7 ธ.ค. 2021 เวลา 00:35 • หนังสือ
รู้ทันความกลัว เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่คิดอย่างฉลาด 😏
ในยุคช่วง 1960 โรคบาดทะยักกลายเป็นภัยคุกคามของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัย
เป็นโรคร้ายแรงที่แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ทางบาดแผล
ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและระบบหายใจล้มเหลว
หากอาการไม่รุนแรง คุณอาจแค่รู้สึกไม่สบาย
แต่ในบางกรณีที่อาการร้ายแรง ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ไม่มีทางรักษาโรคบาดทะยัก
แต่โรคนี้มีวิธีป้องกันง่ายๆ ด้วยการฉีดวัคซีน
แน่นอนว่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากใช้เวลาตอนบ่ายอยู่ที่ศูนย์สุขภาพนักศึกษา
กลุ่มนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลจึงคิดไอเดียดีๆ เพื่อแก้ปัญหานี้
พวกเขาตั้งใจจะทำให้นักศึกษา “กลัวโรคนี้จนขึ้นสมอง” และยอมไปที่ศูนย์สุขภาพในที่สุด
ทีมนักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมาพบที่ตึกนัดหมาย
และบอกทุกคนให้ประเมินคุณภาพของแผ่นพับด้านสุขภาพ
ทีมงานสุ่มแบ่งนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกได้รับแผ่นพับที่เขียนอธิบายความร้ายแรงของโรคบาดทะยักด้วยคำพูดที่น่ากลัว
พร้อมรูปผู้ป่วยที่ติดโรคให้เห็น นักศึกษาบางคนตัวสั่นหน้าซีด
กลุ่มที่สองได้รับข้อมูลอาการโรคเช่นเดียวกับกลุ่มแรก เพียงแต่ภาษาไม่น่ากลัว และไม่มีรูปผู้ป่วยให้เห็น
ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมดได้รับข้อมูลว่าการรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันเป็นหนทางป้องกันโรคเพียงอย่างเดียว และมหาวิทยาลัยมีนโยบายให้นักศึกษาเข้ารับวัคซีนได้ฟรีที่ศูนย์สุขภาพของมหาวิทยาลัย
เทคนิคทำให้กลัวใช้ได้ผลดี นักศึกษาที่ได้อ่านข้อมูลด้วยภาษาที่น่ากลัว
และเห็นภาพอาการเจ็บป่วยจะกลัวมากกว่าผู้ร่วมการทดลองกลุ่มอื่น
ทั้งหมดล้วนเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่คนทั่วๆไป
คงคิดว่าจะช่วยกระตุ้นนักศึกษาให้ทำตามจุดประสงค์การทดลอง
เมื่อทีมนักวิจัยประเมินประสิทธิภาพของเทคนิคการทำให้กลัวโดยตั้ง 2 คำถาม คือ
1. คุณคิดว่าการรับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักจำเป็นเพียงใด?
2. คุณคิดว่าจะไปรับวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่?
ผลที่ได้คือกลุ่มที่เกิดความกลัวคิดว่าการฉีดวัคซีนมีความสำคัญมากกว่าคนกลุ่มอื่น
และแสดงความตั้งใจที่จะเข้ารับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันมากกว่ากลุ่มอื่นอีกด้วยถือว่าบรรลุเป้าหมายของงานวิจัย!!!
ใช่หรือไม่???
ทีมนักวิจัยตรวจสอบประวัติการเข้ารับการฉีดวัคซีนของนักศึกษา
ในช่วงระหว่างการทดลองและช่วงเลิกเรียน
ผลที่ได้นั้นไม่สมเหตุสมผลเอาเสียด้วย
เพราะอัตราการเข้ารับวัคซีนของนักศึกษาในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นความกลัว
ไม่ได้สูงกว่านักศึกษากลุ่มอื่นตามที่คาดไว้
ทั้งๆ ที่พวกเขากลัวและอยากฉีดวัคซีน
แต่นักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เข้ารับวัคซีนมากกว่ากลุ่มอื่น
ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่เกิดความกลัวแต่อย่างใด
นักศึกษากลุ่มที่เข้าไปรับวัคซีนมากที่สุดคือกลุ่มที่
“ได้ข้อมูลที่อยู่และแผนที่ของศูนย์สุขภาพต่างหาก”จริงอยู่ที่ว่านักศึกษาส่วนใหญ่รู้ดีอยู่แล้วว่าศูนย์สุขภาพอยู่ที่ไหนก่อนจะได้อ่านแผ่นพับ แต่แผนที่สามารถกระตุ้นให้ความตั้งใจกลายเป็นการลงมือทำได้ ผลลัพธ์คือนักศึกษากลุ่มที่ได้รับแผนที่ เข้าไปฉีดวัคซีนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับแผนที่ถึง 8 เท่า
ดังนั้นงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ทำให้คุณรู้ว่า “ปัจจัยที่ทำให้คนเราเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อ มักเป็นคนละปัจจัยกับที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และถ้าหากคุณรู้ทันความกลัว คุณอาจรับรู้ถึงอันตรายของการไล่ตาม และเปิดใจรับประโยชน์แห่งการฉลาดคิด”
วัคซีน
💉💉💉💉💉💉💉💉💉
ขอบคุณความรู้ดีๆจากหนังสือ
“ใช้ข้อจำกัดสร้างชีวิตไร้ขีดจำกัด”
เขียนโดย Scott Sonenshein
แปลโดย ฐานันดร วงศ์กิตติธร
สำนักพิมพ์บิงโก Bingo
🩹🩹🩹🩹🩹🩹🩹🩹
My Memories Reviews ep.649
7/12/2021
.
#MyMemoriesReviews
#เรื่องน่าจำนำมาเล่า
#ใช้ข้อจำกัดสร้างชีวิตไร้ขีดจำกัด
#วัคซีน #ฉีดวัคซีน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา