของ ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตัวเอง ให้พาลูกออกมาจากตรงนั้น และคุณพ่อคุณแม่ต้องกอดลูกไว้จนกว่าลูกจะสงบลง
5.เมื่อลูกสงบลง ควรพูดคุยกับลูกตามปกติ ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมแนวทางแก้ไขในความเห็นของลูกว่าจะให้แก้ไขอย่างไร ให้ลูกได้พูดสะท้อนถึงอารมณ์ และเข้าใจอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น
6.ไม่ควรลงโทษด้วยการตี เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ลูกโกรธและหงุดหงิดมากขึ้น
7.ไม่ควรให้รางวัลกับลูกเมื่อหยุดร้อง เพราะจะทำให้ลูกเรียนรู้ถึงพฤติกรรมการร้องอาละวาด ว่าในแต่ละครั้งที่มีอาการจะต้องได้มาในสิ่งที่เขาอยากได้เสมอ
🔹แนวทางการรักษา
การร้องอาละวาดเป็นผลจากพฤติกรรมการเรียนรู้ในเด็กเล็กสามารถหายได้เองก่อนอายุ 4 ขวบ กรณีในเด็กปกติ หากแต่ในเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย อาจต้องอาศัยการตอบสนองการช่วยเหลือเช่น การทำกิจกรรมบำบัด การปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือแม้แต่การนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีส่วนช่วยฟื้นฟูการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Biofeedback เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับเด็กได้มีพัฒนาการที่ดี เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป
📌ร่วมแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ เกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้า แบบไม่ใช้ยา ได้ที่กลุ่ม>>https://bit.ly/3wk0l3M
✅ทำแบบประเมินอาการออทิสติก ATEC ได้ที่ >> https://neurobalanceasia.com/atec/
#Neurobalanceasia #Neurofeedback #Biofeedback #Brain #healthwellness #Autism #ADHD #Hyperactivity #ASD #Downsyndrome #Sensoryprocessingdisorder #ออทิสติก #สมาธิสั้น #พัฒนาการช้า #พูดช้า #สมอง #ดาว์นซินโดรม #อารมณ์รุนแรง
โฆษณา