24 พ.ย. 2021 เวลา 23:00 • ครอบครัว & เด็ก
📌อาการของ Selective Mutism📌
คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีความหนักใจอยู่ไม่น้อย เมื่อลูกไปโรงเรียนแล้วไม่ยอมพูดคุยกับใครในห้องเรียน เวลาคุณครูให้อ่านอะไรก็ไม่ยอมอ่าน กลายเป็นเด็กนิ่ง เงียบ และเขินอายแต่พออยู่บ้านกลายเป็นคนละคน พูดคุยและเล่นกับคนในบ้านได้เป็นปกติซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความวิตกกังวลและไม่เข้าใจว่าเหตุใดลูกถึงมีพฤติกรรมแบบนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รู้จะส่งผลอะไรกับลูกในระยะยาวหรือไม่
📍ภาวะSelective Mutism(SM) หรืออาการไม่พูดในบางสถานการณ์
เป็นภาวะที่เด็กพูดได้เหมือนเด็กปกติ แต่ไม่พูดในบางสถานการณ์หรือบางสถานที่เช่นห้องเรียน สถานที่สาธารณะ แต่สามารถพูดเป็นปกติได้เมื่ออยู่ที่บ้าน ซึ่งอาการจะเริ่มต้นตอนอายุประมาณ 3 - 8 ปี
Selective Mutism เป็นภาวะที่อยู่ในกลุ่มของโรควิตกกังวล มีอาการกลัวสังคม มีปัญหาในการสื่อสาร มักเกิดกับเด็กที่มีปัจจัยพื้นฐานดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้วเช่น ขี้อาย ขี้กลัว มีพื้นฐานอารมณ์ที่ปรับตัวได้ช้า หรือมีความบกพร่องในการสื่อสารอื่นๆ ร่วม เช่น การพูดติดอ่าง พูดไม่ชัด มีปัญหาทางพัฒนาการภาษาล่าช้า อย่างไรก็ตามอาการที่ได้วินิจฉัยแล้ว หากปล่อยไว้อาจส่งผลในเรื่องการใช้ชีวิตในสังคม การเรียน การทำงานของลูกในระยะยาวได้
อาการไม่พูดในบางสถานการณ์อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านพัฒนาการที่ล่าช้า เด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าไม่มีความสามารถเพราะไม่กล้าแสดงออก
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุและอาการที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจในตัวของลูกและช่วยเหลือลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
📍อาการไม่พูดในบางสถานการณ์อาจแยกออกเป็น 4 ประเภท
1.อาการไม่พูดชั่วคราว คือไม่พูดในช่วงแรกๆเกิดจากไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแต่อาการจะค่อยๆลดลงและหายไปเองในที่สุด
2.เป็นเด็ก 2 ภาษา มักจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจหากยังไม่เข้าใจภาษาที่สองอย่างเต็มที่แต่อาการจะค่อยๆลดลงเมื่อทักษะการพูดภาษาพัฒนาดีขึ้น แต่หากในบางคนที่ไม่สามารถพัฒนาได้อาจจะเกิดภาวะเครียดและกังวลในจิตใจส่งผลให้ปลีกตัวออกจากสังคมและส่งผลให้ไม่พูดอย่างถาวรได้
 
3.เด็กที่เป็น Selective Mutism ร้อยละ 20 – 30 มีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น Asperger syndrome
4.อาการไม่พูดอย่างถาวร มักไม่พูดเลยอย่างน้อย 3 ปี แม้ว่าเด็กกลุ่มนี้จะพบได้น้อยเมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มไม่พูดชั่วคราว แต่เด็กกลุ่มนี้จะมีความวิตกกังวลมากกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา เมื่อต้องเข้าสังคมจึงทำให้ไม่ยอมออกห่างจากคุณพ่อคุณแม่ได้เลย
📍อาการของภาวะSelective Mutism
1.สามารถพูดคุยกับคนในครอบครัวได้ปกติเมื่ออยู่ที่บ้าน แต่ไม่พูดเมื่ออยู่ที่โรงเรียนหรืออยู่นอกบ้าน รวมถึงไม่พูดกับผู้ใหญ่หรือคนที่ไม่คุ้นเคย
2.ไม่สบตาเวลาพูดหรือมักพูดพึมพำเบาๆ ในลำคอ
3.มักปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนหรือเล่นคนเดียวถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนอยู่ร่วมก็ตาม
4.มีอาการนิ่งเงียบ เขินอาย ดูเก็บกด ไม่โต้ตอบ มีความกลัว วิตกกังวล เมื่อไม่สามารถพูดได้ตามปกติในบางสถานการณ์หรือเมื่อถูกถาม
5.มีความบกพร่องในการสื่อสารอื่นๆร่วม เช่น พูดติดอ่าง พูดไม่ชัด ปัญหาการเข้าใจภาษา
6.ใช้การสื่อสารท่าทางแทน เช่น พยักหนา ยิ้ม หัวเราะ ส่ายหัว หรือ วาดภาพ เขียนหนังสือ แทนการพูดเพื่อสื่อสาร
📍สาเหตุของการเกิดภาวะ Selective Mutism
ถึงแม้ว่ายังหาสาเหตุหลักไม่ได้ แต่อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันได้แก่
1.ปัจจัยทางพันธุกรรม มีคนในครอบครัวที่มีลักษณะวิตกกังวลมากเกินไป แยกตัวอยู่คนเดียวหรือพูดน้อย
2.ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและด้านพื้นอารมณ์ หวาดกลัวง่าย มีแนวโน้มเกิดความวิตกกังวลง่าย ขี้อาย ขี้กลัว
3.ปัจจัยด้านสภาพแลดล้อมและสังคม เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว ได้รับการดูแลปกป้องมากเกินไปจนมีปัญหาการปรับตัว
 
📍แนวทางการรักษา
1.หากเด็กไม่พูดนานมากกว่า 2 เดือน ควรพาไปรับการประเมินว่ามีความบกพร่องทางพัฒนาการร่วมกับการไม่พูดหรือไม่ โดยเน้นเรื่องการแก้ไขความวิตกกังวลของเด็กซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กไม่พูด
 
2.การฝึกกิจกรรมบำบัด เช่น การเล่นบำบัด ดนตรีบำบัด หรือศิลปะบำบัด
3.การฝึกงานควรให้งานเหมาะสมกับเด็กเพื่อเด็กจะได้มีความมั่นใจในการทำงานนั้นให้สำเร็จ ให้แรงเสริมทางบวกเมื่อเด็กพูดหรือใช้ท่าทางออกมา เช่น คำชมเชย รางวัล แต่ควรเป็นการชมแบบเจาะจง เช่น แทนที่จะชมว่า “เก่งมาก” เฉย ๆ ให้ลองเปลี่ยนมาใช้คำชมที่ชัดเจนและเจาะจงกว่านี้ ตัวอย่างเช่น “เก่งมากเลยที่หนูบอกว่าอยากกินกล้วย” วิธีนี้จะทำให้เด็กเข้าใจว่าตัวเองทำดีในเรื่องไหน และทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะทำอีกค่ะ
4.ควรพาเด็กเข้าร่วมกิจกรรมสังคมหรือเริ่มจากพาไปสื่อสารกับเด็กๆคนอื่นมากขึ้น
5.หากเด็กไม่ตอบสนองกิจกรรมบำบัด การฝึกสมองด้วยกระบวนการ Biofeedback Training เพื่อช่วยลดอาการวิตกกังวล ภาวะเครียดลงได้
6.หากเด็กมีอาการเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหรือโรคอื่นๆ อาจต้องมีการใช้ยารักษาร่วมด้วยโดยแพทย์
 
ภาวะ Selective Mutism อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรงแต่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในการเข้าสังคมกับผู้อื่นในระยะยาว หากแต่คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆเห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ยอมรับและให้ความเข้าใจกับเด็ก ตามสภาวะที่เขาเป็นอยู่ สื่อแสดงความหวัง ให้ความมั่นใจกับเด็กว่าพ่อแม่ยินดีช่วยเหลือ และเขาจะสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ และสามารถใช้ชีวิตปกติในประจำวันได้กับทุกคน
📌ร่วมแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ เกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้า แบบไม่ใช้ยา ได้ที่กลุ่ม>>https://bit.ly/3wk0l3M
✅ทำแบบประเมินอาการออทิสติก ATEC ได้ที่ >> https://neurobalanceasia.com/atec/
#Neurobalanceasia #Neurofeedback #Biofeedback #Brain #healthwellness #Autism #ADHD #Hyperactivity #ASD #Downsyndrome #Sensoryprocessingdisorder #ออทิสติก #สมาธิสั้น #พัฒนาการช้า #พูดช้า #สมอง #ดาว์นซินโดรม #อารมณ์รุนแรง
โฆษณา