25 ธ.ค. 2021 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1938 นิโคลาส วินตัน (Nicholas Winton) อายุยี่สิบเก้า กำลังจะไปเล่นสกีที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งชื่อ มาร์ติน เบลก โทรศัพท์มาบอกว่ามีเรื่องด่วน
“ผมมีงานสำคัญมาก อยากให้คุณช่วยหน่อย”
“งานอะไร?”
“ช่วยพวกผู้ลี้ภัย”
วินตันถาม “ที่ไหน?”
“ปราก”
วินตันชอบกีฬา เขาเป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติอังกฤษ ชอบเล่นสกีเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขาก็ยอมยกเลิกการไปเล่นสกี แล้วไปปรากฏตัวที่ปราก ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งซึ่งพวกอังกฤษดูแล มีผู้ลี้ภัยหลายพันคน เขาช่วยงานเรื่องสวัสดิการชาวยิว
เป็นคริสต์มาสที่ไม่เหมือนทุกปี
สองเดือนก่อนหน้านั้น นาซีเยอรมนีผนวกดินแดนตะวันตกของเชคโกสโลวาเกีย ใคร ๆ ก็รู้ว่าอีกไม่นานฮิตเลอร์จะยึดประเทศนี้แน่ นาซีเริ่มทำร้ายพวกยิวอย่างโจ่งแจ้ง สงครามดูท่าไม่อาจหลีกเลี่ยง
ตลอดคริสต์มาสนั้น เขาช่วยเพื่อนทำงานเพื่อสังคม เห็นภาพที่บาดลึกความรู้สึก
ภาพที่เขาเห็นเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
วินตันเกิดที่ลอนดอนในปี 1909 พ่อเป็นนายธนาคาร ครอบครัวเป็นยิวเยอรมัน นามสกุลเดิมคือ Wertheim เมื่ออพยพไปอังกฤษ แล้วเปลี่ยนเป็น Winton
เขาทำงานที่ธนาคารหลายแห่งในยุโรป เบอร์ลิน ฮัมบูร์ก ปารีส ต่อมาเขากลับกรุงลอนดอน เป็นนายหน้าค้าหุ้น
1
โลกกำลังโคจรเข้าสู่สงคราม แต่หลายฝ่ายหลายประเทศไม่เชื่อว่า ‘เด็กเกเร’ อย่างฮิตเลอร์จะกล้าก่อสงคราม
แล้วนาซีก็เริ่มปฏิบัติการทำลายล้างชาวยิว ขณะที่ชาวโลกได้แต่มองตาปริบ ๆ เห็นชัดว่าเด็กเกเรต้องการกวาดล้างชาวยิวให้หมดจากพื้นโลก
กลุ่มยิวและคริสเตียนจึงเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กยิวเยอรมันและออสเตรีย เป็นที่มาของปฏิบัติการ Kindertransport (การขนย้ายเด็ก) องค์กรเหล่านี้เรี่ยไรเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพาเด็กออกมาจากพื้นที่เสี่ยงภัย และชาวอังกฤษก็บริจาคเงินให้ถึงครึ่งล้านปอนด์ภายในเวลาเพียงหกเดือน
ช่วงธันวาคม ปี 1938 - พฤษภาคม 1940 องค์กรยิวและคริสเตียนช่วยพาเด็กออกไปอยู่ตามบ้านต่าง ๆ ในอังกฤษราวหมื่นคน แต่งานขององค์กรนี้ไม่รวมเด็ก ๆ ที่เชโกสโลวาเกีย วินตันเห็นภัยที่กำลังมาถึง ก็ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
เขาต้องการพาเด็กจำนวนมากออกจากเชโกสโลวาเกีย
วินตันใช้โต๊ะอาหารในโรงแรมที่ปรากเป็นที่ทำงาน เป็นปฏิบัติการที่เรียกว่า Czech Kindertransport เขาจัดการทำประวัติเด็ก โดยมีชาวเช็กช่วย
ทุกวันพ่อแม่เด็กจำนวนหนึ่งมาหาวินตันเพื่อให้พาลูกออกไป เมื่อคนมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ตั้งสำนักงานที่ถนนสายหนึ่ง พ่อแม่หลายพันคนมาหาที่สำนักงานแห่งนี้ ทำให้เกสตาโปเริ่มสงสัย
2
ช่วงเวลานั้นวินตันเดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างลอนดอนกับปราก เขาทำงานประจำที่ตลาดหลักทรัพย์เหมือนเดิม แต่กลางคืนทำงานพิเศษนี้ เขาตั้งชื่อองค์กรของเขาว่า The British Committee for Refugees from Czechoslovakia, Children’s Section มีคนทำงานไม่กี่คน คือเขาเอง แม่ เลขานุการ และอาสาสมัครสองสามคน
วินตันติดต่อรัฐบาลต่าง ๆ ที่เขาคิดว่าน่าจะช่วยรับเด็กได้ เขาเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้ช่วยรับเด็กเพิ่ม หากอเมริกาช่วย ก็จะนำเด็กออกมาได้มากกว่านี้อีก อาจเป็นพันหรือสองพันคน ทว่าท้ายที่สุด
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1938 อังกฤษอนุมัติให้เด็กต่ำกว่าสิบแปด ลี้ภัยที่อังกฤษได้ แต่ต้องมีครอบครัวอุปการะ และทุกคนต้องมีเงินค้ำประกัน50 ปอนด์ เป็นเงินมากทีเดียว ครอบครัวของเด็กพวกนี้ไม่มีเงินแม้แต่ค่าอาหาร อย่าว่าแต่เงินค้ำประกัน
เขาเริ่มเรี่ยไรเงินและหาครอบครัวที่สามารถอุปการะเด็กได้ เขาลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ โบสถ์ สถานที่สวดของชาวยิว เขาลงรูปเด็กที่ต้องการหาผู้อุปการะ เขาเชื่อว่าคนที่เห็นรูปเด็กน่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ระบบราชการทำใบผ่านช้ามาก เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดสงคราม ทำให้บางครั้งเขาต้องปลอมใบผ่าน เพื่อช่วยเด็กให้เร็วขึ้น
1
แต่การขนเด็กจำนวนมากข้ามพรมแดนไปประเทศอังกฤษเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะต้องเดินทางผ่านประเทศเนเธอร์แลนด์ เวลานั้นรัฐบาลดัตช์ปิดชายแดน และมีนโยบายส่งตัวผู้ลี้ภัยยิวกลับประเทศ
วันที่ 14 มีนาคม ปี 1939 เด็กกลุ่มแรกเดินทางทางเครื่องบินจากเชโกสโลวาเกียถึงอังกฤษ ตามมาด้วยการเดินทางทางรถไฟอีกเจ็ดเที่ยว
การส่งเด็กไปประเทศอื่น ไปสู่อนาคตที่ไม่รู้ชะตากรรมเป็นความเจ็บปวดสุดขั้วหัวใจสำหรับทั้งพ่อแม่และลูก มันยากแสนยากที่พ่อแม่ยอมพลัดพรากจากลูกเพื่อหวังว่าลูกจะรอดชีวิตไปมีอนาคตที่ดีกว่า รู้ว่าจะไม่ได้พบลูกอีก แต่สงครามก็คือสงคราม ความเกลียดชังของคนบางกลุ่มมีอำนาจกว่าความรัก พ่อแม่เหล่านี้ไม่ได้วีซาไปอังกฤษ แต่ก็ต้องการให้เด็กรอด ความจริงที่ทุกคนรู้แต่ไม่พูดก็คือ พวกเขาแทบทั้งหมดไม่ได้พบกันอีกมันเป็นการพลัดพรากชั่วนิรันดร์
แต่พ่อแม่ก็บอกเด็กว่า “อีกไม่นานเราจะพบกันนะลูก”
1
เมื่อรถไฟพาเด็กจากพ่อแม่ไป พ่อแม่ทุกคนร้องไห้ พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่รอดจากค่ายกักกันของนาซีช่วงสงครามโลก
รถไฟเที่ยว 2 สิงหาคม ปี 1939 พาเด็กออกจากประเทศรวม 669 คน
1
เวลาเหลือน้อยลง เขาไม่รู้ว่าสงครามจะเริ่มเมื่อไร ยังมีเด็กเหลืออีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 250 คนพร้อมหนีออกจากประเทศ มีกำหนดต้องออกจากปรากในวันที่ 1 กันยายน 1939 แต่เคราะห์ร้ายในวันนั้นฮิตเลอร์บุกโปแลนด์พอดี ชายแดนปิด การออกจากประเทศทำไม่ได้อีกต่อไป
1
ภายหลังเขารู้ความจริงว่า ในบรรดาเด็ก 250 คนนี้ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รอดชีวิต
ภาพเด็กสองร้อยกว่าคนซึ่งรอคอยที่สถานีรถไฟ แต่ออกจากประเทศไม่ได้ เป็นฝันร้ายของเขาไปตลอดชีวิต
หลังจากที่เด็กกลุ่มสุดท้ายไม่อาจออกจากประเทศ วินตันก็กลายเป็นพวกต่อต้านสงคราม เขาเข้าทำงานกับกาชาด อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามทวีความเข้มข้นขึ้น และอังกฤษกำลังเพลี่ยงพล้ำ เขาก็เลือกที่จะเข้าร่วมเป็นนักบินในกองทัพอากาศ
หลังสงครามยุติ เขาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง แม้แต่เกรเทอ (Grete Gjelstrup) ภรรยาชาวเดนมาร์ก
เขาไม่ได้บอกใคร เขาไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นวีรกรรม มันเป็นโศกนาฏกรรมต่างหาก
วันหนึ่งในปี 1988 เกรเทอพบสมุดบันทึกการช่วยเหลือเด็ก ๆ ของเขาในห้องใต้หลังคา มีรายชื่อเด็กที่เขาช่วย รูปถ่ายเด็ก จดหมายจากพ่อแม่เด็กถึงวินตัน ชื่อพ่อแม่ ชื่อที่อยู่ของครอบครัวที่รับอุปการะเด็ก และเอกสารต่าง ๆ
ความแตกในวันนั้น!
เกรเทอเล่าเรื่องให้เพื่อนนักประวัติศาสตร์ด้านฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผู้เป็นภรรยาของนักหนังสือพิมพ์ ไม่นานเรื่องนี้ก็กลายเป็นข่าว ตามมาด้วยเผยแพร่ในรายการโทรทัศน์บีบีซี
1
พวกเขาส่งจดหมายไปหาครอบครัวชาวอังกฤษที่อุปการะเด็กเหล่านั้นจำนวน 80 ครอบครัว แล้วพบว่าในบรรดาเด็ก 669 คนที่เขาช่วยชีวิต หลายคนเติบใหญ่เป็นบุคคลสำคัญของอังกฤษ ตั้งแต่นักการเมือง กวี นักคณิตศาสตร์ นักสร้างหนัง นักเขียน ฯลฯ
จดหมายจากทั่วโลกหลั่งไหลไปถึงเขา รวมทั้งจากเด็ก ๆ ที่เขาช่วยชีวิตซึ่งบัดนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนเป็นปู่ย่าแล้ว
เด็ก ๆ เหล่านี้มีฉายาว่า ‘ลูก ๆ ของวินตัน’
1
วินตันเป็นวีรบุรุษที่โลกเกือบลืม ไม่มีใครรู้เรื่องงานของเขา จนสี่สิบปีหลังในชั่วข้ามคืนเขากลายเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งที่ปิดทองหลังพระมาตลอด เขามิได้ต้องการชื่อเสียง เขาเพียงต้องการให้โลกมีสันติสุข
เขาบอกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีความดีความชอบ มีเจ้าหน้าที่ในกรุงปรากอีกมากมายที่ช่วยเด็กออกมาจากนรกในยุโรป
แม้จะเป็นคริสต์ เขาสงสัยบทบาทของศาสนาในสงคราม เขาสงสัยว่าทำไมในสงครามเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายสวดเพื่อให้ฝ่ายตนชนะ
2
ภาพเลวร้ายของการทำร้ายเพื่อนร่วมโลกทำให้โลกทัศน์ของวินตันเปลี่ยน เขามองศาสนาในมุมใหม่
เขากล่าวว่า “ผมเชื่อเรื่องจริยธรรม และถ้าทุกคนเชื่อเรื่องจริยธรรมจะไม่มีปัญหาอะไรเลยทั้งสิ้น มันเป็นทางออกทางเดียว ลืมเรื่องศาสนาไปก่อนเถอะ”
ทว่าในโลกที่เชิดชูวีรบุรุษสงคราม ในโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังทางเชื้อชาติศาสนา คนคลั่งชาติและพวกบ้าสงคราม ในโลกที่มนุษย์แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ความเจ็บปวดของความพลัดพรากไม่มีวันยุติ เขากล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าเราได้เรียนรู้อะไร โลกวันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก”
เมื่อความคลั่งความเกลียดชังครองหัวใจคน รถไฟแห่งน้ำตาก็จะดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด
1
หมายเหตุ : นิโคลาส วินตัน ได้รับฉายา British Schindler
ในปี 2003 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินของประเทศอังกฤษ
ในปี 2014 เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดจากสาธารณรัฐเช็ก
วินตันตายขณะหลับในปี 2015 อายุ 106 ปี
จากหนังสือ 'วีรบุรุษที่เราลืม'
โฆษณา