16 ม.ค. 2022 เวลา 18:29 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
The Ballad of Narayama (1983)
เพลงชีวิตนารายาม่า กิน สืบพันธุ์ เอาตัวรอด
โชเฮ อิมามูระ เป็นผู้กำกับหนังญี่ปุ่นระดับตำนาน ที่ีมีผลงานระดับโลกไม่หย่อนไปกว่าอาคิระ คุโรซาว่า หรือยาสุจิโร โอสุ เป็นผู้กำกับญี่ปุ่นคนแรกที่พาหนังญี่ปุ่นไปคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากการประกวดหนังเมืองคานนส์ ถึง 2 ครั้งด้วยกันคือ The Ballad of Narayama ในปี 1983 และ The Eel ในปี 1997 (แต่บ้านเรานักดูหนังทั่วไปอาจจะรู้จักกันน้อยเพราะงานเขาไม่ได้เข้ามาฉายสักเท่าไหร่ เมื่อก่อนต้องขวนขวายอย่างยากลำบาก แต่เดี๋ยวนี้หาไม่ยากแล้วครับ) หนังที่เป็นแรงบันดาลให้เขามาทำงานกำกับภาพยนตร์อย่างมากคือเรื่อง Rashomon ที่จุดประกายให้เขาพบว่าหนังคือหนทางในการแสดงออกทางความคิดอย่างเป็นอิสระสำหรับญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเมื่อจบการศึกษาเขาก็ได้ก้าวเข้าสู่วงการหนังและไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของยาสุจิโร โอสุ งานในยุคแรกๆของเขาอาจจะรู้สึกเหมือนยังอยู่ในร่มเงาของโอสุ
ต่อมาเขาก็ค้นพบทางของตนเองจนกลายเป็นนักทำหนังระดับปรมาจารย์
หนังเรื่องแรกที่ทำให้ได้รับรางวัลปาล์มทองคำคือ The Ballad of Narayama นั้น เล่าถึงในตอนเหนือของญี่ปุ่นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ยังมีหมู่บ้านในหุบเขาลึกชาวบ้านต้องอาศัยด้วยความแร้นแค้น การเพาะปลูกเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อฤดูหนาวมาเยือนทุกครอบครัวต่างต้องสะสมอาหารเพื่อเลี้ยงดูสมาชิกให้อยู่รอดตลอดฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหนาทึบ หมู่บ้านนี้เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกไม่สามารถเดินทางสัญจรไปมาได้ เพื่อที่จะให้มีชีวิตอยู่ต่อไปช่าวบ้านจึงกำหนดให้ผู้ชราที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอันเป็นวัยที่อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตเป็นภาระแก่ลูกหลาน ในขณะที่ทรัพยากรของกินมีจำกัด ลูกหลานจะต้องนำผู้เฒ่าชราเหล่านี้แบกขึ้นหลังไปทิ้งไว้บนยอดเขานารายาม่า
นั่นหมายถึงการพาไปปล่อยให้ตายไป อันเป็นกฎที่ดูเหมือนจะทารุณโหดร้าย แต่เพื่อความจำเป็นในการเอาชีวิตให้รอดของทุกผู้คนในหมู่บ้าน มันจึงเป็นกฎเหล็กที่ต้องปฏิบัติตาม
The Ballad of Narayama สร้างขึ้นมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 1956 ของนักเขียนชิชิโร่ ฟุคาซาว่า และเคยเป็นหนังมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 1958 ส่วนตัวหนังในฉบับปี 1983 นั้น ดัดแปลงมาจากหนังปี 1958 เป็นหลัก ความโดดเด่นของ The Ballad of Narayama ก็คือความสมจริงและตัวหนังสามารถที่จะกระเทาะเปลือกสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ในการเอาตัวรอดออกมาได้อย่างถึงแก่น โชเฮ อิมามูระใช้เวลาในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้นานถึง 3 ปี เขาสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่บนยอดเขา และขนทีมงานและนักแสดงถ่ายทำอย่างยากลำบากท่ามกลางหิมะ แม้จะไม่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนสถานการณ์ในเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่กองถ่ายหนังที่สุขสบายนักทีมงานและนักแสดงต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่หนาวเหน็บรุนแรงในช่วงระหว่างการถ่าย
The Ballad of Narayama จึงเป็นหนังที่แสดงถึงความทะเยอทะยานในการถ่ายทอดเรื่องราวสันดานดิบของมนุษย์ได้อย่างที่เรารู้สึกว่ามันจริงมากๆตามไปด้วย (หนังฉบับปี 1958จะสร้างฉากถ่ายทำในโรงถ่าย)
ครอบครัวที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องคือครอบครัวของแม่เฒ่าโอรินซึ่งมีสมาชิกในบ้าน 4 ปากท้องต้องเลี้ยงดู นอกจากตัวแม่เฒ่าแล้วยังมีลูกชายอีก 2 และหลานชายอีก 1 ในขณะที่ลูกชายคนโตเป็นพ่อหม้าย มีน้องชายตัวเหม็นเป็นที่รังเกียจของทุกคนในหมู่บ้าน ขณะที่หลานชายก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศหาเมียเข้าบ้าน ส่วนแม่เฒ่าใช้ช่วงเวลานี้พยายามตระเตรียมเรื่องหลังให้ครอบครัวสามารถอยู่รอดจนผ่านฤดูหนาวครั้งหน้าให้ได้ ซึ่งแม่เฒ่าตัดสินใจไว้แล้วว่าตนเองอายุย่างเข้า 70 จะต้องเดินทางไปนารายาม่าเหมือนกับสามีที่ล่วงหน้าไปรอคอยหลายปีแล้ว การจัดเตรียมของแม่เฒ่าเริ่มจากพยายามหาลูกสะใภ้คนใหม่ให้กับลูกชายคนโต เพื่อที่จะเป็นแรงงานดูแลครอบครัวต่อไป
การขายหลานสาวคนเล็กให้พ่อค้าเร่ซึ่งถือว่าลูกสาวเป็นเหมือนสิ่งของที่สามารถซื้อขายเพื่อแลกกับของใช้ที่จำเป็นในการอุปโภคบริโภค อีกอย่างหนึ่งก็เป็นการลดปากท้องที่ต้องกินต้องใช้ลงไป รวมไปถึงการโน้มน้าวใจคนในครอบครัวว่าตนเองอยู่ในสภาพที่สมควรจะไปนารายาม่าได้แล้วแม้ว่าจะมีสุขภาพที่แข็งแรงดีก็ตาม
The Ballad of Narayama เป็นหนังที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจผู้ชม โดยเฉพาะเนื้อหาความพยายามของมนุษย์ที่จะต้องเอาตัวให้รอดจากสภาพอากาศที่เลวร้าย แม้กระทั่งจะต้องขายบุตร ต้องพาบุพการีพ่อแม่เมื่ออายุถึงคราว ลูกๆ ก็ต้องมีหน้าที่ในการแบกขึ้นหลังส่งไปหาความตาย ในขณะเดียวกันกฎเหล็กของหมู่บ้านก็มีมาตรการรุนแรงในการลงโทษหัวขโมย เพราะถือได้ว่าหัวขโมยจะเป็นศัตรูของชาวบ้านในการก่อความไม่สงบและทำให้อาหารการกินไม่พอใช้ เมื่อครอบครัวหนึ่งถูกจับได้ว่าเป็นขโมยชาวบ้านอาจจะลงประชามติกันและนำพาซึ่งความตายอันสยดสยองมาสู่ครอบครัวนี้ จากการถูกฝังทั้งเป็นเพื่อตัดปัญหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ตัวหนังใส่เข้ามาในเชิงเปรียบเทียบ ทั้งการใช้ศาลเตี้ยตัดสินครอบครัวของหัวขโมยก็ไม่ต่างอะไรกันกับการส่งผู้ชราไปนารายาม่าดินแดนแห่งความตายในช่วงบั้นปลายของชีวิต
สิ่งที่โชเฮ อิมามูระทำได้โดดเด่นมากๆ ในหนังเรื่องนี้ก็คือการพูดถึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ได้แก่ การกิน การสืบพันธุ์ และการเอาตัวรอด โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ต่างกับสัตว์เดียรฉานเข้ากับภาพสัตว์เลื้อยลาน สัตว์ปีก สัตว์ล่าเหยื่อต่างๆที่ใส่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นงูที่กำลังผสมพันธุ์ คางคก นกฮูก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีความหมายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกกับผู้ชมว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เพียงเพื่อต้องการที่จะเอาตัวเองให้รอดเท่านั้น
ระดับความน่าดู
IMDb 7.9/10
Rotten Tomatoes 100%
ส่วนตัวผม 10/10
โฆษณา