17 ธ.ค. 2021 เวลา 13:42 • ข่าวรอบโลก
ใช้ชีวิตสบายๆ หลังเกษียณไม่มีจริง
ชาวจีนไร้เงินเก็บไว้ใช้ยามแก่ ยังคงดิ้นรนทำงานหนัก
แม้ประเทศพัฒนาไว แต่สวัสดิการพลเมืองตามไม่ทัน
1
แม้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนจะมีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ รูปแบบสังคม รวมทั้งอำนาจต่อรองทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ กลายมาเป็นชาติมหาอำนาจโลกที่ถูกจับตามองว่า นี่แหละคือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดที่จะขึ้นมาโค่นบัลลังก์เบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกาในระยะเวลาอีกไม่กี่สิบปีหลังจากนี้
1
ประกอบกับการที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีหัวเรือใหญ่ที่ได้ตำแหน่งผู้กุมบังเหียนถาวรตลอดกาลไปจนกว่าจะสิ้นอายุไขอย่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งมีนโยบายผลักดันการเติบโตของประเทศควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามการโฆษณาชวนเชื่อแบบระบอบสังคมนิยมเอาไว้ว่า จะขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปจากแผ่นดินมังกร ซึ่งจะทำได้จริงหรือไม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจยืนยันได้ เพราะการที่ข้อมูลด้านลบภายในประเทศนี้จะเผยแพร่ออกไป มักจะถูกการคัดกรอง กีดกัด ปกปิด หรือบิดเบือนเสมอ เพื่อให้ภาพลักษณ์แย่ๆ ของรัฐบาล หรือผลงานที่ล้มเหลวไม่เล็ดรอดออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อเป็นเครื่องมือให้ชาติตะวันตกหรือคู่อริหยิบมาโจมตี
1
ท่ามกลางความเจริญที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวม แต่ประเทศจีนกลับเผชิญปัญหาใหญ่เฉกเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่อยู่ในเกณฑ์กำลังพัฒนาค่อนไปทางพัฒนาแล้วซึ่งก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชากรในวัยสูงอายุ และความสามารถในการเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในวัยหลังเกษียณ จากระบบสวัสดิการแห่งรัฐที่เติบโตตามไม่ทันกับการพัฒนา
1
🔵 ประเทศโตเร็ว ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่สวัสดิการตามไม่ทัน
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จีนได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนาชาติจากประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เมื่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนกลับพบปัญหาใหญ่คือ การไม่มีระบบสวัสดิการของรัฐที่ครอบคลุมมากเพียงพอ
จากข้อมูลสำมะโนประชากรแห่งชาติครั้งที่ 7 พบว่าในปี 2020 มีชาวจีนราว 264 ล้านคนมีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 18.7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นใน 10 ปีผ่านมา ซึ่งเคยมีตัวเลขอยู่ที่ 178 ล้านคน หรือ 13.3%
1
ด้วยจำนวนบุคคลในวัยทำงานที่มีเข้าสู่ระบบระบบเพื่อบำเหน็จบำนาญสาธารณะลดลง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ความน่ากังวลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ เงินกองทุนเพื่อการเกษียณอายุของรัฐจะประสบปัญหาขาดแคลนภายใน 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากเงินสมทบจากคนในวัยทำงานมีจำนวนน้อยลงกว่าการจ่ายเงินให้กับผู้เกษียณอายุ
2
ขณะที่ในปี 2019 สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (CASS) คาดการณ์ว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งรัฐของจีนจะหมดเงินภายในปี 2035
จีนมีการกำหนดเกณฑ์บังคับการเกษียณอายุที่แบ่งออกตามเพศคือ ผู้ชายเกษียณอายุที่ 60 ปี ส่วนผู้หญิงที่ 55 ปี หรือ 50 ปี สำหรับผู้หญิงที่ทำงานราชการ
1
แต่รัฐบาลได้ประกาศแผนการเลื่อนอายุเกษียณเพื่อช่วยชดเชยวิกฤตด้านประชากร และกำลังค้นหาแนวทางให้ผู้สูงอายุมีอายุงานต่อไป
แต่สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในเขตชนบทจำนวนมาก รวมถึงแรงงานอพยพในเมืองต่างๆ การเกษียณอายุยังคงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เนื่องจากขาดเงินออมและความคุ้มครองเงินบำนาญที่จำกัด
3
ในพื้นที่ชนบทมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุมากกว่าในเขตเมืองโดยมี 23.81% ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อนหน้า
ตามข้อมูลจากศูนย์สำรวจและวิจัยด้านการเงินครัวเรือนของจีน มหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเฉียงใต้ ระบุว่า ในปี 2018 ประชากร 19.5% ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยังคงยากจนอยู่
ความเหลื่อมล้ำของเงินบำนาญกระทบต่อความมั่งคั่งของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเขตเมืองและชนบท ได้บังคับให้คนจำนวนมากที่ใกล้ถึงวัยเกษียณในชนบทของจีนต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป
🔵 จ้างคนแก่บริษัทไม่ต้องให้สวัสดิการ มีแต่งานทักษะต่ำ
เฉิน ชิงหลิง วัย 56 ปี และสามี ชาวมณฑลเหอหนาน ที่ต้องดิ้นรนหนีความอดอยากอพยพเข้ามาทำงานในเมืองหลวงด้วยวัยเกษียณ ทั้งคู่ต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลา 13 ชั่วโมงต่อวัน ในตำแหน่งคนงานทำความสะอาดทางเดินและห้องน้ำของอาคารสำนักงานในกรุงปักกิ่งเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวของลูกชาย แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเงินออมหรือเงินบำนาญที่จะใช้ชีวิตในวัยทองได้อย่างสบายใจ
1
“ลูกชายของฉันยังคงต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ และภรรยาของเขาก็อยู่บ้านเพื่อดูแลลูกทั้ง 3 คนของพวกเขา ถ้าฉันไม่ทำงาน ใครจะเป็นคนหาเลี้ยงปากท้องทั้ง 5 ชีวิต อีกทั้งพ่อสามีของฉันก็อายุถึง 89 ปี และไปโรงพยาบาลบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องใช้เงินมากเช่นกัน”
“การไม่มีเงินสำรองที่ฉันสามารถเก็บไว้ได้ มันยาก แต่ฉันต้องทำงานที่นั่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่”
เช่นเดียวกับ กัว โหย่วหมี วัย 55 ปี จากเมืองต้าถง มณฑลซานซี ที่ต้องมาทำงานเป็นพนักงาน รปภ.ที่แฟลตคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งในปักกิ่ง เนื่องจากเงินบำนาญหลังเกษียณที่ไม่เพียงพอเช่นกัน
“ฉันให้เงินลูกชายคนแรกของฉัน 400,000 หยวน หรือราว 2 ล้านบาท เมื่อเขาแต่งงานในปี 2014 และนั่นคือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มันจะแพงขึ้นก็ต่อเมื่อลูกชายคนที่สองของฉันแต่งงาน”
1
“ฉันขับแท็กซี่มา 20 – 30 ปี และไม่เคยวางแผนที่จะเกษียณอายุเลย ฉันไม่อยากคิดไปไกลเกินไป ตอนนี้ฉันต้องทำงานต่อไป เพื่อที่จะได้เลี้ยงตัวเองและเก็บเงินไว้ให้ลูกชายของฉัน”
หยาง กั๋วฟา ผู้บริหารบริษัทจัดหาแรงงานและช่วยคนชราและคนเกษียณอายุหางาน เล่าให้ฟังถึงความจริงอันน่าสะเทือนใจว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากมาจากพื้นที่ชนบท และขาดการศึกษา บางบริษัทเลยอาศัยความไม่รู้หนังสือจ้างงานพวกเขาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
“บริษัทต่างๆ จ้างคนเหล่านี้ถูกกว่าคนหนุ่มสาว เพราะพวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าประกันสังคม เงินผลประโยชน์พนักงาน หรือเงินสมทับเพื่อบำนาญ ผู้สูงอายุเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ชนบทและมักได้รับการว่าจ้างให้ทำงานที่มีทักษะต่ำ เช่น คนเฝ้าประตู คนทำความสะอาด คนเก็บสินค้า ฯลฯ”
1
ระบบสวัสดิการของประเทศจีนมีความแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ชาวจีนส่วนใหญ่พึ่งพาระบบบำนาญสาธารณะของรัฐบาล โดยจ่ายเงินเป็นรายปีเข้าสู่ Rural Social Endowment Insurance ซึ่งเป็นโครงการประกันสังคมของรัฐบาล
1
แต่พวกเขาจะได้รับเบี้ยคนชราน้อยกว่า 100 หยวน หรือ 538 บาทต่อเดือนเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งแทบจะไม่ครอบคลุมค่าอาหารสามมื้อในกรุงปักกิ่ง และไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือน
ยกเว้นข้าราชการที่ได้รับเงินบำนาญระดับดีที่สูง และผู้คนที่มีความสามารถและทักษะสูงเท่านั้นที่จะยังคงมีผู้จ้างงานอยู่หลังเกษียณอายุแล้ว ผู้เกษียณอายุในเมืองบางคนก็ต้องเพิ่งพาลูกหลานดูแลในยามแก่เฒ่า
2
🔵 เงินบำนาญระหว่างคนเมืองกับชนบทอาจต่างกันถึง 10 เท่า
ภายใต้แผนบำเหน็จบำนาญ คนในวัยทำงานมีสัดส่วนการจ่ายเงินเข้าร่วมมากถึง 8% ของค่าจ้าง ในขณะที่เงินสมทบของนายจ้างก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ส่วนใหญ่ลดลงระหว่าง 14% – 20% ผู้เกษียณอายุในเมืองโดยเฉลี่ยสามารถรับเงินบำนาญได้ระหว่าง 2,500 – 4,900 หยวนต่อเดือน หรือราว 13,000 – 25,500 บาท
ในขณะที่บางคนเลือกที่จะทำงานหลังจากวัยเกษียณเพื่อหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายและเข้าสังคม ส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับรายได้ต่อเดือนที่ลดลงและภาระทางการเงินที่มากขึ้นเมื่อสุขภาพแย่ลง
1
คนทำงานในเมืองสามารถเกษียณอายุและรับเงินบำนาญได้เมื่อถึงอายุที่กำหนด แต่เงินบำนาญจะสามารถทำให้มีชีวิตที่ดีในวัยชราอย่างมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่นั้นเป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้
1
ช่วงปี 2020 ผู้สูงอายุในกรุงปักกิ่งรับเงินบำนาญรายเดือนเฉลี่ยที่ 4,365 หยวน หรือ 22,758 บาท ขณะที่บ้านพักคนชราราคาระดับกลางในเมืองหลวงอาจมีราคามากกว่า 5,000 หยวนต่อเดือน หรือราว 26,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ก็ได้หากต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
ขณะที่ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 36,000 – 43,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในประเทศและติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่ค่ารองชีพสูงที่สุดของเอเชีย
2
จาง จิง ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเงินและผู้ก่อตั้ง "80 yanglao" แพลตฟอร์มที่ให้ความรู้ผู้คนเกี่ยวกับการเกษียณอายุและเงินบำนาญให้ข้อมูลว่า
“ค่าที่อยู่อาศัยแพง ราคาอาหารที่สูงขึ้น การมีหลานคนที่สองและสาม ไม่มีอะไรที่ไม่ต้องใช้เงิน พ่อแม่ที่เกษียณอายุบางคนยังคงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บุตรที่โตแล้ว หรือเสนอบริการดูแลหลาน เหลน ให้ฟรีซึ่งเป็นวิธีการสร้างมูลค่าให้กับตัวเองเช่นกัน”
จากผลสำรวจร่วมที่เผยแพร่โดยบริษัทประกันภัย AIA Group และ CASS เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าชนชั้นกลางในเขตเมือง 64.5% ไม่มีแผนการเกษียณอายุหรือไม่ได้ดำเนินการใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม มีเพียง 28% เท่านั้นที่พน้อมก้าวไปสู่การเกษียณอายุ
ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 30.8% กล่าวว่าพวกเขาพึ่งพาบุตรหลานของตนเพื่อดูแลพวกเขา
🔵 ชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน
การไม่สามารถเกษียณอายุเนื่องจากแรงกดดันทางการเงินไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจีนเท่านั้น ในประเทศเกาหลีใต้ 34.1% ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ในตลาดแรงงาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระบุว่า ผู้สูงอายุหลายคนยังคงต้องทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่และไม่อาจเกษียณอายุเพื่อใช้ชีวิตสุขสบายได้ โดยมีประชากรราว 43.4% ยังอยู่ในระดับความยากจน
หรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น ที่นับว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดของเอเชียก็เผชิญปัญหาเดียวกัน โดยประชากรมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปยังคงต้องดิ้นรนทำงานอยู่เช่นกัน
จาง จิงเหว่ย นักวิจัยจาก Chongyang Institute for Financial Studies มหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าวว่า หากไม่มีระบบสนับสนุนเงินบำนาญที่มีคุณภาพ ผู้คนจะไม่อยากที่จะแต่งงานและมีทายาท ผลกระทบที่ตามมาคืออัตราการเกิดของประชากรต่ำลงจนกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต และผู้ที่จะต้องแบกรับภาระทางสังคมมากที่สุกคือกลุ่มชนชั้นกลางวัยทำงาน ที่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อสวัสดิการทางสังคมให้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
1
อย่างไรก็ตาม หากผู้สูงอายุมีสวัสดิการที่ดี จากการเพิ่มเงินบำนาญหรือเบี้ยยังชีพให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน และสามารถเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้แบบไร้ความวิตกกังวล ผู้คนในกลุ่มอายุอื่นๆ ก็จะสามารถลดภาระทางสังคมที่ต้องแบกรับเอาไว้ได้ และมันจะส่งผลต่อพลังงานทั้งหมดของสังคมจะถูกปลดปล่อยออกมานั่นเอง
แหล่งอ้างอิง
╔═══════════╗
ไม่พลาดบทความสาระดีๆ ที่ Reporter Journey ตั้งใจสร้างสรรเพื่อผู้ติดตามทุกท่าน อย่าลืมกดติดตามเพจ ติดตาม Reporter Journey ได้ทุกช่องทางที่
╚═══════════╝
.
ติดตาม Reporter Journey ได้ทุกช่องทางที่
โฆษณา