29 พ.ย. 2021 เวลา 03:50 • ไลฟ์สไตล์
รู้จัก Latte Factor ทฤษฎีที่บอกว่า อย่ามองข้ามรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน
“กาแฟแค่แก้วละไม่กี่สิบบาทหรือไม่กี่ร้อยบาท คงไม่ทำให้เราจนลงหรอก”
เราน่าจะเคยได้ยินประโยคประมาณนี้กันมาบ้าง
รู้ไหมว่า การที่หลายคนมักมองข้ามเงินเล็กน้อย ที่หายไปจากการกินกาแฟวันละแก้ว ถ้าเราลองมาย้อนคิดดู เราอาจพบว่า เงินพวกนั้น พอรวม ๆ กันแล้ว อาจเป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน
และถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ก็อาจทำให้เราไม่มีเงินเก็บเสียที
เรื่องนี้ จึงนำมาสู่ “Latte Factor” ทฤษฎีที่บอกว่า อย่ามองข้ามรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน
เรื่องนี้เป็นอย่างไร THE BRIEFCASE จะสรุปให้ฟัง..
Latte Factor เป็นแนวคิดที่อธิบายโดย David Bach ผู้ให้คำแนะนำด้านการเงินและนักเขียนหนังสือชาวอเมริกัน เขาเคยเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “The Automatic Millionaire” หรือ เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ
1
โดยในหนังสือเล่มนี้ เขาพูดถึงคำว่า “Latte Factor” ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ การที่เราต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นประจำ อาจทำให้เราขาดเงินออมหรือเงินก้อนใหญ่ที่ควรจะมีในอนาคตได้
จุดเริ่มต้นของทฤษฎีนี้ เกิดขึ้นมาจากวันหนึ่งที่เขาไปเป็นวิทยากรพูดเรื่องเกี่ยวกับอิสรภาพทางการเงิน มีผู้หญิงคนหนึ่งถามเขาว่า “เธอจะมีเงินเก็บได้อย่างไร ถ้าเธอยังเงินเดือนน้อยอยู่ ?”..
พอ David Bach ถามผู้หญิงคนนั้นไปว่า แต่ละวันเธอใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
สิ่งที่เขาพบคือ เธอมักซื้อกาแฟดื่มเป็นประจำทุกวัน และนี่คือ สิ่งที่เขาตอบเธอว่า การซื้อกาแฟทุกวัน เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เธอเก็บเงินไม่ค่อยได้
David Bach บอกว่า การใช้ชีวิตของคนทั่วไป เช่น ในกรณีผู้หญิงคนนี้ที่มักจะซื้อกาแฟในทุก ๆ วัน โดยการใช้เงินทีละเล็กละน้อยอย่างไม่รู้ตัว แต่เมื่อลองคิดคำนวณเงินทั้งหมดที่ใช้ไปกับค่ากาแฟต่อปีนั้น จะพบว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่ใช้ในทุกวัน กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้อย่างคิดไม่ถึงเลยทีเดียว
1
ลองนึกว่า ถ้าเราเป็นคนชอบดื่มกาแฟยี่ห้อหรู แก้วละประมาณ 165 บาทต่อแก้วทุกวัน ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันอาจดูเหมือนไม่เยอะสำหรับบางคน
 
แต่ถ้าเราลองคิดค่ากาแฟเป็นรายเดือนและรายปีจะพบว่า
- เดือนละ 5,000 บาท
- ปีละ 60,000 บาท
เขาบอกว่า คนส่วนใหญ่มักมองว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจ่ายไปในแต่ละวันนั้น ด้วยความที่จำนวนมันเล็กน้อย ทำให้เรามักเกิดความคิดว่า ไม่เป็นไร เงินแค่นิด ๆ หน่อย ๆ เอามาหาความสุขให้กับตัวเองดีกว่า
แต่พอเรามาคิดด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น เช่น เป็นเดือน เป็นปี เงินที่เรามองว่าน้อย อาจไม่น้อยอย่างที่เราคิดไว้แต่แรกก็ได้
ซึ่งในกรณีข้างต้น บางคนอาจตกใจว่า ปีหนึ่งเราเสียค่ากาแฟขนาดนี้เชียวหรือ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ถ้าเรานำเงินค่ากาแฟรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เราอาจมีเงินเก็บไม่น้อยเลยทีเดียว
เช่น ถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ทุกเดือน เป็นเวลา 30 ปีถัดมา เราจะมีเงินเก็บถึง 10 ล้านบาท..
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฎีนี้จะขึ้นชื่อว่า Latte (ลาเต้ ซึ่งเป็นชื่อของกาแฟ) แต่ว่าความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเสียไปนั้น ไม่ได้หมายถึง แค่กาแฟอย่างเดียวอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่ยังรวมไปถึงการซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เบียร์, เหล้า, บุหรี่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจไม่จำเป็นต่อชีวิต
1
ซึ่งเงินจำนวนน้อยเหล่านี้ ถ้าลองเปลี่ยนมาเป็นเงินเก็บและนำไปลงทุน จะทำให้เรามีเงินก้อนโตจนเราอาจนึกไม่ถึง..
3
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงได้ข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับ Latte Factor ไปบ้างไม่มากก็น้อย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง การซื้อกาแฟดื่มสักแก้ว การจ่ายเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหาความสุขให้ตัวเราเอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ เลวร้าย หรือทำไม่ได้เสมอไป
และต้องหมายเหตุกันชัด ๆ ด้วยว่า สิ่งที่ไม่สำคัญสำหรับเรา อาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบางคนก็ได้
เช่น บางคนต้องพึ่งพาการดื่มกาแฟทุกวัน เพื่อให้ร่างกายและสมองสดใส สำหรับคนคนนั้น กาแฟจึงไม่ได้ถูกมองเป็นของฟุ่มเฟือย แต่ถูกมองเป็นของจำเป็นที่ต้องมีในทุกวัน
เพียงแต่เรื่องนี้ต้องการจะสื่อว่า ถ้าเราใช้เงินไปกับอะไรที่ไม่จำเป็นบ่อยมากเกินไป เราก็ควรที่จะลดกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นลงบ้าง เพื่อให้เก็บเงินได้มากขึ้นนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าวันนี้เรากำลังจะไปซื้ออะไรสักอย่าง ที่เรามองว่าแม้จะไม่ได้มีราคาแพงและอาจไม่ได้กระทบกับเงินในกระเป๋าในวันนี้มากนัก
ลองถามตัวเองสักนิดว่า สิ่งพวกนี้จำเป็นหรือไม่
และถ้าวันนี้เราลดค่าใช้จ่ายพวกนี้ได้ เพื่อนำเงินเหล่านี้ไปเก็บออมและลงทุนแทน ไม่แน่เราอาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนมีเงินเก็บก้อนโตในอนาคต ก็เป็นได้..
3
References
โฆษณา