ผมว่าจริง เพราะเกิดมาคนละยุคคนละสมัย เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ไม่เท่ากัน วุฒิภาวะไม่เท่ากันสิ่งที่สําคัญในอดีต อาจไม่มีบทบาทและสําคัญในอนาคต สิ่งที่มีในอนาคต อาจไม่เป็นที่ยอมรับและเข้าใจสําหรับคนสูงวัย เอาตัวอย่างง่ายๆ ในครอบครัวที่พ่อแม่ลูกไปคนละทิศคนละทาง ไม่ว่าเรื่องการเมือง ศาสนา ดนตรี การใช้ชีวิต รสนิยม แต่บางครอบครัว ก็จะไม่ค่อยแปลกแยกเท่าไร ถ้าเป็นครอบครัวแบบสมัยเก่า แบบที่พ่อแม่เป็นใหญ่ ลูกๆต้องเชื่อฟังพ่อแม่ตลอด แต่เด็กก็จะมีปัญหาในการปรับตัว เมื่อไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ สังคม เพื่อนฝูง กระแสใน Social media. เมื่อกระแสเขาเฮไปทางไหน แล้วตัวเองไม่ทําตาม ก็จะถูก bully และถูกกล่าวหาว่าเชยอะไรทํานองนี้ ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุุผลจริงๆคืออะไร ที่ทําเช่นนั้น?
สมัยก่อน ช่องว่างระหว่างวัยมันมีไม่เยอะ เด็กๆโตมากับธรรมชาติ โตมาท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว ไม่มี social media เข้ามาวุ่นวาย วิถีชีวิตเป็นแบบธรรมชาติและเรียบง่าย นั่นคือผูกมิตรบ้านใกล้เรือนเคียง เด็กๆสนุกสนานเฮฮาวิ่งเล่นกับเพื่อนไปเรื่อย กินข้าวก็กินกันทีเป็นครอบครัว แม่ก็จะทํากับข้าว อร่อยๆให้กิน เวลาดูทีวีก็จะมาสุุมหัวดูด้วยกันทั้งพี่ๆน้องๆ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็จะเขียนจ.ม ใช้โทรศัพท์ตามตู้หยอดเหรียญ ความยากลําบาก ไม่ทันสมัยและอุปสรรคต่างไปในอดีต มันได้สร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ของสถาบันครอบครัว ได้อย่างลึกซึ้งและเติมเต็มช่องว่างระหว่างวัย เด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เวลามีปัญหา จะนึกถึงครอบครัวและบ้านก่อนอย่างอื่น
กลับมาในสมัยปัจจุบัน เราไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เทคโนโลยี ความทันสมัยเข้ามา พร้อมกับขยายช่องว่างนี้ออกไปเรื่อยๆ การเข้ามาของ social media พร้อมเทคโนโลยี5g ทําให้คนติดต่อสื่อสารกันแบบแห้งๆ ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน บน line บน facebook ส่งสติกเกอร์ สวัสดีวันจันทร์ วันอังคารอะไรเต็มไปหมด สมัยก่อนวันเกิด วันปีใหม่เราต้องไปเจอะหน้า ทักทาย สมัยนี้ส่ง สติ๊กเกอร์ HBD ลูกเดียวสะดวกดี ผู้หญิงก็เป็นโสดมากขึ้นกว่าในอดีต หาคู่ยากขึ้น หากันในแอปทินเดอร์ facebook ต่อไปก็จะหาคู่เสมือนใน metaverse กันแล้ว ผมไม่ได้เป็นคนต่อต้านเทคโนโลยี เป็นคนที่ทํางานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้วยซํ้า แต่ผมเห็นว่ามันเป็นเปรียบ
เสมือนดาบสองคม มันทําประโยชน์ให้มนุษย์ได้มากเหลือเกิน มันเปิดโลกเสรี เชื่อมโลกเข้าหากันด้วยข้อมูลข่าวสารอันมหาศาล ซึ่งมีทั้งจริงและไม่จริงเต็มไปหมด คําว่าเสรี ปราศจากการควบคุมก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน
สิ่งเหล่านี้มันได้สร้างช่องว่างระหว่างวัย อันนํามาซึ่งความไม่เข้าใจกันและกันซึ่งเราจะลดช่องว่างนั้นได้อย่างไร? การยอมรับซึ่งกันและกันก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่มาทะเลาะกันว่า gen ,ในอดีต ดีกว่า gen ในอนาคต เราอย่าลืมว่า ผู้ใหญ่บางทีก็อาจจะคิดว่าความคิดของเด็กบางคนช่างไร้เดียงสาสิ้นดี เด็กก็จะคิดว่า ผู้ใหญ่หัวโบราณ ล้าสมัย ครํ่าครึ แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็คือคนในครอบครัว ย่อมจะมีความรักความผูกพัน ที่ความคิดแบ่งแยกมิอาจทําลายลงไปได้ และเด็กวันนี้ก็จะเป็นอนาคตของชาติ เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าต่อไป รอให้เด็กรุ่นต่อมาถอนหงอกต่อไป ส่วนเด็กถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ จะขอเงินใครใช้ ใครจะหาข้าวให้กิน ทุกคนล้วนมีความสําคัญหมดเพราะต่างก็อยู่ในสถาบันครอบครัวเหมือนกัน
4ถูกใจ
164รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    คำตอบอื่น (5)
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      BREAKING ค่าเงินบาท อ่อนค่าลงอย่างเร็วในคืนนี้ ล่าสุดอยู่ที่ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
      ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากเราก้าวตามโลกไปไม่ทัน สุดท้ายก็อาจถูกทิ้งให้เป็นผู้ตาม หรือโดนดิสรับไปในที่สุด
      เมื่อเพจข่าวกัมพูชาออกมาบอกว่า ต้นกำเนิดลายกระเป๋า LV มีที่มาจากบรรพบุรุษเขมร เมื่อเช้าเพิ่งจะทำบทความเกี่ยวกับ กุน-ขแมร์ ไป ยังไม่ทันข้ามวันก็บังเอิญไปเห็นประเด็นใหม่อีกแล้ว
      บัตรเครดิตของลิซ่า บัตรที่มีแค่เงินเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ กลายเป็นประเด็นเล็ก ๆ ที่กำลังถูกแฟนคลับหยิบมาพูดถึงเลยล่ะ
      ดูทั้งหมด