2 ธ.ค. 2021 เวลา 12:10 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
"จงเลี้ยงเด็กเหล่านี้ให้เป็นเอทิสต์ และอย่าให้พวกเขามีศาสนาเป็นอันขาด โลกใหม่ที่เธอช่วยสร้างจะไม่จบลงแบบเดียวกับที่เราเผชิญอยู่บนโลก มันจะดำเนินต่อไปได้”
3
นี่คือสิ่งที่งแอนดรอยด์นามว่า ‘มาเธอร์’ (Mother) ในซีรีส์ Raised by Wolves ถูกปลูกฝังมาจากชายผู้ส่งเธอมาทำภารกิจสร้างอารยธรรมมนุษย์บนดาวด้วยใหม่ และเธอก็ได้บอกมันต่อลูกๆของเธอที่เป็นมนุษย์อย่างเคร่งครัดและเน้นนักเน้นหนา
1
ว่าแต่… จู่ๆ ทำไมแอนดรอยด์ถึงมาสอนมนุษย์ในเรื่องการประกอบสร้างมนุษยชาติ (humankind) ? แล้วทำไมศาสนาถึงเป็นสิ่งต้องห้ามในการสร้างอารยธรรมใหม่ของมนุษยชาติใช่มั้ยครับ ?
2
หลังจากกลางศตวรรษที่ 22 เกิดสงครามศาสนา ที่ชาวศาสนามิธเทรค (Mithriac) ผู้นับถือ ‘โซล (Sol)’ เทพเจ้าแห่งแสงและไฟที่ครอบครองเทคโนโลยีสุดล้ำทั้งยานพาหนะและอาวุธสงคราม ก่อสงครามในนามพระเจ้าของพวกเขา กำจัดชาวเอทิสต์ (Athiest) หรือกลุ่มไร้ศาสนาคนที่ไม่เชื่อในโซลหรือแค่ไม่เชื่อในพระเจ้าของคนเหล่านั้น ทำให้โลกไม่สามารถอยู่ได้ต่อไป
2
หุ่นยนต์พิฆาตเนโครแมนเซอร์ (Necromancer )’ ที่เป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของฝั่งมิธเทรคจึงถูกฝ่ายต่อต้านรีโปรแกรมใหม่ จากนั้นเดินทางพาตัวอ่อนมนุษย์มาตั้งรกรากใหม่ที่ดาว ‘เคปเลอร์ 22-บี (Kepler 22-b)’ ที่แม้ทุกอย่างจะไม่ได้เหมาะกับมนุษย์ แต่ก็สามารถหายใจและทำการเพาะปลูกได้
3
แอนดรอยด์ตัวนั้น ใช่แล้วครับ คือมาเธอร์ และเธอมากับฟาเธอร์ (Father) เพื่อช่วยดูแลเด็กๆ ราวกับเป็นอดัมกับอีฟ ทั้งยังปกป้องอันตรายใดๆ ที่ย่างกรายเข้ามาหาพวกเขา โดยเฉพาะความเชื่อที่เป็นเหตุให้มนุษย์รบราฆ่าฟันจนทำลายมาตุภูมิของตัวเอง
3
โดยมาเธอร์ถูกดัดแปลงให้มีสารในร่างกายที่สามารถหล่อเลี้ยงให้เอ็มบริโอมนุษย์เติบโตมาเป็นเด็กได้ (น่าฉงนดีนะครับที่แอนดรอยด์มีบทบาทในการให้กำเนิดมนุษย์เช่นนี้)
1
ที่จริงแล้วถ้าคำว่าเอทิสต์ไม่ได้มีความหมายว่า ‘คนไม่นับถือศาสนา’ แต่หมายถึง ‘คนที่ไม่เชื่อ/ปฏิเสธว่าพระเจ้ามีจริง’
คนเราสามารถมีศาสนาโดยที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็ได้ เช่น การนับถือศาสนาพุทธที่เป็นอเทวนิยม ส่วนคนที่ทั้งเป็นเอทิสต์และคนไม่มีศาสนา (irreligious) ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนไม่ดี พวกเขามีทั้งหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย และหลักอื่นๆ อีกมากโดยเฉพาะกฎหมายให้ปฏิบัติตาม
2
เพียงแต่สำหรับมิธเทรค คนเป็นเอทิสต์ถูกเหมารวมว่าเป็นวายร้ายแค่เพราะปฏิเสธพระจ้าของพวกเขา ซ้ำยังถูกกำจัดเพราะเห็นไม่ตรงกัน กังขา และมีข้อหักล้างความเชื่อของพวกเขาอีกด้วย แต่ชาวมิธเทรคหลงลืมไปว่าที่มนุษย์ก้าวหน้ามาได้ถึงทุกวันนี้รวมถึงวิทยาการที่พวกเขาใช้อยู่ มาจากหรือมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ศาสนาดั้งเดิมต่างก็หักห้าม
1
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะความก้าวหน้าที่ควบคุมและคาดเดาไม่ได้เป็นภัยแต่ความเชื่อ บุคลากรศาสนาและผู้ศรัทธาในสมัยก่อนจึงต่างกลัวในการทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรม จนมองว่านักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์เป็นพวกบ้า พวกนอกรีต พวกจ้องล้มล้างศาสนา จนไปถึงโดนประหัตประหาร
1
ทั้งที่พวกเขาก็แค่อยากสร้างสิ่งใหม่ๆ และหลุดออกจากกรอบที่เราตีไว้ด้วยจินตนาการเท่านั้นเอง
อีกคำถามที่สำคัญคือ ศาสนาดีต่อโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์เพอร์เฟกต์ขนาดนั้นหรือไม่?
2
ถึงแม้จะมีหลักปฏิบัติที่เป็นเหมือนกฎหมายและเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตเป็นระเบียบ แต่ในตัวมันเองยังส่งผลให้ผู้คนแตกแยกด้วยการแบ่ง ‘พวกฉัน พวกมัน พวกเรา’ อยู่ รวมไปถึงมีหลายครั้งผู้คนเห็นไม่ตรงกันหรือเหินห่างกันในฐานะเพื่อนมนุษย์เพียงเพราะอยู่คนละกลุ่มความเชื่อ
3
แย่กว่าคือบางกลุ่มทำร้ายคนทั้งทางวาจาและการกระทำ รวมไปถึงก่อสงครามและสังหารผู้อื่นในนามพระเจ้าของตนก็มี
4
จากบทสนทนากับฉากต่างๆ จึงทำให้พอจะเข้าใจภาพรวมได้แล้วว่าเหตุใดแอนดรอยด์ทั้งสองถึงต้องเลี้ยงเด็กๆ ให้เติบโตมาแบบเอทิสต์และไม่นำความเชื่อศาสนามาเกี่ยวข้อง
4
ก็เพื่อตัดข้อถกเถียงข้อโต้แย้ง ที่นำมาสู่การทะเลาะเบาะแว้งหรือการที่มีใครบอกว่าใครถูกผิด ใครเข้าใจดีกว่าใคร ใครนับถือศาสนานี้แล้วอยู่สูงกว่า ส่วนคนที่ไม่ได้นับถืออยู่ต่ำกว่า จนไปถึงการด้อยค่าผู้ไม่นับถือหรือผู้ที่เห็นไม่ตรงกัน เพราะแม้จะไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ทำเช่นนั้น แต่มันเป็นเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ไม่อาจเดิมพันได้
ที่สำคัญคือการให้เชื่อในตัวเอง เคารพผู้อื่น กับเชื่อในการกระทำและผลลัพธ์ของการกระทำไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
ตรงกันข้ามมันทำให้คนคนนั้นมีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ ไม่เชื่ออะไรอย่างปักใจหรืองมงาย แยกแยะสิ่งถูกผิดได้ ตั้งคำถามเสมอๆ (critical thinking) มีความเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดก่อนพูดก่อนทำ (empathy) และมีความเป็นพลเมืองที่ดี อยู่ด้วยสิทธิเสรีภาพตนเอง และไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่นด้วยคำพูดและการกระทำ (good citizenship) ด้วย
5
สามสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่จะทำให้สังคมนั้นๆ น่าอยู่ และนั่นคือสิ่งที่แคมเปียนชายผู้ดัดแปลงเธอต้องการ
จึงได้ฝากฝังและเน้นย้ำมาเธอร์แบบขีดเส้นใต้ก่อนจากกัน ส่วนการมีศรัทธาที่เกินขอบเขตและปราศจากการยั้งคิดไตร่ตรอง ก็จะขัดแย้งกับการทำให้สังคมน่าอยู่ แล้วเช่นนั้นอารยธรรมจะถูกสร้าง สังคมจะเดินไปข้างหน้าโดยปราศจากความขัดแย้งได้อย่างไร?
สุดท้ายทุกอย่างก็จะจบแบบเดิมอีกรอบ แค่บนดาวดวงใหม่
ศาสนาช่วยให้คนอยู่ในร่องในรอยในอดีตก็จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันควรเป็นในเชิงปรัชญา สัจธรรม และแนวทางในการศึกษาชีวิตได้มากกว่าจะเป็นโลกทั้งใบ เพราะต้องตระหนักเสมอว่าสุดท้ายมันเป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการสร้างขึ้นทั้งหมด เรื่องเล่า ตัวอักษร พิธีกรรม รวมถึงพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
1
โดยเฉพาะ 'ความจริงสูงสุด' ที่แต่ละศาสนา ศาสดา หรือสาวกของศาสนาต่างก็เคลมว่าตัวเองรู้ (ที่ไม่นับว่าเป็นสัจธรรมที่วิทยาศาสตร์ทดลองและพิสูจน์ปรากฏการณ์ซ้ำได้) มันคือความจริงหนึ่งเดียวนะ เรารู้จริง อย่างอื่นไม่ใช่
แต่ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องยึดหลักศาสนาเสมอไป ทุกวันนี้เรามีกฎหมายที่มาแทนในฐานะข้อบังคับให้คนอยู่ในร่องในรอย (แม้บางที่กฎหมายจะไม่เมคเซ้นส์ก็ตาม) และคนไม่นับถือศาสนาไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่ดี มีอะไรตั้งมากตั้งมายให้ยึดเหนี่ยวหรือเชื่อ โดยที่สิ่งนั่นจะเหมือน มีจุดร่วม หรือไม่เหมือนที่ศาสนาเคยกล่าวเลยก็ได้
2
ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง มีแต่คนที่บอกว่าตัวเองเห็น ตัวเองได้ยิน ตีความเข้าข้างความเชื่อ หรือเข้าใจไปว่าตัวเองเป็นข้ารับใช้และได้รับบัญชาบางอย่างจากพระเจ้ามา การกระทำสิ่งใดภายใต้ศาสนาหรือจะเชื่อในมันไม่ใช่สิ่งผิด (แม้ว่าที่จริงแล้วเราก็แค่เกิดมาจากโลกและจักรวาลก็ตาม)
แต่จะผิดก็ต่อเมื่อใช้มันเป็นเครื่องมือในการกดขี่ ชักจูง แสวงหาผลประโยชน์ ทั้งๆที่แต่แรกตั้งแต่เรายังพูดไม่ได้ สิ่งแรกที่มนุษย์ทำคือมีปฏิสัมพันธ์และการรวมกลุ่มเพื่อเอาตัวรอด เหตุใดถึงอิงความเชื่ออย่างแรงกล้าจนทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
อ่านบทความที่ผมเขียนแนะนำและวิเคราะห์ละเอียดซีรีส์ Raised by Wolves ฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ : https://adaymagazine.com/raised-by-wolves
#Watchman #HBOMAX #HBOGO #RaisedByWolves
โฆษณา