โรเบิร์ต คิโยซากิ || คหสต เราว่า 'พ่อจน' เจ๋งกว่า 'พ่อรวย'
1
สำหรับเราหนังสือ "พ่อรวยสอนลูก" จัดเป็นหนังสือเปิดโลกทัศน์การเงินเล่มแรก ๆ เลยในชีวิตเลย ทั้งเรื่อง E-S-B-I แล้วก็มีเรื่องของ ‘ชุดความคิด’ ที่แตกต่างกันระหว่างคนรวยกับคนจน โดยในหนังสือ โรเบิร์ตได้ใช้ “พ่อรวย” เพื่อเป็นตัวแทนของชุดความคิดแบบคนรวย และใช้ “พ่อจน” เป็นตัวแทนชุดความคิดแบบคนจน เช่น
2
Credit : Robert Kiyosaki on FB
พ่อจน: ถ้าอยากรวยต้องตั้งใจเรียน จบออกมาจะได้มีงานดี ๆ ทำ แล้วก็ตั้งใจทำงาน จะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วก็ได้เงินเดือนขึ้น
พ่อรวย: ถ้าอยากรวย ต้องหาวิธีแก้ปัญหา/ช่วยคนอื่นให้ได้เยอะ ๆ ยิ่งเราช่วยคนได้เยอะเท่าไหร่ เงินก็จะวิ่งมาหาเรามากขึ้นเท่านั้น
2
พ่อจน: บ้านที่เราอยู่เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด
พ่อรวย: บ้านที่เราอยู่เป็นภาระ / หนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไร
2
และอีกหลาย ๆ ประเด็นที่โรเบิร์ตเอามาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าทำไม "พ่อจน" ถึง "จน" และทำไม "พ่อรวย" ถึง "รวย" และถ้าเราอยากรวย เราก็ต้องคิดเหมือน “พ่อรวย”
3
เมื่อพูดถึงโรเบิร์ต คิโยซากิ เราว่าคนส่วนใหญ่น่าจะคิดหนังสือ "พ่อรวยสอนลูก" “เงินสี่ด้าน” แล้วก็ “เกมกระแสเงินสด” จริง ๆ แล้วโรเบิร์ตยังมีหนังสือในซีรีย์ “พ่อรวย” อีกหลายเล่ม ซึ่งเราก็ไม่ได้อ่านทุกเล่มแต่บังเอิญไปได้เล่ม "สอนลูกให้รวย" มาจากเพื่อน พออ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกว้าวเลย !!!
เราว่า “พ่อจน” เจ๋งกว่า “พ่อรวย” อีกอ่ะ
ย้อนกลับไปพื้นฐานของ “พ่อรวย” กับ “พ่อจน” ก่อน ใครที่เคยอ่าน “พ่อรวยสอนลูก” คงพอจำได้เนอะว่าพ่อจนเป็นข้าราชการครูคร่ำครึที่มีปัญหาเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา ทำงานจนเกษียณแล้วก็ยังไม่รวย ได้เงินบำเหน็จมาก้อนนึงก็เอาไปเปิดร้านไอติม แล้วก็เจ๊ง… คือจนตั้งแต่เกิดจนตาย
ตรงข้ามกับพ่อรวยที่เป็นนักธุรกิจใหญ่โต ลงทุนในอสังหา และรวยที่สุดในรัฐฮาวาย ในฐานะนักลงทุน นักธุรกิจ ก็ต้องยอมรับว่าพ่อรวยเจ๋งมากๆ ในแง่ของความรู้ การประสิทธิ์ประสาทวิชา ให้โรเบิร์ต ก็คงไม่มีใครเถียงว่าพ่อรวยนั้นทำได้อย่างดีงามพระรามแปด จนทุกคนที่ได้อ่านหนังสือของโรเบิร์ตพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย (รวมถึงเรา)
Credit : Robert Kiyosaki on FB
แต่ในแง่ของความเป็น “พ่อ” นั้นบอกเลยว่าพ่อจนนี่เจ๋งมาก ๆ เพราะที่โรเบิร์ตได้ใกล้ชิดและไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องทำงานของพ่อรวยได้ก็มาจากคำแนะนำของพ่อจนนี่แหละ
พ่อจนเป็นคนที่เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความอัจฉริยะ และโรงเรียนก็ไม่ได้ส่งเสริมความอัจฉริยะของเด็กทุกคน ตรงกันข้าม.. กลับพยายามทำลายความอัจฉริยะบางอย่างเพื่อให้เหลือไว้แค่ด้านที่โรงเรียนต้องการเท่านั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่มีหน้าที่ต้องรักษาความอัจฉริยะของลูก ๆ เราไว้ให้มากที่สุด
พ่อรวยรู้ว่าโรเบิร์ตเป็นเด็กที่ active มาก ๆ และไม่สามารถเรียนรู้ด้วยการนั่งอยู่กับที่หรือฟังคุณครูได้ จนเกือบจะเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้นและมักจะมีปัญหากับคุณครูที่โรงเรียนเสมอ แต่พ่อจนไม่เคยเชื่อในสิ่งที่คุณครูบอกเลย แถมยังเข้าใจวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับโรเบิร์ตอีกด้วย
1
Credit : Pixabay
ถ้าเขาต้องการจะเรียนเรื่องธุรกิจ การนั่งฟัง lecture ไม่สามารถสอนอะไรเขาได้เลย มีแต่จะทำให้เบื่อซะเท่านั้น แต่ถ้าเขาได้กระโดดลงไปทำธุรกิจโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย เขาจะทำผิดพลาด เขาจะได้เรียนรู้ และเข้าก็จะผิดพลาดอีก และเรียนรู้อีก จนกว่าจะเข้าใจได้ว่าธุรกิจที่ดีมันต้องทำยังไง !!! นี่เป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ของเด็กที่มีความอัจฉริยะด้านกายภาพ (โรเบิร์ตชอบเล่นบาส เซิร์ฟ เป็นข้อสังเกตอันดับต้น ๆ ของเด็กที่มีความอัจฉริยะทางด้านนี้)
2
โรเบิร์ตบอกพ่อว่าเขาอยากรวย และพ่อเขาก็ยอมรับกับลูกตรง ๆ ว่าพ่อไม่รวย คนเป็นข้าราชการครูกับความร่ำรวยนั้นห่างไกลกันมาก และพ่อก็ไม่มีทางสอนลูกให้รวยได้ และยังแนะนำให้โรเบิร์ตไปเรียนรู้เรื่องธุรกิจกับการลงทุนจากพ่อของเพื่อนสนิท (ไมค์) ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ !!!
1
ระหว่าง 9-14 ปี พ่อจนค่อย ๆ ดูโรเบิร์ตเดินทางตามความฝันของตัวเอง ความฝันที่แม้แต่พ่อก็ไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วย ไม่สิ เป็นเส้นทางตรงข้ามกับความเชื่อของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
1
ในขณะที่พ่อจนเชื่อว่า… เงินคือรากฐานของความชั่วร้ายทั้งหมด
โรเบิร์ตกลับเชื่อว่า… ความจนต่างหากล่ะที่เป็นรากฐานของความชั่วร้ายทั้งหมด
พ่อจนพยายามเก็บหอมรอมริบและเป็นหนี้ให้น้อยที่สุด
โรเบิร์ตกำลังเขียนแผนธุรกิจและคิดหาทางที่จะกู้เงินจากธนาคารให้ได้มากที่สุด
1
Credit : Pixabay
เฮ้ย !! นี่คือชีวิตของเด็กอายุ 9-14 ปี ที่อยู่ในสายตาของพ่อทั้งหมด คือ คิดต่างกันสุดขั้ว แต่พ่อก็เคารพและหวังใจให้โรเบิร์ตได้เจอทางของตัวเอง และประสบความสำเร็จในแบบของเขาต้องการ
1
(ตอนอ่านเล่ม “สอนลูกให้รวย” บางตอนเราถึงกับน้ำตาไหลเลยอ่ะ คือพ่อจนต้องกล้าหาญมากแค่ไหนที่จะยอมรับกับลูกว่าตัวเองจนและไม่ใช่แหล่งความรู้ที่ลูกจะสามารถพึ่งพาได้.. แต่เป็นพ่อของเพื่อนต่างหากที่ลูกควรจะไปปรึกษา หืยยย… กราบใจพ่อจนเลยนะ)
2
Credit : Se-ed
"ลูกของพวกเราจะเป็นอะไรก็ได้ ที่พวกเขาอยากเป็น"
2
คือทัศนคติที่พ่อจนมีตลอดชีวิตของความเป็นพ่อ เขาเป็นถึงระดับผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการอะไรซักอย่างในรัฐฮาวายและมักจะบอกกับพ่อแม่ทุกคนในทุกครั้งที่มีโอกาสว่า…
ลูกของเราทุกคนเป็นอัจฉริยะ และเขาไม่จำเป็นที่จะต้องเติบโตตามรอยของพวกเรา เขาอาจจะอยากมีทางเดินเป็นของตัวเอง พวกเขาจะออกไปดูโลกกว้างและผิดหวัง แล้วกลับมาหาเรา แล้วก็ออกไปผจญภัยใหม่ แล้วก็ผิดหวังใหม่
เราอาจจะหวังให้เขาหยุดและเปลี่ยนใจมาเดินตามเส้นทางที่เราขีดไว้ให้แต่พวกเขาก็จะทำได้ไม่นาน สุดท้ายแล้วสัญชาติญาณจะพาพวกเขาไปในทางที่หัวใจพวกเขาเรียกร้องอยู่ดี สิ่งเดียวที่คนเป็นพ่อแม่สามารถทำได้ และไม่มีใครบนโลกใบนี้สามารถทำแทนได้เลย
1
"พ่อแม่ทุกคนมีหน้าที่อ้าแขนรับลูกของเราอยู่ตลอดเวลา และนี่คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในโลก"
2
❤️🧡💛💚💙
1
เราว่าทัศคติแบบนี้โคตรบีบหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนอ่ะ อ่านแล้วมันดือมากกก
“สอนลูกให้รวย” เป็นหนังสือในหมวดการเงินที่ควรพ่วงไปด้วยหมวดแม่และเด็กด้วยเหอะ เราว่าทัศนคติแบบพ่อจนนี่ อย่าว่าแต่สอนลูกให้รวยเลย ถ้าจะเปลี่ยนชื่อมันเป็น “สอนลูกให้เป็นอะไรก็ได้ที่พวกเค้าต้องการ” ก็ยังเหมาะเลย
เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมความอัจฉริยะในตัวเอง และโรงเรียนทั่วไปคัดกรองได้แค่ 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นแค่เด็กกลาง ๆ กับเด็กที่เรียนไม่เก่งไปโดยปริยาย
ไมเคิล ลูกเราก็เป็นหนึ่งในเด็กกลุ่มหลังนี่แหละ เรื่องราวความวุ่นว้าวุ่นวายของเด็กที่ (เกือบจะ) สอบตก ป.3 เลยกลายมาเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้ 👇 ที่เราอยากจะแบ่งปันกับแม่ ๆ คนอื่นด้วย
อย่าปล่อยให้โรงเรียนทำลายความอัจฉริยะของลูกๆ เรานะคะ
🌈 หนังสือ "ตอน ไมเคิลเรียนไม่เก่ง" โดย Tara Thow
💞 ช่องทางในการติดตาม
IG: tarathow
Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow
Blockdit 2: เทคนิคเพี้ยนๆที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง by Tara Thow
Tiktok: @tarathow
ติดต่องาน: ไลน์ไอดี tara.thow
42 ถูกใจ
23 แชร์
7K รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
  • 42
    โฆษณา