27 ม.ค. 2022 เวลา 00:30 • การตลาด
อาษา ขอจิตต์เมตต์ ชายผู้เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย แต่น้อยคนมากที่รู้จัก
ที่มา Face book พิพิธภัณฑ์นักอ่าน นักเขียน นักแปล
หากไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือแนวพัฒนาวิธีคิดจริง ๆ ยากนักที่จะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เขาเป็นคนที่ได้นำหนังสือของนักเขียนที่เขียนโดยนักพัฒนาและฝึกอบรมอันดับหนึ่งของโลกในช่วงเวลานั้น ก็คือ เดล คาร์เนกี้ ที่ยังเป็นมหาเศรษฐีโรงถลุงเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาหรือจะเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ณ ช่วงเวลานั้น
“ยุคใหม่ฯ” ได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือที่เป็นหนังสืออมตะของโลก คือ Think and Grow Rich (คิดแล้วรวย) โดย นโปเลียน ฮิลล์ ที่เปลี่ยนชีวิตคนทั้งโลกมามากมาย หนังสือขายได้หลายสิบล้านเล่มปัจจุบันก็ยังเป็นหนังสือขายดี ที่เขียนถึง เดล คาร์เนกี้ ว่าได้ให้โอกาสเขาได้ทำหนังสือเล่มนี้ด้วย
“อาษา” มีพื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อจบชั้นประถมแล้ว ก็ดั้นด้นเดินทางจากบ้านเกิดเข้ามาแสวงหาโอกาสในกรุงเทพโดยทางเรือที่ต้องเดินทางถึง 3 วัน 3 คืน มาเรียนต่อที่ ร.ร.วัดบวรนิเวศ และย้ายมาที่ ร.ร. สวนกุหลาบในเวลาต่อมา
ด้วยนิสัยรักการอ่านการเขียนแม้ว่าในสมัยนั้นจะหนังสือให้อ่านน้อยมาก “อาษา” ได้เริ่มออกหนังสือพิมพ์แบบฉบับสั้นๆ (New Letter) เขียนบนสมุดด้วยปากคอแร้ง ที่เป็นทั้งเรื่องแต่งขึ้นมาเอง เรื่องที่เป็นแนวความรู้ และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือเรื่อซุบซิบนินทาครูที่เด็ก ๆ ไม่ชอบ ไม่แปลกที่จะถูกระงับในเวลาต่อมา
“อาษา” เป็นผู้ที่สนใจในภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงต้องเรียนรู้ให้มากที่สุดจากโรงเรียนและเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง เพื่อจะได้อ่านวรรณกรรมที่ตนเองชอบ เพราะวรรณกรรมของไทยมีน้อยมาก ตัวเขาเองยังบันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนส่งครามโลกครั้งที่ 2 จนสงครามสงบ
1
ที่มา  WeGoInter.com
ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขาสามารถเรียนต่อวิชาการบัญชีสากล ทางไปรษณีย์จากประเทศออสเตรเลียได้ ในขณะนั้นประเทศไทยก็ยังไม่มีวิทยาลัยพาณิชย์เช่นปัจจุบัน ต่อมาก็ได้เข้าทำงานที่ บริษัท อีสเอเชียติก จนกระทั่งสงครามโลกสงบ จึงได้ลาออกมาเป็นนักเขียนอิสระ
อาษาได้มีโอกาสได้แปลหนังสือต่างประเทศหลายเล่ม โดยเฉพาะการได้มาแปลหนังสือของนักเขียนระดับโลกในขณะนั้น ซึ่งก็คือ เดล คาร์เกี้ เรื่อง วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข การพูดในที่ชุมนุมชน และวิธีชนะมิตรและจูงใจคน ทั้ง 3 เรื่องนี้ ได้สร้างประโยชน์ให้คนไทยได้อย่างมหาศาล ในกลุ่มที่ไฝ่หาความรู้แต่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ
“อาษา” มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในการพัฒนาวิธีคิดของคนไทยจากหนังสือที่เขาแปล เพราะเป็นการแปลจากคนแตกฉานในภาษาอังกฤษในแบบที่ขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่ไม่ได้เดินทางไปเรียนรู้จากต่างประเทศมาก่อนเลย
หลายคนเมื่อได้อ่านหนังสือที่ “อาษา” แปลต่างก็นำมาใช้กับชีวิตตนเอง นำมาใช้ในองค์กรที่ตนเองทำงาน สร้างให้เกิดการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด สร้างให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในองค์กร อีกทั้งทำให้เกิดความมีจิตสาธารณะ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเข้าใจผู้อื่น รวมถึงสร้างรอยยิ้มให้ผู้คนได้มากมาย
การแปลหนังสือของ “อาษา” ทำให้ เดล คาร์เนกี้ ถึงกับตกตลึง ต้องเดือนทางมาเพื่อขอพบ “อาษา” ในปี พ.ศ. 2495 เพื่อมาขอบคุณด้วยตัวเองที่ “อาษา” ช่วยเผยแพร่หนังสือของเขาเป็นภาษาไทย เดล ได้แต่นึกในใจว่าผู้แปลหนังสือช่างกล้าหาญมาก ที่ลงทุนแปลหนังสือมาขายในประเทศที่มีประชากรเพียง 16 ล้านคน
ที่มา Face book พิพิธภัณฑ์นักอ่าน นักเขียน นักแปล
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากญี่ปุ่นที่ได้แปลหนังสือของเขา แต่ที่ต่างกันคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญกว่าประเทศไทยมากและยังมีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า ผู้คนก็ดูว่ามีการศึกษามากกว่าคนไทย
1
ก่อนหน้านี้ เดล คาร์กี้ หลับตานึกภาพว่าคนไทยคงไม่สวมเสื้อ มีการเต้นรำและประกอบพิธีกรรมแบบชาวปาปัวนิวกินี อุดมไปด้วยยุงและแมลงวัน แต่กลับพบว่าประเทศเล็ก ๆ ที่แทบจะหลุดจากแผนที่โลก กลายเป็นเทศที่เจริญผู้คนไฝ่รู้ไฝ่ศึกษา เมื่อเขากลับไปจึงได้พูดถึงประเทศไทยให้กับคนอเมริกันจำนวนมากได้รู้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาน่าอยู่
หนังสือที่ “อาษา” แปล แต่แรกคาดว่าจะขายได้เพียงไม่ถึง 1,000 เล่ม ในช่วงเวลานั้นก็ถือว่าขายได้มากแล้ว เพราะทั้งช่องทางการขายและจำนวนคนที่รู้หนังสือก็ยังไม่ได้มีมากมายเท่าไรนัก
ที่มา Face book พิพิธภัณฑ์นักอ่าน นักเขียน นักแปล
แต่หนังสือ “วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” พิมพ์ออกมา 2,000 เล่ม สามารถจำหน่ายหมดได้ภายใน 1 เดือน และยังพิมพ์ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 4,000 เล่ม แล้วสามารถขายหมดได้ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน แล้วก็ได้พิมพ์ออกมาอีกนับสิบครั้งจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นหนึ่งในหนังสือขายดี
อาษา ขอจิตต์เมตต์ เสียชีวิตลงในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2519 หรือ 45 ปีมาแล้วแต่ผลงานของเขาก็ยังถูกนำเสนอสู่สายตาประชาชนมาตลอด
“อาษา” ไม่ได้แค่เพียงนักแปลหนังสือเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่นำความรู้สำคัญที่ชาวโลกใช้ในการพัฒนาตนเองมาให้คนไทยนับล้านชีวิตได้พัฒนาตนเองและสร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง ทั้งยังทำให้ภาพของประเทศไทยต่อสายตาชาวโลกได้รับการยอมรับมากขึ้น
ที่มา Major Cineplex
นี่ก็คือบทสรุปแบบสั้น ๆ ของชายผู้มาเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทย ที่น้อยคนจะรู้จักเขา
ที่มา: ประวัติ “อาษา ขอจิตต์เมตต์” และ คำนำโดยทายาท จากหนังสือ วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends & Influence People)
สามารถติดตามข้อมูลแนวคิดทางการตลาดยุคใหม่ได้ที่
Instagram: Modernization Marketing (ยุคใหม่การตลาดของไทย)
Face Book Page: Thailand Modern Marketing
YouTube Channel: Modernization marketing (ยุคใหม่การตลาดของไทย)
โฆษณา