มีบัญชีอยู่แล้ว?
“เมารี (Maori)” ผู้ล่าและเหยื่อ
ตามกฎของธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตนั้นมีหลากหลายรูปแบบ…
แต่กฎรูปแบบหนึ่งที่ตายตัวอยู่เสมอ คือ กฎของการล่า...
กฎของการล่าเกิดขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ...
ผู้ล่า ย่อมเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง...
ส่วนผู้ที่ถูกล่า มักเป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า ซึ่งท้ายที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อของผู้ล่า...
แต่สถานะในกฎของการล่านี้ไม่ตายตัว...
ผู้ล่าใช่ว่าจะคงสถานะของผู้ล่าเสมอไป...
สถานะของการกลายเป็นเหยื่อสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อมีผู้ล่ารายใหม่ปรากฏตัว...
ทุกท่านครับ เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเกาะท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิก...
กลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง...
กลุ่มคนที่คงสถานะของผู้ล่าบนเกาะยาวนานนับพันปี...
กลุ่มคนที่พบเจอกับผู้ล่ารายใหม่ซึ่งมาพร้อมกับกระแสความเปลี่ยนแปลง...
กลุ่มคนที่ต้องต่อสู้กับกระแสนั้นเพื่อความอยู่รอด...
และคนกลุ่มนั้นเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ล่ากลายไปเป็นเหยื่อ...
และนี่ คือเรื่องราว "เมารี (Maori)" ผู้ล่าและเหยื่อ
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ภาพจาก Wallpaper Flare
จากในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าถึงต้นกำเนิดและที่มาของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าชาวเมารี...
พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีที่มาไปไม่ค่อยแน่นอนซักเท่าไหร่...
1
มีเพียงตำนานที่ได้กล่าวว่า พวกเขาล่องเรือแคนู (ซึ่งเรียกว่า วากา) จนมาพบกับเกาะแห่งหนึ่งในดินแดนโพลีนีเซีย ซึ่งพวกเขาเรียกเกาะแห่งนั้นว่า เอาเตอารัว
พวกเขาตัดสินใจตั้งรกรากบนเกาะ และสร้างสรรค์วัฒนธรรมของตนเองนับแต่นั้นมา...
ชาวเมารีถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีสีสันทางวัฒนธรรมและมีความเป็นเอกลักษณ์ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวครับ
พวกเขาเชื่อในเรื่องพลังอำนาจลึกลับที่เรียกว่า "มานา (Mana)"
พวกเขาบันทึกเรื่องราว ลักษณะ และที่มาของตนเองบนใบหน้า ซึ่งเรียกว่า "โมโก (Moko)"
และพวกเขารักและชื่นชมในการต่อสู้มากทีเดียว...
เรียกได้เลยครับว่า หากมีการจัดอันดับนักสู้ที่แข็งแกร่งในยุคโบราณแล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าต้องมีลิสต์รายชื่อของชาวเมารีแน่นอน...
แต่ทว่า ไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนตั้งตระหง่านตลอดไป ความแข็งแกร่งนั้นถูกทำลายได้ เมื่อเจอความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า...
1
และแล้ว ชีวิตของชาวเมารีบนเอาเตอารัวก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อผู้มาเยือนรายใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้น...
1
ผู้มาเยือนซึ่งมาพร้อมกับความแข็งแกร่งและพลังอำนาจที่ชาวเมารีไม่รู้จัก...
ผู้มาเยือนซึ่งมาจากอีกฟากของโลกที่ถูกเรียกว่า "ยุโรป (Europe)"
ภาพจาก The Dead Land (นักรบชาวเมารี)
เอาล่ะครับ ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องราวระหว่างชาวยุโรปและชาวเมารี ผมขอย้อนเล่าถึงเรื่องราวของชาวยุโรปกันก่อน
ดินแดนที่เรียกว่ายุโรป ถือได้ว่าเป็นดินแดนที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย อากาศก็ค่อนข้างหนาว ทรัพยากรก็มีน้อย มันเลยทำให้ผู้คนต้องพึ่งพาสินค้าจากดินแดนอื่นพอสมควร เช่น พวกเครื่องเทศและผ้าไหม ซึ่งคู่ค้าสำคัญก็คืออินเดียและจีนนั่นแหละครับ...
1
การที่ยุโรปจะเดินทางไปค้าขายกับจีนและอินเดีย คือต้องเดินทางโดยใช้เส้นทางการค้าทางบกในยุคโบราณที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม...
1
แต่วันดีคืนดี บริเวณเส้นทางนี้ก็เกิดมาเฟียรายใหม่ขึ้นมาคุม คือ พวกเติร์กมุสลิม
3
ยุโรปมีหรือจะยอมเสียเส้นทางที่หล่อเลี้ยงชีวิตตนเองไป จึงทำการระดมคนโดยใช้พลังแห่งศรัทธาในคริสต์ศาสนาเป็นฉากหน้าเปิดสงครามกับเหล่ามุสลิม เกิดเป็นสงครามศาสนาที่เรียกว่า "สงครามครูเสด" ขึ้นมา
4
แต่ในท้ายที่สุด ฝ่ายที่กุมชัยชนะและครอบครองเส้นทางการค้านี้คือเหล่ามุสลิม...
การสูญเสียเส้นทางการค้าที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ต่อตรงไปสู่หัวใจของยุโรปนี้ทำให้อาการของยุโรปร่อแร่พอสมควรทีเดียว...
2
มีทางเดียวเท่านั้นที่จะอยู่รอด นั่นคือ การหาเส้นเลือดใหญ่เส้นใหม่...
ด้วยเหตุนี้แหละครับ จึงเกิดยุคสมัยแห่งการสำรวจทางทะเลในที่สุด...
1
ภาพจาก Wikipedia (เส้นทางสายไหม)
การสำรวจทางทะเลของยุโรป เริ่มต้นมาจากการค้นหาเส้นทางการค้าเส้นทางอื่นนอกจากเส้นทางสายไหม เพื่อเดินทางไปค้าขายกับจีนและอินเดียนี่แหละครับ...
ต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า มุมมองการมองโลกของคนยุโรปสมัยนั้นมีความเข้าใจครับว่า "โลกมีทั้งหมด 3 ทวีป คือ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา" อีกทั้งยังมีความเชื่อว่า "โลกนั้นแบน"
เพราะฉะนั้น การที่คนยุโรปจะเดินทางไปถึงอินเดียและจีน โดยที่ไม่ต้องใช้เส้นทางสายไหมนั้น ทางเดียวที่สามารถไปได้ก็คือต้องอ้อมทวีปแอฟริกาไปนั่นเอง (ตอนนั้นยังไม่มีการขุดคลองสุเอซ)
และแล้วก็มีผู้ที่ริเริ่มโปรเจค คือ โปรตุเกส โดยใช้เวลาในการพัฒนาเรือ เทคโนโลยีการเดินเรือ เข็มทิศ จนในที่สุดก็สามารถเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกาและเบนหัวเรือไปจนถึงอินเดียได้ พร้อมสร้างเส้นเลือดใหญ่เส้นใหม่ที่เชื่อมยุโรปเข้ากับอินเดียและจีน ภายใต้การนำของชายที่ชื่อว่า "วาส โก ดากามา"
2
แต่ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด คือ การเดินเรือของชายคนหนึ่งซึ่งเกิดก่อนที่วาส โก ดากามา จะเดินทางถึงอินเดีย
ชายคนนั้นทำการท้าทายหลักคำสอนของศาสนาที่พร่ำสอนว่า "โลกนี้มันแบน"...
ชายคนนั้นออกเรือไปทางตะวันตก ภายใต้ธงของสเปน ด้วยความเชื่อว่า "โลกนี้มันกลมต่างหาก ถ้าเราเดินเรือไปทางตะวันตก เราก็จะพบกับจีนและอินเดียเหมือนกันนั่นแหละ!"
2
แต่แล้วการเดินเรือของชายคนนั้นก็ไม่ได้นำพาเขาไปพบกับจีนหรืออินเดีย แต่กลับนำพาเขาไปพบกับสิ่งที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้...
1
ชายคนนั้นคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส...
1
และโชคชะตาก็นำพาเขาและชาวยุโรปไปพบกับแผ่นดินใหม่ ซึ่งรู้จักและขนานนามในภายหลังว่า "อเมริกา (America)"
การค้นพบดินแดนแห่งใหม่ของโคลัมบัส นำไปสู่การบุกเบิกดินแดนต่างๆ พร้อมระบายผู้คนจากยุโรปเข้าสู่ดินแดนนั้นๆ...
แล้วเทรนด์การตามล่าค้นคว้าหาดินแดนของยุโรปก็เริ่มเปิดฉาก...
แล้วในวันหนึ่ง "เอาเตอารัว" ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่อาศัยของชาวเมารีนับพันปี ก็ถูกชาวยุโรปค้นพบในที่สุด...
ยุคแห่งการสำรวจทางทะเลของยุโรป
ภาพจาก The Times (การค้นพบโลกใหม่ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส)
เรือลำแรกที่เดินทางจนมองเห็นวิวของเอาเตอารัวเป็นเรือของดัตช์ ซึ่งนำโดย "อาเบล แจนส์ซูน ทัสมัน"
เมื่อเรือของทัสมันเข้าใกล้ชายฝั่ง เหล่าอสุรกายเมารีของเกาะก็เริ่มบรรเลงเมโลดี้เลือดต้อนรับผู้มาเยือนเหล่านี้ทันทีเลยล่ะครับ!
ความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนพร้อมทักษะการต่อสู้ที่ขัดเกลามาทั้งชีวิตของชาวเมารี ได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจแก่ชาวดัตช์บนเรือพอสมควร
1
ชาวดัตช์บนเรือถูกฆ่าอย่างไร้ปรานี ส่วนทัสมันและพวกที่เหลือรอดก็พากันหนีตายอย่างดุเดือด จนในที่สุดก็รอดจากเงื้อมมือของอสุรกายบนเกาะปริศนาแห่งนั้น...
1
เรื่องราวของทัสมันและลูกเรือแพร่กระจายไปสู่ยุโรปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟป่า คนยุโรปต่างเล่าปากต่อปากถึงความน่ากลัวของเกาะลึกลับที่ทัสมันค้นพบ จนทำให้ไม่มีใครกล้าไปเหยียบที่เกาะแห่งนั้นนานนับร้อยปีเลยล่ะครับ!
ซึ่งหลังจากนั้นทัสมันก็ได้ตั้งชื่อเกาะที่ค้นพบนี้ว่า "นิวซีแลนด์ (New Zealand)"
การเริ่มต้นของทัสมัน ก็ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในยุคสมัยต่อมา...
1
และแล้วเรือภายใต้ธงของอังกฤษ นำโดยเจมส์ คุก ก็ตัดสินใจเดินทางมาสำรวจนิวซีแลนด์
1
และแน่นอนครับว่า การต้อนรับของชาวเมารีก็ยังคงอบอุ่นเช่นเดิมเหมือนกับคราวที่ทัสมันมาเยือน
1
กองเรืออังกฤษต้องเข้าห้ำหั่นกับชาวเมารีอย่างดุเดือด แต่ในคราวนี้เจมส์ คุกไม่ยอมสยบต่ออสุรกายเหล่านี้ ซึ่งคุกใช้เวลาถึง 7 ปี ในการสำรวจตามชายฝั่งของเกาะแล้วพบว่านิวซีแลนด์นั้นแบ่งเป็น 2 เกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้
1
เรียกได้ว่า เจมส์ คุกพร้อมลูกเรือได้ต่อสู้กับชาวเมารีและเขียนแผนที่ของเกาะไปพร้อมๆ กัน จนในที่สุดก็สามารถเขียนแผนที่ของเกาะแห่งนี้ได้สำเร็จ...
ภาพจาก cincinnati.com (เจมส์ คุก)
ภาพจาก Te Ara (แผนที่นิวซีแลนด์ที่เขียนโดยเจมส์ คุก)
หลังเขียนแผนที่ได้สำเร็จ เจมส์ คุกต้องการที่จะสำรวจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเมารีต่อ จึงเปลี่ยนวิธีในการเข้าถึงชาวเมารีจากการห้ำหั่นเป็นการเจรจาพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูล...
และแล้วไม่รู้ใช้วิธีหรือเหตุผลกลใด เจมส์ คุกก็สามารถผูกมิตรกับชาวเมารีได้สำเร็จในที่สุด
เมื่อผูกมิตรสำเร็จ หลังจากนั้นเจมส์ คุก ก็ได้พาโจเซฟ แบงก์ ซึ่งเป็นนักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยามาทำการศึกษาวิถีชีวิตของชาวเมารีจนละเอียดยิบเลยล่ะครับ พร้อมเขียนบันทึกไว้ให้ชาวโลกได้เชยชม คือ "A Voyage Towards the South Pole and Round the World"
เรื่องราวของชาวเมารีและนิวซีแลนด์เริ่มสร้างความกระหายใคร่รู้ให้กับชาวยุโรปมากขึ้น มหาอำนาจอย่างอังกฤษก็ได้จ้องนิวซีแลนด์เหมือนแมวจ้องเหยื่อและพร้อมตะปบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมตนเอง
1
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของชาวเมารีก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อประชากรชาวอังกฤษได้เริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์
และแล้วนาฬิกาแห่งความขัดแย้งและการต่อสู้ครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มเดินเป็นที่เรียบร้อย...
ภาพจาก Antiquarian Auctions (บันทึกวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวเมารี)
การเข้ามาในนิวซีแลนด์ของชาวยุโรปในช่วงแรกนั้น สำหรับชาวเมารีแล้วก็ถือว่ายังแฮปปี้ดีอยู่ เพราะชาวเมารีมีความสนใจในวิทยาการ ความรู้ รวมถึงเรื่องราวของโลกภายนอก
3
ความสัมพันธ์ระหว่างชาวยุโรปและชาวเมารีก็เริ่มแนบแน่นขึ้นเหมือนฝันเลยทีเดียว
ถึงขนาดหัวหน้าชาวเมารีเผ่าหนึ่งชื่อว่า ฮวนกี ไฮกา มีการเดินทางไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่อังกฤษ พร้อมนำอาวุธประหลาดที่ชาวยุโรปเรียกว่าปืนยาว กลับมาให้มวลมหาชนชาวเมารีได้เชยชม...
เมื่อเผ่าของฮวนกี ไฮกา ได้อัพเกรดเผ่าตัวเองด้วยปืนยาว ความเปรี้ยวของเผ่าก็เพิ่มขึ้นทันที โดยเผ่าของฮวนกี ไฮกา ได้เปิดสงครามล้างผลาญกับเผ่าอื่นๆ เพื่อแย่งชิงดินแดนและอาณาเขต...
2
แน่นอนครับว่าเมื่อเจอพลังทำลายล้างของปืนยาวถล่มเข้าไป เผ่าอื่นๆ ต่างโดนถล่มจนเละเป็นโจ๊กไปตามๆกัน
1
นักธุรกิจชาวยุโรปเมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ก็ตาลุกวาวเห็นช่องทางการทำธุรกิจกำไรมหาศาล คือการขายอาวุธให้กับชาวเมารีเผ่าอื่นๆ เข้ามาถล่มห้ำหั่นกัน...
1
เหมือนเป็นการราดน้ำมันลงกองไฟ สงครามระหว่างชนเผ่าตัวลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ปืนยาวกลายเป็นอาวุธหลักในการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมารีแทนที่หอก
1
ความกระหายสงครามและความร้ายแรงของปืนยาวทำให้จำนวนชาวเมารีลดลงอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งยังมีมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนนิวซีแลนด์...
ด้วยกลยุทธ์ในการเชื่อมสัมพันธ์ของชาวยุโรปด้วยปืนยาว เป็นผลทำให้คริสต์ศาสนาสามารถเข้ามาตีตลาดความเชื่อของชาวเมารีได้อย่างง่ายดายไปด้วยเช่นกัน
วิถีชีวิตและความเชื่อของชาวเมารีก็ได้เริ่มเปลี่ยนไปในที่สุด
การอพยพหลั่งไหลเข้ามาในนิวซีแลนด์หยั่งกับน้ำป่าของชาวอัวกฤษ ทำให้ภายในนิวซีแลนด์มีประชากรผิวขาวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
และแล้วตัวของรัฐบาลอังกฤษก็เริ่มมีไอเดียแว๊บเข้ามาในหัวครับว่า "มันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราจะเอานิวซีแลนด์มาเป็นอาณานิคม!"
ภาพจาก Science Photo Library (การทำสงครามโดยใช้ปืนยาวของชาวเมารี)
ภาพจาก Te Ara (สงครามระหว่างชนเผ่าชาวเมารี)
รัฐบาลอังกฤษได้เริ่มต้นแผนการในการเอานิวซีแลนด์เป็นอาณานิคมของตนเอง ซึ่งอย่างที่ผมได้เล่าไปครับว่า นิวซีแลนด์แบ่งเป็น 2 เกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ ซึ่งอังกฤษได้เคลมว่า...
"เกาะใต้ของนิวซีแลนด์ อังกฤษเป็นผู้ค้นพบ เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นของอังกฤษโดยชอบธรรม!" (เกาะใต้ในตอนนั้นมีประชากรชาวเมารีอยู่เกือบแสนคน)
ส่วนทางด้านเกาะเหนือ อังกฤษได้ทำการดีลกับเหล่าหัวหน้าเผ่าเพียงไม่กี่เผ่า (ย้ำว่าไม่กี่เผ่า) จนคลอดออกมาเป็นสนธิสัญญา คือ "สนธิสัญญาไวตันกิ (Waitangi)" ซึ่งสนธิสัญญานี้ เป็นการมอบอำนาจอธิปไตยในเกาะเหนือทั้งหมดให้กับอังกฤษแลกกับการที่อังกฤษให้ความคุ้มครองเผ่าที่ทำสนธิสัญญา...
ด้วยเหตุนี้แหละครับ รัฐบาลอังกฤษจึงมีเหตุผลในการเคลมเอานิวซีแลนด์เป็นอาณานิคมทั้งสองเกาะ
แน่นอนครับว่า การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นของรัฐบาลอังกฤษกับเผ่าเมารีไม่กี่เผ่าที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนอีกหลายเผ่าที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวย่อมฮึดฮัดไม่พอใจในการตัดสินใจครั้งนี้
1
ชาวเมารีหลายเผ่าที่จับปืนบวกกันอยู่ ก็มีความรู้สึกว่าตนเองจะเสียผลประโยชน์ จึงสงบศึกแล้วมาจับมือกันเพื่อรบกับอังกฤษ...
สเกลของความขัดแย้งได้กลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ในที่สุด...
การปะทะของพันธมิตรชาวเมารีกับอังกฤษกินระยะเวลานานนับ 10 ปี
ผลสุดท้าย ชาวเมารีก็พ่ายแพ้ต่ออังกฤษอย่างราบคาบ
เหล่านักล่าอย่างชาวเมารีผู้ซึ่งต่อสู้มาทั้งชีวิตก็ต้องสยบต่อนักล่าจากอีกฟากหนึ่งของโลกในท้ายที่สุด...
1
เอาเตอารัว หรือนิวซีแลนด์ก็ได้ตกเป็นของอังกฤษโดยสมบูรณ์...
ภาพจาก Chrischurch City Libraries
ภาพจาก RNZ (สงครามระหว่างชาวเมารีและอังกฤษ)
หลังสงครามใหญ่ ผู้อพยพชาวอังกฤษและยุโรปพากันหลั่งไหลเข้ามาจับจองดินแดนในนิวซีแลนด์...
ชาวเมารีที่พ่ายแพ้ก็ถูกขับไล่และสูญเสียดินแดนที่เคยเป็นบ้านของตนเองไป
แน่นอนครับว่า บางเผ่าก็ยังไม่ยอมสยบ ยังคงมีการก่อวินาศกรรมและเล่นสงครามกองโจรเพื่อต่อต้านอังกฤษและแย่งชิงดินแดนตนเองกลับคืนมา
แต่จากการพ่ายแพ้ในสงคราม ชาวเมารีก็เหลือเพียงแค่ความอ่อนแอ จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว (จริงๆ ลดลงไปก่อนหน้านี้พอสมควรในตอนที่รบกันเอง)
1
อีกทั้งอังกฤษยังมีนโยบายในการกลืนชาติชาวเมารีและมีความพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของชาวเมารีไปเป็นแบบอังกฤษ
อนาคตที่จะแย่งชิงดินแดนคืนก็เริ่มมอดและริบหรี่ลงเรื่อยๆ ในท้ายที่สุดชาวเมารีก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเจ็บช้ำหัวใจ...
ภาพจาก Human Right Commission (การขัดขืนของชาวเมารี)
แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ในสงคราม พวกเขาเหล่าชาวเมารีที่เหลือรอดก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของความเป็นเมารีอันทรงคุณค่าของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น
4
จนวันเวลาผันผ่านสู่คนในเจนเนอเรชั่นต่อๆ มา นิวซีแลนด์ได้จัดตั้งประเทศพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในเครือจักรภพอังกฤษ
และถึงแม้ว่าชาวเมารีจะพ่ายแพ้และถูกนโยบายกลืนชาติของอังกฤษเข้าควบคุม รวมถึงเกิดลูกผสมระหว่างชาวเมารีกับชาวยุโรปขึ้นมามากมาย
แต่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ครับว่า วัฒนธรรมของเมารียังคงไม่หายไปไหน
1
ยังคงตั้งอยู่คู่กันกับพัฒนาการของนิวซีแลนด์ จนเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมอังกฤษและเมารีอย่างลงตัว!
1
จนในปัจจุบัน หากกล่าวถึงประเทศนิวซีแลนด์ วัฒนธรรมชาวเมารีอย่าง "โมโก" และการเต้น "ฮากา" ถือว่าเป็นภาพที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เลยล่ะครับ
ชาวเมารีในสังคมของนิวซีแลนด์เริ่มมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกับคนผิวขาว (ซึ่งสามารถให้เครดิตคนขาวในเจนปัจจุบันที่พร้อมเปิดรับสังคมที่มีความหลากหลาย)
ผู้ล่าในอดีตสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ล่าที่แข็งแกร่งกว่า และรอดพ้นจากการกลายเป็นเหยื่อได้ในที่สุด
1
กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะพังทลายสถานะและอำนาจของชาวเมารี แต่ทว่าไม่อาจพังทลายความเป็นตัวตนของพวกเขาได้...
1
และนี่ คือเรื่องราวของชนเผ่าแห่งโพลานีเซีย ผู้ที่รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อและการลบเลือน
ชื่อของพวกเขายังคงโดดเด่นและชัดเจนในปัจจุบัน
"เมารี (Maori)"
ภาพจาก Munster Rugby (ระบำฮากาเป็นท่าเต้นของเมารีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน)
ภาพจาก BBC (นานาเอีย มาฮูตา รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ที่มีเชื้อสายชาวเมารีในปัจจุบัน)
References
Bassett, Judith. Keith Sinclair and Marcia Stenson : The story of New Zealand. Auckland : Reed books, 1993.
Mikacre, Buddy : Images of New Zealand. Auckland : Reed books, 1992.
River, Charles : British Colonization of New Zealand : The History of New Zealand from Settlement to Dominion. Scotts Valley : Create Space Independent Publishing Platform, 2018.
River, Charles : British Colonization of New Zealand : The History of New Zealand from Settlement to Dominion. Scotts Valley : Create Space Independent Publishing Platform, 2018.
Charkrit Makchouy
สนับสนุน50 เพชร
Chalermsri Svetachinta
ขอบคุณเรื่องราวเผ่าเมารีที่นำมาแบ่งปัน น่าสนใจศึกษามาก ฐานะเขาในสังคมของผู้ล่าและครอบครองดินแดนดั่งเดิมของพวกเขา ยังดีมีที่ยืนในสังคมคนผิวขาวมากกว่า ช... ดูเพิ่มเติม
  • กำลังนิยมในบล็อกดิต
    Tesla จัดตั้งบริษัทในประเทศไทย คาดเตรียมเปิด Official ในไทย หลังจากที่ตลอดทั้งวันนี้มีข่าวลือว่า.. Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของอีลอน มัสก์ มีแผนเตรียมเปิด Official อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
    มาทำให้โลกที่เราอยู่ ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ วัน ด้วยการ "โละชุดชั้นใน" กับโครงการ “New Life BRA CYCLE โละแล้วไปไหน” เรานำชุดชั้นในเก่าไปทำลายอย่างถูกวิธี พร้อมเปลี่ยนเป็นพลังงานใหม่ ลดการใช้พลังงานจากทรัพยากรธรรมชาติ อย่าลืมมาโละ! สร้างวัฏจักรแห่งความยั่งยืนนี้ไปด้วยกันนะคะ โดยโครงการ “New Life BRA CYCLE โละแล้วไปไหน” ของเรา จะนำบราเก่าไปเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด!! โดยนำไปทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่สร้างให้เกิดมลพิษ อีกทั้งยังเป็นพลังงานสะอาดอีกด้วย ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และในทุกการโละ 1 ครั้ง ซาบีน่าจะบริจาคชุดชั้นในใหม่ 1 ตัว ให้กับมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการส่งต่อสิ่งดี คืนกลับให้กับสังคม สินค้าที่รับ "โละ" ได้ทั้งเสื้อใน กางเกงใน Boxer เสื้อทับ ชุดว่ายน้ำ ไม่จำกัดแบรนด์ ไม่จำกัดสภาพ ไม่จำกัดเพศ จุดรับชุดชั้นในเสื่อมสภาพ เคาน์เตอร์ซาบีน่าและช็อปซาบีน่าทุกสาขาทั่วประเทศ ร้านเคอรี่ เอ็กซ์เพรส พาร์เซล ช็อป ทุกสาขาทั่วประเทศ (ส่งฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย) หรือ ตรวจสอบสถานที่ "โละชุดชั้นในเก่า" ได้ตาม link นี้นะคะ https://www.sabina.co.th/NewLifeBraCycle/location.php ข้อมูลเพิ่มเติม Line@ : @sabinathailand
    ⚠️[BREAKING]⚠️ Bond Yield ร่วงหนักถึง -14 Basis Point (-5%) คืนนี้ ปรับตัวลงมาที่ 2.73% จนทำสถิติต่ำที่สุดในรอบ 6 อาทิตย์แล้ว... เหมือนกับมีคนจะรู้ว่า Jerome Powell ประธาน FED จะแถลงอะไรออกมา 23.20 น. คืนนี้ ??? 1) Bond Yield ร่วงหนักถึง -14 Basis Point (-5%) คืนนี้ ปรับตัวลงมาที่ 2.73% จนทำสถิติต่ำที่สุดในรอบ 6 อาทิตย์แล้ว..
    ข่าวดี !! มีวัคซีนป้องกันฝีดาษลิงได้ เป็นของเดนมาร์ก รับรองโดย FDA สหรัฐฯ ดีกว่าปลูกฝีแบบเดิม 2 เท่า หลังจากที่ทั่วโลกได้ตระหนักร่วมกันว่า ได้เกิดมีโรคติดต่อเก่า แต่มาระบาดใหม่คือ ฝีดาษลิง (Monkeypox) โดยได้ระบาดไปแล้ว 17 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียนั้น
    ดูทั้งหมด