26 ม.ค. 2022 เวลา 15:38 • ความคิดเห็น
เรื่องที่ 33 : ประกัน เจอ..จ่าย..จบ.. สุดท้ายใครเจ็บ
ที่จริงเรื่องนี้ไม่อยากจะเขียนเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่สาขาที่มีความรู้มากนัก แต่ตอนนี้เริ่มมีความโกลาหลวุ่นวาย เลยอยากจะมาไล่สายกฎหมายให้ดูว่า ระบบประกันวินาศภัยของไทยมีมาตรการอะไรบ้างที่จะมาคุ้มครองผู้บริโภคและอุตสาหกรรมประกัน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบประกันของไทยจะมีหน่วยงานของรัฐที่ชื่อ "กองทุนประกันวินาศภัย" ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และ "กองทุนประกันชีวิต" ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต ซึ่งในที่นี้จะขอพูดแต่กรณีประกันวินาศภัยก็แล้วกัน
https://www.gif.or.th/main/
ใครเป็นผู้ได้รับความคุ้มครอง
เมื่อเกิดเหตุเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกัน กองทุนจะเข้ามาคุ้มครองคุ้มครองผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือบุคคลภายนอกที่มีสิทธิเรียกร้องจากประกัน
ภาษาง่ายๆ คือ คนซื้อประกัน คนเคลมประกัน ผู้ที่ได้รับความเสียหายที่กรมธรรม์คุ้มครอง มีสิทธิไปยื่นขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน ตามมาตรา 80/5
ได้รับความคุ้มครองเท่าไหร่
ขั้นตอนนี้จะซับซ้อนนิดหนึ่ง แต่จะสรุปหลักการให้เข้าใจง่ายเท่าที่จะทำได้
1. เมื่อบริษัทปิด กองทุนจะเข้าไปจัดการบริษัทประกันในฐานะผู้ชำระบัญชี แล้วจะทำการเคลีย ภาระคงค้างของบริษัทประกัน เช่น กรมธรรม์รายไหนยังไม่ได้เคลม ก็บอกเลิกกรมธรรม์แล้วคืนเบี้ยบางส่วนไป (เงินคืนเบี้ยก็เอามาจากทรัพย์ที่เหลืออยู่) ส่วนกรมธรรม์ไหนเคลมแล้ว ก็จ่ายสินไหมทดแทน (เงินสินไหมก็เอามาจากทรัพย์ที่เหลือเหมือนกัน) หรือ เจ้าของอู่ ผู้เสียหายที่ต้องได้รับความคุ้มครอง ก็ต้องมาขอรับเงินจากกองทุนในฐานะผู้ชำระบัญชี เหมือนกัน
แน่นอน บริษัทประกันที่เจ๊ง มันก็ไม่มีเงินพอมาจ่าย แต่เจ้าหนี้แต่ละรายก็น่าจะเงินคนละเล็กคนละน้อยไปส่วนหนึ่งแล้ว (ตามมาตรา 61/3)
2. ส่วนที่เหลือที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้ ก็มาขอรับกับกองทุนในฐานะผู้คุ้มครองผู้บริโภค แต่มีเงื่อนไข คือ เจ้าหนี้แต่ละรายจะได้รับเงินรวมกับข้อ 1 ไม่เกินทุนประกันของกรมธรรม์ และแต่ละรายต้องได้ไม่เกินรายละ 1,000,000 บาท (ตามมาตรา 80/5)
เช่น ก. ประกันโควิด ทุนประกัน 300,000 บาท ได้รับจากกองทุนในฐานะผู้ชำระบัญชีไปแล้ว 200,000 บาท ก. มีสิทธิมาเรียกกับ กองทุนในฐานะผู้คุ้มครองอีก 100,000 บาท หรือ
ข. ประกันรถยนต์ 1,200,000 บาท ปรากฏว่ารถพังยับทั้งคัน แล้วได้รับเงินเคลมจากกองทุนในฐานะผู้ชำระบัญชีไปแล้ว 200,000 บาท ข.ก็มีสิทธิขอเพิ่มกับกองทุนในฐานะผู้คุ้มครองอีก 800,000 บาท รวมเงินที่ได้ก็ 1ล้านพอดี อีก 200,000 ก็รอชำระบัญชีเพิ่ม หรือไปเฉลี่ยทรัพย์ในคดีล้มละลาย
เงินที่กองทุนในฐานะผู้คุ้มครองจ่ายไป กองทุนก็จะรับช่วงสิทธิไปเรียกกับบริษัทประกันที่ปิดอีกที (มาตรา 80/7)
แบบนี้...ใครเจ็บ
หากมองเร็วๆ ก็คือ "กองทุน" เจ็บ แต่เราคงไม่มองแค่นั้นแน่นอน เราต้องมองลึกไปที่แหล่งเงินของกองทุน ก็จะเห็นว่า กองทุนมีแหล่งเงินมาจาก 11 ทาง (มาตรา 80) คือ
1.เงินและทรัพย์สินที่รับโอนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจประกัน
2.เงินผลประโยชน์จากกรมธรรม์ที่ผู้มีสิทธิไม่มารับภายในอายุความ
3.เงินสมทบตามส่วนแบ่งจากเบี้ยประกัน (ตามมาตรา 80/3)
4.เงินเพิ่มกรณีที่บริษัทประกันชำระเงินตาม ข้อ 3 ไม่ถูกต้องหรือล่าช้า
5.เงินของผู้มีสิทธิได้จะรับจากกองทุนประกันแต่ไม่มารับภายใน 10 ปี
6.เงินเปรียบเทียบปรับ
7.เงินที่ได้จากการกู้ยืมหรือการออกตราสาร
8.เงินค่าตอบแทนที่ได้รับจากการชำระบัญชี
9.เงินจากการให้
10.ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
11.เงินสนับสนุนจากรัฐบาล
และเงินที่ใหญ่ที่สุดของกองทุนในปัจจุบัน คือ เงินส่วนแบ่งจากเบี้ยประกัน ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของเบี้ยประกันภัยที่บริษัทเงินสมทบมาจากบริษัทประกันภัย ภายในประเทศ ตามข้อ 3
ปัจจุบันกองทุนได้รับเงินสมทบรับเงินสมทบมาจากบริษัทประกันภัย ภายในประเทศ ปีละประมาณ 600 ล้านบาท และมีเงินสะสมรวมปัจจุบัน 5 พันล้านบาท
สรุปสุดท้าย ถ้าเกิดอุบัติเหตุใดขึ้นกับบริษัทประกันวินาศภัยจนต้องล้มหายไป ผู้ที่รับผิดชอบหลักใน "ความวินาศ" ันั้น ก็ไม่พ้นอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยเอง
ถ้าอ่านกฎหมายทั้งหมดแล้วคิดว่าน่าจะสบายใจขึ้นนิด และ ความโกลาหลในจิตใจน่าจะสงบลงหน่อย
ปล. การเขียนนี้การจะตกหล่นไปบ้างก็ขออภัย แต่ก็เขียนขึ้นด้วยความปรารถนาดี
โฆษณา