25 ธ.ค. 2021 เวลา 05:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ
หากปี 2565 มีการเลือกตั้ง หุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์ ?
ก่อนหน้านี้นักลงทุนอาจได้เห็นความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายค่ายเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ซึ่งจะมีเรื่องการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นจริง สิ่งที่จะตามมา คือ การใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยดังกล่าวมักจะได้รับประโยชน์
โดย คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากข้อมูลในอดีต ผลตอบแทนของ SET ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งมักเป็นบวก เพราะทุกคนคาดหวังการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นจริง คาดว่ารัฐบาลจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยให้ GDP ปี 2565 เติบโตประมาณ 4% ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์ คือ CPALL OSP LH และ STEC
“ปี 2565 เป็นปีของการปูพื้นฐานเพื่อรอการเลือกตั้ง เป็นปีที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าได้ประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐ ซึ่งเมื่อเกิดการเลือกตั้งขึ้นจริง มักจะมาพร้อมกับการกระตุ้นการบริโภค ยิ่งมีโครงการใหญ่ๆยิ่งต้องรีบอนุมัติ เพื่อเป็นการทิ้งทวนและสามารถนำมาเป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องเลือกรัฐบาลชุดเดิมเข้ามาเพื่อสานต่อนโยบาย” คุณกวี กล่าว
CPALL ผลงานฟื้นตัวต่อเนื่อง
หากมองการเติบโตระยะยาว คุณกวี เลือก CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพราะคาดว่าการดำเนินงานและ SSSG ในไตรมาส 4/2564 จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการผ่อนคลายล็อกดาวน์และฤดูท่องเที่ยวในประเทศ โดย SSSG ของ CPALL พลิกเป็นบวกในเดือน พ.ย. 2564 และส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นจากการบริโภคในประเทศแม้การบริโภคจากการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวขึ้นตามมา ขณะเดียวกัน CPALL ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาในกัมพูชาในปี 2565 เพราะผลตอบรับจาก 2 สาขาแรก ค่อนข้างอยู่ในเชิงบวกจากจุดเด่นของสินค้าที่มีความแตกต่างจากในตลาด ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” CPALL ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 73 บาท มูลค่าหุ้นอิงด้วยวิธี DCF และอัตราลดที่ 6.4% ราคาเป้าหมายใหม่สะท้อน EPS ปี 2565 และ 2566 ที่ 45 เท่า และ 34 เท่า ตามลำดับ
OSP เปิดเมือง-มาตรการรัฐ หนุนการเติบโต
ด้าน OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บล.กสิกรไทย ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 เติบโตขึ้นจากไตรมาส 3/64 หนุนจากอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นจากการเปิดเมืองและมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท
LH รอรับการฟื้นตัวในไตรมาส 4/64
ส่วน LH หรือ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บล.กสิกรไทย ระบุว่า ไตรมาส 4/64 และปี 2565 ผลงานจะดีขึ้นอย่างชัดเจน โดย LH มีโอกาสนำธุรกรรมการขายสินทรัพย์กลับมา (สินทรัพย์ในพัทยา) ซึ่งทำให้เกิด upside risk ต่อประมาณการล่าสุดของฝ่ายวิเคราะห์ในปี 2565 และเปิดโอกาสให้สร้างข้อตกลงการเข้าซื้อกิจการใหม่ได้ในอนาคต แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.75 บาท
STEC ปี 65 ปีแห่งการฟื้นตัว
และสุดท้าย STEC หรือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หุ้นอสังหาฯ ที่มักจะได้รับผลบวกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเป็นอันดับต้นๆ โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดแนวโน้มผลประกอบการเริ่มเห็นการฟื้นตัวในไตรมาส 4/64 หลังจากมีผลกระทบในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยไตรมาส 2/64 จากโครงการรัฐสภาหมดลง และไตรมาส 3/64 ผลประกอบการโดนกระทบจาก COVID-19 ทำให้มีการปิดแคมป์คนงาน ทั้งนี้ STEC มีจุดเด่นจากงานในมือสูง และมีงานใหม่ที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญา ทำให้งานในมือจะกลับไปอยู่ระดับแสนล้านบาท ในปี 2565
นอกจากนี้ ยังมีงานประมูลใหม่จากโครงการภาครัฐ ทั้งจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย รวมถึงรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีต่อแนวโน้มงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดผลประกอบการในปี 2565 จะพลิกฟื้นทั้งจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น คาดกำไรปกติไว้ที่ 1.2 พันล้านบาท เติบโต 51% ประกอบกับฐานะทางการเงินที่ยังแข็งแรง เป็น Net cash Company แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 2565 ที่21.50 บาท ปัจจุบันบริษัทซื้อขายในระดับราคา PBV เพียง 1.52X เท่าคิดเป็น PBV -1SD ต่ำสุดจากอดีตในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ติดตามอัพเดตความรู้ทางการเงิน-การลงทุนได้ที่
.
Facebook : Wealthy Thai
โฆษณา