3 ธ.ค. 2021 เวลา 07:21 • หนังสือ
บทที่ 6 ระบบภาษีอากรประเมิน (4)
6.4 ขั้นตอนการบังคับชำระภาษี ได้ทราบแล้วว่า ภาษีอากรประเมินนั้น จะต้องชำระภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามนัยมาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้าผู้เสียภาษีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา อาจเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาได้ว่า ผู้เสียภาษีมีเจตนาละเลยไม่ชำระภาษีและทำการประเมินภาษี และจะต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นแล้ว กฎหมายยังบัญญัติว่า ภาษีอากรที่ไม่ชำระภายในกำหนดเวลานั้น ถือเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งมีผลทางกฎหมายคือ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจบังคับ โดยใช้วิธีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระเป็นค่าภาษีอากรได้
มาตรา 12 “ ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง
เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร หรือนำส่งภาษีอากร ได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าว อธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขต ก็ได้
ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ มีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคก่อน ภายในเขตจังหวัดหรืออำเภอนั้น แต่สำหรับนายอำเภอนั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด
วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยอนุโลม ส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว ให้หักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการยึดและขายทอดตลาดและเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน
ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามวรรคสอง ให้หมายความรวมถึง ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วย ”
ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้เสียภาษี ผู้ถูกประเมินก็จะต้องชำระภาษีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ถ้าไม่ชำระภายในกำหนดเวลา ก็ถือเป็นภาษีอากรค้างเช่นเดียวกัน
มาตรา 18 ตรี “ ภายใต้บังคับมาตรา 18 ทวิ ในกรณีเจ้าพนักงานได้ประเมินให้เสียภาษี บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้น พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ”
แม้ในกรณีที่มีการประเมิน และผู้เสียภาษีได้อุทธรณ์การประเมินก็ตาม ผู้เสียภาษีก็ยังคงต้องชำระภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา ก็ถือเป็นภาษีอากรค้าง และเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษา ซึ่งในทางปฏิบัติ ผู้เสียภาษีมักจะยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีต่ออธิบดีกรมสรรพากร พร้อมกับการยื่นคำอุทธรณ์นั้น
มาตรา 31 “ การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษา ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ”
วิธีนับระยะเวลาสำหรับการคิดเงินเพิ่ม จึงเริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาชำระภาษีตามกฎหมาย เช่น กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วันครบกำหนดชำระวันสุดท้ายคือวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี ดังนั้น จะเริ่มคิดเงินเพิ่มวันแรกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป
บทบัญญัติมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรนี้ ถือได้ว่า เป็นเอกสิทธิ์ของฝ่ายบริหาร เพราะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของศาล แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เสียภาษีก็มีสิทธินำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อเพื่อต่อสู้คัดค้านได้ และนั่นคือกระบวนการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ
โฆษณา