22 ม.ค. 2022 เวลา 04:49 • ประวัติศาสตร์
"ศึกตีเมืองละแวก (ภาค 1.2)" เรื่องราวจากคอลัมน์ "รุ่นเก๋า...เล่าเกร็ด" บนแอป 2read
การศึกระหว่างสมเด็จพระนเรศกับพระยาละแวก เป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคยทั้งจากในหนังสือเรียน และจากภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบที่มาที่ไปของศึกนี้มากนัก วันนี้ผมจะพาไปดูรายละเอียดในเรื่องนี้ โดยขอแบ่งเป็น 2 ภาคเช่นเคยนะครับ เพราะมีเนื้อหาที่เราต้องคุยกันเยอะมากทีเดียว
พระยาละแวก เป็นใคร ?
คำว่า “พระยาละแวก” เป็นชื่อเรียกแบบเหมารวมในเอกสารฝ่ายไทยที่ใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินเมืองละแวก เพราะอันที่จริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินละแวกก็มีหลายพระองค์ แต่เวลาเรียก เอกสารไทยเราจะเรียกว่า “พระยาละแวก” เหมือนกันหมด ไม่ว่าพระองค์ไหน ซึ่งเราก็ต้องมานั่งหากันอีกทีว่า “พระยาละแวก” ที่เขาพูดถึงในครั้งนั้นๆ คือพระองค์ไหนกันแน่
ย้อนกลับไปสมัยต้นอยุธา...หลังจากที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงตีเมืองพระนคร (นครหลวง หรือนครธม) ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 1974 ทำให้ศูนย์กลางของอาณาจักรกัมพูชาโบราณที่รุ่งเรืองมาหลายร้อยปี ต้องล่มสลายลง
จากนั้น แม้เจ้าสามพระยาจะทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสอยู่ครองเมืองพระนครอยู่หลายพระองค์ แต่ในที่สุด เชื้อพระวงศ์กัมพูชาก็สามารถแย่งชิงอำนาจกลับมาได้ และย้ายศูนย์กลางอำนาจมาอยู่ที่เมืองละแวก (อ.กำปงตระลาจ จ.กำปงชนัง กัมพูชา) ในช่วงใกล้เคียงกับที่อยุธยาเสียกรุง พ.ศ. 2112
ซึ่ง “พระยาละแวก” ที่เข้ามาเป็นคู่สงครามกับกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา และสมเด็จพระนเรศนั้นมี 2 พระองค์
องค์แรกคือ พระบรมราชาที่ 3 (พระราชบิดาของ นักพระสัตถา) กับอีกพระองค์ก็คือ พระบรมราชาที่ 4 หรือ “นักพระสัตถา” ซึ่งพระองค์หลังนี่แหละครับที่พวกเราจะได้ยินชื่อกันบ่อยๆ เพราะเป็นคู่สงครามกับสมเด็จพระนเรศ
นักพระสัตถาขึ้นครองเมืองละแวกต่อจากพระราชบิดาใน พ.ศ. 2119 ทรงพระนาม พระบาทสมเด็จพระราชโองการ พระบรมรามาธิราชธิบดี (บรมราชาที่ 4)
ซึ่ง “พระยาละแวก” อันได้แก่ พระบรมราชาที่ 3 และ พระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา) นั้นทรงยกทัพไปตีทั้งกรุงศรีอยุธยา รวมถึงเมืองในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา และสมัยสมเด็จพระนเรศ
พระยาละแวกตีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลาดกรุงศรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เหตุการณ์ที่กองทัพเมืองละแวกยกมาตีกรุงศรีอยุธยา มี 2 ครั้งนะครับ
ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2114 (ไทยสากล) อยู่ในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา และ “พระยาละแวก” ในที่นี้คือ พระบรมราชาที่ 3 (พระราชบิดาของนักพระสัตถา)
พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ บันทึกไว้ว่า...
“ศักราช 932 มะเมียศก พระยาละแวกยกพลมายังพระนครศรีอยุธยา
พระยาละแวกยืนช้างตำบลสามพิหาร แลได้รบพุ่งกัน
แลชาวในเมืองพระนครยิงปืนออกไป ต้องพระยาจัมปาธิราชตายกับคอช้าง
ครั้งนั้นเศิกพระยาละแวกเลิกทัพกลับคืนไป ในปีนั้นน้ำ ณ กรุงพระนครศรีอยุธยามาก”แปลให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่าจ.ศ. 932 พระยาละแวก ยกมาตั้งค่ายที่วัดสามวิหาร ทหารอยุธยาก็ยิงปืนตอบโต้ ลูกปืนไปโดนพระยาจัมปาธิราชขาดใจตายบนคอช้าง ทัพกัมพูชาก็เลยต้องถอยกลับไป
แต่ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาบอกไปอีกอย่างหนึ่งว่า ศึกครั้งนี้เป็นการยกทัพไปตีนครราชสีมา ซึ่งทางละแวกกวาดต้อนผู้คนได้จำนวนมาก แล้วจึงยกทัพกลับไป ผมคัดลอกข้อความมา ดังนี้
“ลุศักราช 932 ปีมเมีย พระชัณษาได้ 51 พรรษา เสวยราชสมบัติอยู่ ณ ค่ายเมืองลงแวกได้ 5 ปี
พระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองกำปงกระสัง
แล้วเสด็จยกกองทัพไปตีเมืองนครราชสีมา ซึ่งเปนเขตรแขวงของกรุงศรีอยุทธยาได้ชเลยเปนอันมากแล้วก็เสด็จกลับคืน”
จะเห็นได้ว่า หลักฐานของไทยเราบอกว่า ศึกครั้งนี้พระยาละแวกยกมาถึงวัดสามวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากกำแพงเมืองอยุธยาแค่ไม่เท่าไร แต่หลักฐานของกัมพูชากลับบอกว่า พระบรมราชาที่ 3 ยกมาแค่นครราชสีมาเพื่อกวาดต้อนผู้คนเท่านั้น พอได้คนแล้วก็ยกกลับไป... เก็บความแตกต่างนี้ใส่กระเป๋าความรู้ไว้นะครับ
ส่วนเหตุการณ์ที่กองทัพเมืองละแวก ยกมาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ณ วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2118 (ไทยสากล)
ฉบับหลวงประเสริฐ บอกว่า
“ศักราช 937 กุนศก พระยาละแวกยกทัพเรือมายังพระนครศรีอยุธยา ในวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้ายนั้นชาวเมืองละแวกตั้งทัพเรือตำบลพะแนงเชิง แลได้รบพุ่งกันครั้งนั้นเศิกละแวกต้านมิได้เลิกทัพกลับไป แลจับเอาคน ณ เมืองปักษ์ใต้ไปครั้งนั้นมาก...”ส่วนใน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) บอกว่า พระยาละแวกยกทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำพระประแดง จับผู้คนในธนบุรี และนนทบุรีไปเป็นเชลย พอเข้าใกล้กรุงศรีอยุธยา ทหารอยุธยาก็ยิงปืนใหญ่ต่อสู้ ทัพเรือละแวกจึงล่าถอยกลับไปถึงปากน้ำพระประแดง ก่อนจะวกไปไล่จับคนถึงสาครบุรี (สมุทรสาคร) ได้คนกลับไปจำนวนมาก แถมยังได้เทวรูปศักดิ์สิทธิ์จากพระประแดงไปด้วย 2 องค์
พระยาละแวกตีเพชรบุรี
ที่ผ่านมา พระยาละแวกในเอกสารไทยหมายถึง พระบรมราชาที่ 3 (พระราชบิดาของ นักพระสัตถา) แต่เมื่อ จ.ศ. 938 ท่านก็ทิวงคต นักพระสัตถา (พระบรมราชาที่ 4) จึงขึ้นครองเมืองละแวกแทน
ดังนั้น ต่อจากนี้ไปคำว่า “พระยาละแวก” จะหมายถึง “นักพระสัตถา” นะครับ
เหตุการณ์ที่พระยาละแวกยกมาตีเมืองเพชรบุรี เกิดขึ้น 2 ครั้งโดยครั้งที่ 1 ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เล่าว่า พระยาละแวก ให้พญาอุเทศราช กับพญาจีนจันตุ ยกพลเรือ 30,000 มาตีเมืองเพชรบุรี แต่บุกเข้าเมืองไม่ได้ ทั้ง 2 แม่ทัพก็เลยเลิกทัพกลับ
ฝ่ายพญาจีนจันตุ ก่อนมาทำศึกครั้งนี้ดันไปให้ทัณฑ์บนกับพญาละแวกไว้ว่าจะตีเพชรบุรีให้ได้ ครั้นพอตีไม่สำเร็จก็เลยกลัวจะโดนลงโทษ จึงหอบลูกเมียหนีมาพึ่งอยุธยา
สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ทรงชุบเลี้ยงพญาจีนจันตุเป็นอย่างดี แต่ต่อมาไม่นาน พญาจีนจันตุก็พาครอบครัวลงสำเภาหนีกลับเมืองละแวก
สมเด็จพระนเรศจึงเสด็จยกทัพเรือตามจับพญาจีนจันตุ แต่ก็ตามไม่ทัน
อย่างไรก็ดี ศึกครั้งนี้มีการพูดถึงเฉพาะในพงศาวดารฝั่งไทย ส่วนเอกสารฝั่งกัมพูชากลับไม่มีการพูดถึงแต่อย่างใด
ส่วนเหตุการณ์ที่พระยาละแวกตีเพชรบุรีครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม พ.ศ. 2125 (ไทยสากล)
ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ระบุไว้ว่า พระยาละแวก ยกพล 70,000 มาตีเมืองเพชรบุรี
สมเด็จพระมหาธรรมราชา รับสั่งให้เจ้าเมืองยศโสธรราชธานี และเจ้าเมืองเทพธานี ยกทัพไปช่วยพระยาศรีสุรินทรฤาไชย เจ้าเมืองเพชรบุรีเพื่อรับศึก แต่ทั้ง 3 ไม่สามัคคีกัน กองทัพละแวกจึงตีเมืองเพชรบุรีได้สำเร็จ ส่วนเจ้าเมืองทั้งสาม เสียชีวิตในสนามรบ ทางละแวกก็กวาดต้อนผู้คนกลับไป
ส่วนเอกสารฝั่งกัมพูชา คือ ราชพงษวดารกรุงกัมพูชา บันทึกไว้แค่นิดหน่อย ...
“ลุศักราช 942 ปีมโรง พระชัณษาได้ 28 พรรษา
พระองค์ให้ยกกองทัพไปตีเขตรแดนกรุงศรีอยุทธยา มีไชยชนะ
กวาดต้อนได้ครอบครัวมาบ้าง แล้วนายทัพนายกองก็นำมาถวายพระองค์”
พระยาละแวกตีชายแดนตะวันออก
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระที่นั่งพิมานรัตยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณวันที่ 27 กันยายน - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2125 (ไทยสากล) โดย พระยาละแวกแต่งทัพ 5,000 มาตีหัวเมืองตะวันออกของอยุธยา สมเด็จพระนเรศทรงทราบข่าว จึงรีบส่งทัพหน้าให้รีบไปสกัดไว้ ทัพหน้าได้ปะทะกับทัพละแวกที่เมืองไชยบุรี เมืองศรีสมอรัตน์ จนทัพละแวกแตกหนีกลับไป
ศึกครั้งนี้ มีเฉพาะในเอกสารไทยนะครับ ส่วนเอกสารของกัมพูชาไม่มีการพูดถึงเลย
ละแวก - อยุธยา จับมือปรองดอง
ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เล่าไว้ว่า
จ.ศ.926 หลังจากสมเด็จพระนเรศทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง และกวาดต้อนครัวมอญ กลับมายังกรุงศรีอยุธยาแล้ว
พญาละแวก ได้มีหนังสือมาขอเป็นไมตรีกับอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชา และ สมเด็จพระนเรศ ก็ได้ทรงตอบรับไมตรี มีการส่งคณะทูตไปมาหาสู่กันหลายรอบ
(เหตุการณ์อีกฟากหนึ่ง พระเจ้านันทบุเรงของหงสาวดี ทรงอาฆาตที่สมเด็จพระนเรศกวาดครัวมอญกลับมา จึงส่งพระเจ้าเชียงใหม่ และพระยาพสิม ให้ยกทัพมาตีอยุธยา แต่สุดท้ายก็แพ้กลับไป)
แล้วอยุธยาและเมืองละแวกก็จัดพิธีปักศิลาจารึก เพื่อเป็นการปักปันเขตแดนระหว่างกัน ต่อมาจุดนี้ได้ชื่อว่า ด่านพระจารึก (ด่านพระจริต / ด่านพระจฤต - ปัจจุบันเชื่อกันว่า อยู่บริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม จ. สระแก้ว)
จ.ศ. 930 พระเจ้านันทบุเรง รับสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพลงมาตีอยุธยาอีกครั้ง โดยหนนี้มาพร้อมกำลังพล 100,000 คน
พญาละแวกทรงทราบข่าวจึงส่ง พระศรีสุพรรณมาธิราช (พระอนุชา) ถือพล 10,000 / ช้าง 100 / ม้า 300 มาช่วยอยุธยารับศึกหงสาวดีด้วย
สมเด็จพระนเรศและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงออกรบพระเจ้าเชียงใหม่ ส่วนสมเด็จพระมหาธรรมราชากับ พระศรีสุพรรณมาธิราช ก็ช่วยกันคุมทัพเรือไปเสริม แล้วอยุธยาก็สามารถเอาชนะทัพพระเจ้าเชียงใหม่ได้อีกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองละแวกและกรุงศรีอยุธยาเหมือนจะกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่ก็มีเหตุให้ต้องผิดใจกันจนได้
ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ระบุว่า
หลังเสร็จศึกพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว สมเด็จพระนเรศ และ สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จกลับมาทางเรือ พอถึงโพธิ์สามต้น ทอดพระเนครเห็นเรือของพระศรีสุพรรณมาธิราช และทหารละแวกจอดอยู่ แต่พระศรีสุพรรณมาธิราช ถือตัวว่าเป็นเจ้าผู้ใหญ่ ไม่ยอมหมอบกราบแสดงความเคารพ
สมเด็จพระนเรศจึงทรงพระพิโรธ สั่งให้ตัดหัวเชลยชาวลาวที่จับได้ แล้วเอาไปเสียบไว้ตรงเรือ พระศรีสุพรรณมาธิราช
พระศรีสุพรรณมาธิราช ก็คิดอาฆาต เมื่อกลับถึงเมืองละแวกก็เลยฟ้องพญาละแวก จากนั้นมา ละแวกก็จ้องจะเอาคืนสมเด็จพระนเรศให้ได้
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่มีการพูดถึงในฉบับหลวงประเสริฐเลย และ รศ. ดร.ศานติ ภักดีคำ ก็ให้ความรู้ไว้ในหนังสือ “เขมรรบไทย” ว่า
เอกสารทางฝั่งกัมพูชา มีการพูดถึงเรื่องนี้แค่ในฉบับที่ชำระขึ้นในช่วงหลังๆ เท่านั้น เช่น พระราชพงศาวดารพระมหากษัตริย์เสวยราชสมบัติในกรุงกัมพูชาธิบดี และเอกสารมหาบุรุษ ของ เอง สุต แต่ไม่มีในฉบับที่ชำระช่วงก่อนหน้า จึงเป็นไปได้ว่า ข้อความดังกล่าวน่าจะเป็นการเพิ่มเติมเข้าไปภายหลัง โดยได้รับอิทธิพลจากเอกสารฉบับความพิสดารของฝั่งไทย ซึ่งชำระขึ้นในยุคต้นรัตนโกสินทร์
เอาล่ะครับ...
นั่นคือที่มาที่ไปในเบื้องต้นของความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยา กับเมืองละแวก
ในตอนหน้า จะเป็นการยกทัพบุกตีเมืองละแวกของสมเด็จพระนเรศของเรา... สนุกแน่นอนครับ
::: อ้างอิง :::
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
เขมรรบไทย / ศานติ ภักดีคำ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2554.
การปรับแก้เทียบศักราชและการอธิบายความ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ / ตรงใจ หุตางกูร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มา นุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2561.
ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา / เรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัตน์), พันตรีหลวง. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์, 2563.
เรื่องและภาพ : หอย อภิศักดิ์
โฆษณา