มีบัญชีอยู่แล้ว?
7 ขั้นตอนตั้งเป้าหมายชีวิต
1
การที่เรามีวันขึ้นปีใหม่ ถือเป็นกุศโลบายที่ดี ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราไม่มีปีใหม่ แต่นับวันต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ เช่น แทนที่จะเป็น 1 มกราคม พ.ศ.2565 ก็กลายเป็นวันที่ 934,400...แค่ฟังจำนวนวัน ก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรแล้ว
วันขึ้นปีใหม่จึงเสมือนเป็นการรีเซ็ตชีวิต ให้เราได้ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในปีก่อน รวมถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำในปีนี้ สิ่งใดผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป มาเริ่มกันใหม่
แต่เนื่องจากมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ไปตามเทศกาล ถ้าใครใช้จังหวะช่วงปีใหม่ให้ดี ๆ แบ่งเวลามาทบทวนตัวเอง ตั้งเป้าหมาย...บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวังแบบนี้ จะทำให้เราเดินได้ไกล ด้วยใจที่ทรงพลัง
และบรรทัดต่อไปนี้ คือประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมใช้กับตัวเองในการตั้งเป้าหมายปีใหม่ หากคิดว่าดี ลองนำไปปรับใช้กับตัวเองครับ
หนึ่ง ถ้าอารมณ์ยังไม่มา ก็อย่าฝืน
3
ถ้าอารมณ์บอกว่ายังไม่ได้ อย่าฝืนตั้งเป้าหมาย บางปีผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะเจออารมณ์นั้น เพราะก่อนหน้านั้น ไม่มีพลังอยากตั้งเป้าหมายเลย ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ปล่อยมันไปก่อน อย่าเร่ง ดอกไม้จะบานเมื่อถึงเวลา (แต่ก็ไม่ควรเนิ่นนานไปถึงกลางปี)
1
สอง คุยกับตัวเอง อย่างตั้งใจ
เมื่อรู้สึกได้ว่าถึงเวลาต้องตั้งเป้าหมาย ขอให้จัดเวลาอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เพื่อเข้าสู่ความสงบนิ่ง การตัดสินใจจะได้แม่นยำ บางคนอาจเป็นตอนเช้า บางคนอาจเป็นกลางคืน แล้วแต่เวลาของแต่ละคนว่าจะมีสมาธิตอนไหน
1
สาม ร่างความฝัน ลงบนกระดาษ
เตรียมกระดาษ A4 มา 4 แผ่น ปากกาพร้อม จากนั้นเริ่มเขียนสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในปีนี้ เขียนให้ครบทุกด้านของชีวิตต่อหนึ่งแผ่น การงาน การเงิน สุขภาพกายใจ และความสัมพันธ์ แต่ละแผ่น มีเป้าหมายได้หลายข้อ แต่ต้องเป็นด้านเดียวกัน
เช่น แผ่นการงาน เขียนเป้าหมายที่อยากให้เกิดกับงาน แผ่นสุขภาพ เขียนเป้าหมายที่อยากให้เกิดกับสุขภาพ
ไม่จำเป็นต้องเขียนภาษาสวยงาม และระหว่างเขียน อาจเกิดความลังเลเป็นระยะ นั่นแปลว่าเป้าหมายนั้นท้าทาย เขียนไปก่อน อย่าเพิ่งสนใจว่าเป็นไปได้หรือไม่
สี่ ทบทวนอีกครั้ง
ลองอ่านทวนว่าเป้าหมายข้อไหนใกล้เคียงกัน ข้อไหนเพ้อเจ้อเกินไป ควรตัดออก เช่น เพิ่งสมัครงาน อยากเป็นซีอีโอตอนนี้เลย แบบนี้เกินไป หรือข้อไหนดูถูกความสามารถตัวเองเกินไป ก็ควรแก้ไข เช่น ปีนี้เงินเดือนหมื่นห้า ปีหน้าขอหมื่นหก ตลกไปไหม? ...จุดนี้หัวใจจะบอกเอง ไม่ต้องถามใครทั้งนั้น
ห้า เลือกจริง เขียนจริง
เลือกแค่ 1 เป้าหมายจากแต่ละแผ่น ซึ่งจะกลายเป็น 4 เป้าหมายหลักในปีนี้ และครอบคลุมทุกด้านของชีวิต จากนั้นใช้ปากกาเคมีหัวใหญ่ เขียนเป้าหมายลงบนกระดาษ A4 แผ่นใหม่ รวมทั้ง 4 เป้าหมายหลักไว้ในแผ่นเดียว เขียนให้ตัวใหญ่ อ่านง่าย ทรงพลัง เขียนโดยขึ้นต้นว่า "ฉัน" เขียนราวกับมันเกิดขึ้นแล้ว
เช่น ฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายขายเรียบร้อยแล้วเว่ย! ในที่สุดฉันก็มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมจนได้สินะ! จากนั้นติดไว้ในที่ที่มองเห็นเป็นประจำ (หรือหากเป็นความลับ ให้เขียนเก็บไว้ในมือถือ)
หก อย่าเอาแต่มโน โต ๆ กันแล้ว
เป้าหมายจะเป็นจริงได้ ต้องเกิดจาก 2 อย่าง หนึ่ง รู้ว่าต้องทำอะไร เพื่อให้คืบหน้า สอง รู้ว่าจะวัดผลความคืบหน้าได้อย่างไร
การเขียนเป้าหมายเป็นเพียงการสร้าง "ครั้งแรก" แต่การสร้าง "ครั้งที่สอง" ต้องเกิดจากการลงมือ
ให้นำกระดาษเป้าหมายมาพิจารณาอีกครั้ง แล้วถามตัวเองว่า
คำถามที่หนึ่ง ฉันเขียนเป้าหมายที่วัดผลได้หรือไม่? หรือเป็นเป้าหมายลาง ๆ จางมาก เช่น...เป้าหมายคืออยากก้าวหน้าในงาน แบบนี้ไม่ชัดเจน ต้องระบุตำแหน่งหรือเนื้องานที่อยากทำไปเลย จะได้วัดผลได้ตอนจบปี
คำถามที่สอง วันนี้ฉันจะทำอะไร เพื่อให้ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย แม้จะขยับทีละนิด ก็ยังดีกว่าคิด แล้วไม่ลงมือทำ ถ้าอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย อะไรคือสิ่งที่ฉันทำได้วันนี้ ตอนนี้เลย? อะไรคือสิ่งที่ฉันจะเป็น ก่อนที่จะได้เป็นผู้จัดการจริง ๆ? หรือถ้าอยากมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม อะไรคือสิ่งที่ฉันทำได้วันนี้ ตอนนี้เลย?
เมื่อรู้แล้ว ให้ลงมือทำทันที สิ่งเล็กน้อยจะส่งแรงกระเพื่อมให้ทำสิ่งใหญ่ขึ้น แต่ถ้าไม่ลงมือทำเสียที วัตถุจะหยุดอยู่กับที่ เว้นแต่จะมีแรงมากระทำ ซึ่งเรานั่นเอง ที่ต้องเป็นคนออกแรง
เมื่อลงมือทำ หมั่นวัดผลเป็นระยะ หากหลุดออกนอกเส้นทาง จะได้ไหวตัวทัน อย่ามาวัดผลอีกทีตอนสิ้นปี...จะแก้ไม่ทัน
เจ็ด ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส
ปล่อยวางเป็นเรื่องที่หลายคนไม่เข้าใจ มีเป้าหมาย มีแผนการ ลงมือทำ ทั้งหมดเป็นเหตุที่เรากำหนดได้ แต่ผลลัพธ์ ใครเล่าจะกำหนดได้?
บางคนเร่ง เมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย บางคนท้อ ไม่เห็นถึงเป้าหมายเสียที บางคนบอกไม่เอาแล้ว ตั้งใจแล้วไม่ได้ผล
เรามีหน้าที่ทำเหตุให้ดีที่สุด ส่วนผลนั้น ต้องปล่อยวาง เพราะการตั้งเป้าหมายเป็นเพียงกุศโลบาย หมายความว่าเป็นเป้าที่ดึงเราให้สูง เก่งขึ้น ดีขึ้น มีความสุขขึ้น แม้ว่าในที่สุดอาจไม่ถึงเป้าหมายก็ตาม แต่เมื่อมองย้อนกลับไป...จะพบว่าเรามาไกลจากจุดเดิมมากนัก นั่นก็คุ้มค่าพอสำหรับการตั้งเป้าหมายแล้ว
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ยิ่งตัวเล็กยิ่งจำแม่น ผมเรียนจบ MBA ด้านการเงินเมื่อปี 1992 จากมหาวิทยาลัยระดับกลางๆที่สหรัฐ พอกลับมาในตอนนั้นก็สมัครงานแบบหว่านๆ ไปเกือบร้อยบริษัท ด้วยความที่เรซูเม่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น จำได้ว่าได้ถูกเรียกสัมภาษณ์อยู่สองที่จากที่ส่งไป เป็นบริษัทเงินทุนหนึ่งที่และบริษัทหลักทรัพย์หนึ่งที่
      การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคของ SABINA SABINA ได้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของบริษัท และพัฒนาพนักงานขายให้สามารถให้คำแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับสรีระและความต้องการใช้สอยของแต่ละบุคคลในแต่ละโอกาส
      กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ สั่ง "โด ควอน" คืนหนังสือเดินทางภายใน 14 วัน ไม่ปฎิบัติตามมีผลยกเลิก-ปฎิเสธการทำหนังสือเดินทางในอนาคต รวมทั้งศาลเกาหลีใต้ ได้เพิกถอนหมายจับของพนักงาน Terraform Labs หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับการจับกุมบุคคลที่มีนามสกุล Yu กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ ได้ออกคำสั่งในวันที่ 6 ต.ค. ให้ "โด ควอน" ผู้ร่วมก่อตั้งของ Terraform Labs คืนหนังสือเดินทางของเขา ภายใน 14 วันนับจากวันที่สั่ง โดยหากไม่ปฏิบัติตามจะส่งผลให้มีการยกเลิกหนังสือเดินทางทั้งหมดและการปฏิเสธคำขอให้ออกใหม่ในอนาคต
      ทำไม ผู้บริหาร Toyota ไม่อยากทุ่มสุดตัว ทำรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหาร Toyota พูดตลอดช่วงที่ผ่านมา ว่ายังไม่อยากทุ่มสุดตัวไปในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สวนทางกับบางแบรนด์ที่ทุ่มสุดตัว เดิมพันกับเทรนด์ตลาดนี้ จนหลายคนน่าจะคาใจ ว่าเหตุผลของ Toyota คืออะไร ?
      ดูทั้งหมด