16 ธ.ค. 2021 เวลา 12:59 • ปรัชญา
ในศีลข้อที่ ๒ นี้ แม้จะมีกิริยาที่นับว่าเป็นอทินนาทาน คือการลักทรัพย์หลายอย่าง ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม แต่ก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นอทินนาทานสมบูรณ์หรือยัง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลักเหมือนในข้อปาณาติบาต
ในศีลข้อนี้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ คือ
๑. ของที่ลักเป็นของมีเจ้าของ
๒. ผู้ลักก็รู้ว่าของนั้นมีเจ้าของ
๓. มีความจงใจจะลัก
๔. พยายามลักของนั้นไป โดยที่สุดแม้เพียงเอื้อมมือยกไปเท่านั้น
๕. นำของนั้นมาได้ด้วยความพยายามนั้น
เมื่อวิเคราะห์ตามองค์ศีล ๕ ประการนี้แล้ว พึงเห็นได้ว่าการลักทรัพย์นั้นมิได้ทำได้ง่ายนัก ต้องประกอบครบองค์ ๕ จึงสำเร็จผล และเป็นอทินนาทาน หากไม่ครบองค์เล่า ย่อมไม่เป็นอทินนาทาน แต่ศีลด่างหรือพร้อยไป โทษก็เบาบางลงมา การไม่ครบองค์นั้นสำคัญอยู่ที่เจตนา หากไม่มีเจตนา เช่น ถือเอาด้วยวิสาสะไม่ได้คิดลักขโมย แม้จะทำให้เจ้าของทรัพย์ไม่พอใจก็เป็นฉายาโจรกรรม มิใช่เป็นโจรกรรมโดยตรง โทษในกรณีอย่างนี้ย่อมเพลาลง
แม้จะมีเจตนาแรงกล้าที่ลัก แต่ไม่สำเร็จ ลักเอาของไปไม่ได้ก็ไม่ครบองค์เช่นกัน อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นอทินนาทานสมบูรณ์ โทษก็ไม่รุนแรงเช่นกัน
แม้ในทางโลก คดีความเรื่องการลักทรัพย์นี้ก็มีการลงโทษต่างกันไป ตามลักษณะของที่ลักไปได้บ้าง ตามเจตนาบ้าง ตามความพยายามในการลักบ้าง ก็เข้าลักษณะองค์ ๕ ประการข้างต้นเช่นกัน
แต่การลักทรัพย์นั้น แม้จะทำไปไม่ครบองค์ ๕ แม้จะไม่เป็นอทินนาทาน แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะถึงอย่างไรก็แสดงถึงจิตใจที่มุ่งผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของเจ้าทรัพย์ เป็นความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้หรือแสดงความไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน แสดงความไม่มีมารยาทอันควรในการหยิบฉวยมาด้วยวิสาสะ
• • • • •
พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี)
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
ที่มา : หนังสือ "ศีล ๕ รักษาโลก"
|เพื่อความเข้าใจ และเข้าถึงศีล ๕ อย่างถูกต้อง
โฆษณา