5 ม.ค. 2022 เวลา 11:07 • ประวัติศาสตร์
“หินแห่งสโคน (Stone of Scone)” หินศักดิ์สิทธิ์แห่งอังกฤษ
“หินแห่งสโคน (Stone of Scone)” หรือเป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า “หินแห่งชะตา (Stone of Destiny)” เป็นหินที่ดูเผินๆ ก็ดูธรรมดา เหมือนหินทรายทั่วๆ ไป แต่อันที่จริง ประวัติและตำนานของมันนั้นไม่ธรรมดา
หินนี้ได้เคยถูกย้ายไปยังหลายสถานที่ และเคยได้รับยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของสก็อตแลนด์ และเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร ก่อนจะถูกขโมยไปหลายครั้ง และกลับคืนสู่มาตุภูมิในที่สุด
4
สำหรับเรื่องราวของตำนานเกี่ยวกับหินนี้ ก็มีมากมาย
ได้มีเรื่องเล่าของเคลติก เล่าว่า “จาคอบ (Jacob)” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ ได้ใช้หินนี้เป็นหมอนหนุนขณะหยุดพักเดินทาง และได้เห็นภาพนิมิตร เห็นเทวดาเดินขึ้นบันไดสู่สวรรค์
1
จากนั้น ก็ว่ากันว่าหินก้อนนี้ก็ถูกส่งไปอียิปต์ ซิซิลี สเปน ก่อนจะไปอยู่บนภูเขาทาราในไอร์แลนด์เมื่อราว 700 ปีก่อนคริสตกาล
1
หินนี้ยังถูกใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ในสมัยไอร์แลนด์โบราณ ก่อนจะถูกยึดและนำไปสก็อตแลนด์ และไปสู่หมู่บ้านสโคนเมื่อราวค.ศ.840 (พ.ศ.1383) จึงเป็นที่มาของชื่อ “หินแห่งสโคน (Stone of Scone)”
2
จาคอบขณะหนุนหินแห่งสโคน
“เคนเนท มาคาลปิน (Kenneth MacAlpin)” กษัตริย์แห่งชาวพิกท์และได้รับการยอมรับว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งสก็อตแลนด์ ก็ได้เข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีหินนี้เป็นองค์ประกอบของพิธี จากนั้นก็ได้มีการนำหินนี้ใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเก้าอี้ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งกษัตริย์พระองค์ต่อๆ มาก็ใช้เก้าอี้นี้เช่นกัน
“จอห์น บัลลิโอล (John Balliol)” คือกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งสก็อตแลนด์ที่ได้เข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีหินแห่งสโคนเป็นส่วนประกอบในปีค.ศ.1292 (พ.ศ.1835) ก่อนที่ในปีค.ศ.1296 (พ.ศ.1839) อังกฤษได้รุกรานสก็อตแลนด์ และได้มีการย้ายหินแห่งสโคนไปยังลอนดอน
1
ในปีค.ศ.1307 (พ.ศ.1850) ได้มีการนำหินนี้ใส่ไปใต้เก้าอี้บัลลังก์ในเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey) ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า กษัตริย์แห่งอังกฤษคือกษัตริย์แห่งสก็อตแลนด์เช่นเดียวกัน
จอห์น บัลลิโอล (John Balliol)
มีเรื่องเล่าว่า มีป้ายที่ห้อยติดอยู่กับหิน และมีตัวอักษรสลัก สามารถแปลออกมาได้ว่า
“จนกว่าโชคชะตาจะเติบโต และเสียงของคำทำนายดังก้อง ที่ใดก็ตามที่หินศักดิ์สิทธิ์นี้ดำรงอยู่ เชื้อชาติสก็อตจะปกครอง”
คำทำนายนี้ดังก้องอยู่ในใจของชาวสก็อต โดยในปีค.ศ.1603 (พ.ศ.2146) ภายหลังการสวรรคตของ “สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (Elizabeth I)” ผู้ที่ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ ก็คือ “พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (James VI and I)” พระประมุขแห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งก็ได้ขึ้นปกครองอังกฤษเช่นกัน
1
พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (James VI and I)
ผู้คนต่างกล่าวขานว่าคำทำนายเป็นจริง โดยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีหินแห่งสโคนเป็นส่วนประกอบ
จากนั้น หินนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์แห่งอังกฤษเรื่อยมา และหินนี้ก็มีความสำคัญมากซะจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องมีการนำหินนี้ไปซ่อนไว้ใต้วิหาร และมีการส่งแผนการกู้หินนี้ขึ้นมาภายหลัง โดยส่งไปให้นายกรัฐมนตรีแห่งแคนาดา
1
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีการกู้หินนี้และส่งกลับคืนสู่เก้าอี้บัลลังก์
ในปีค.ศ.1950 (พ.ศ.2493) ได้มีนักศึกษาจากสก็อตแลนด์กลุ่มหนึ่ง ได้แอบเข้าไปขโมยก้อนหินนี้ หากแต่ในปีต่อมา ก็มีการตามกลับมาจนได้
1
หินแห่งสโคนได้ถูกนำกลับไปยังสก็อตแลนด์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539)
บางที ซักวันหนึ่งเราอาจจะหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในหินศักดิ์สิทธิ์นี้ แต่ในเวลานี้ หินแห่งสโคนได้ถูกจัดแสดงในปราสาทเอดินเบอระที่สก็อตแลนด์ และจะถูกนำกลับมายังอังกฤษ ก็ต่อเมื่อมีพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขององค์กษัตริย์
โฆษณา