27 ม.ค. 2022 เวลา 11:22 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ย้อนอดีต 5 การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นบนโลกของเรา และใครจะรู้ว่าการสูญพันธุ์ครั้งต่อไป อาจเกิดจากฝีมือของมนุษย์อย่างเรา
ทราบหรือไม่ว่าโลกของเราพบกับหายนะวันสิ้นโลกมาแล้วถึง 5 ครั้ง ซึ่งถูกเรียกว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (The Mass Extinction) โดยแต่ละครั้งก็ได้เปลี่ยนแปลงโหน้าประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล และเชื่อกันว่า เหตุการณ์วันสิ้นโลก หรือเหตุการณ์สูญพันธ์ครั้งใหญ่ของเหล่าบรรดาสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกครั้งที่ 6 กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เป็นเพียงหนึ่งในห้าของเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของเหล่าบรรดาไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกใบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมนุษย์จะมีวิธีป้องกันไม่ให้หายนะดังกล่าวเกิดขึ้นได้อีกต่อไปอย่างไร
โดยในช่วง 10,000 ปี ที่ผ่านมา โลกของเราอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว และนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาเตือนว่า มนุษย์อย่างพวกเรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์นิยามการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เอาไว้ว่า สามในสี่ของสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตจะต้องสูญพันธุ์ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาตลอดระยะเวลากว่า 2.8 ล้านปี ตามรายงานของ The Conversation ในตอนนี้มนุษย์กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเริ่มต้นของการสูญพันธุ์ จากการเก็บสถิติและข้อมูลมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 พบว่าประชากรของสิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังลดลงโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันมีสปีชีส์สิ่งมีชีวิตกว่า 35,000 สายพันธุ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
มนุษย์มีส่วนในการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หรือไม่?
นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษในปี ค.ศ.1760 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์คือปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การทำลายชั้นโอโซน และรวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่า การผลิตขยะพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ รวมไปถึงการค้าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งมนุษย์คือตัวการหลักที่ทำให้โลกของเรากำลังสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในรอบที่ 6 บางที อาจเกิดจากฝีมือของมนุษย์อย่างพวกเรา?
แต่ยังมีบางคนที่ออกมาโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เกิดจากปัจจัยตามธรรมชาติ และนั่นก็เป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คือต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากฝีมือของมนุษย์ แต่เกิดจากปัจจัยตามธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าข้อมูลจากซากฟอสซิล ซึ่งได้มอบข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย ว่าสปีชีส์เหล่านี้มีชีวิตอย่างไร และเอาตัวรอดได้นานแค่ไหนก่อนที่จะพบกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่โดยปราศจากการคุกคามจากมนุษย์ โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์พวกนี้เฉลี่ยสปีชีส์ละ 1 ล้านปี กล่าวคือ สปีชีส์สัตว์ยุคดึกดำบรรพ์จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้นานถึง 1 ล้านปี
และในปัจจุบัน เมื่อมนุษย์สามารถวิวัฒนาการตัวเอง จนสามารถสร้างเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ ทำให้อัตราการสูญพันธุ์ของสปีชีส์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกหลายหมื่นเท่า จากการกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นภัยคุกคามจากมนุษย์ ซึ่งจากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ ได้พบว่าสปีชีส์บางชนิดควรจะดำรงเผ่าพันธุ์ได้อย่างน้อย 800 – 10,000 ปี เลยทีเดียว ถ้าหากไม่ถูกมนุษย์คุกคามเสียก่อน
แล้วในส่วนของโรคระบาดละ?
หลังจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ได้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทำการล็อคดาวน์เมื่อปี ค.ศ.2020 ซึ่งอาจเรียกได้ว่ามันได้ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมของโลก เนื่องจากมนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ และระดับไนโตรเจนออกไซค์ลงลง 20 เปอร์เซ็นต์ จากรายงานของ NASA ระบุว่า เส้นทางแม่น้ำต่าง ๆ ทั่วโลกไหลเวียนได้ดีขึ้น และเราได้เห็นสัตว์ป่าเข้าไปภายในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีการล็อคดาวน์
จนถึงตอนนี้ Covid-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลก และมนุษย์ยังไม่สามารถหาวิธีรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรนัก
แน่นอนว่าฟังดูแล้ว มันเหมือนเป็นการฟื้นฟูที่ยอดเยี่ยมสำหรับโลกของเรา แต่เมื่อไรก็ตามที่อารยธรรมมนุษย์กลับมาสู่สภาวะปกติ เมื่อมนุษย์อย่างพวกเราสามารถหาวิธีเอาชนะเจ้าไวรัส Covid-19 ได้ เมื่อนั้น ธรรมชาติก็จะถูกมนุษย์กลับมาเบียดเบียนอีกครั้ง และอัตราการสูญพันธุ์ของสปีชีส์อื่น ๆ จะเพิ่มสูงขึ้นเหมือนที่เคยเป็นก่อนหน้า
อาจเรียกได้ว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 อาจจะเกิดมาจากฝีมือของมนุษย์อย่างพวกเรา ดังนั้น เราจะมามองย้อนกลับไปถึงปัจจัยและสาเหตุการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ก่อนหน้าทั้ง 5 ครั้ง ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้ทำให้สิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใดบ้างต้องเกือบสูญพันธุ์หรืออาจสูญพันธุ์ไปเลย
1. การสูญพันธุ์ยุคออร์โดวิเชียน - ซิลูเรียน : 440 ล้านปีก่อน (อัตราการสูญพันธุ์ 85 เปอร์เซ็นต์)
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตอย่างปะการังและสิ่งมีชีวิตจำพวก brachiopods ที่มีเปลือกหุ้มอยู่เต็มพื้นที่น้ำตื้นของโลก แต่ยังไม่ได้วิวัฒนาการตัวเองเพื่อเข้ามาอยู่บนบก พวกมันเริ่มแพร่พันธุ์ไปทั่วพื้นที่น้ำตื่นของโลก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3.7 พันล้านปีก่อน จนกระทั่งเมื่อประมาณ 440 ล้านปีก่อน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสภาพภูมิอากาศจนทำให้อุณหภูมิในท้องทะเลเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรเสียชีวิตเกือบทั้งหมด
ในช่วงปลายยุคออร์โดวิเชียน ได้เกิดการรวมตัวของมวลน้ำแข็งปกคลุมมหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) ทางตอนใต้ แน่นอนว่าการก่อกำเนิดธารน้ำแข็งจำนวนมหาศาลในครั้งนี้ได้ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกลดลงเป็นอย่างมาก และมันได้ทำลายแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ ทำลายห่วงโซ่อาหาร และลดอัตราการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแทบทุกสปีชีส์ในยุคสมัยนั้น
มหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) ในยุคยุคออร์โดวิเชียน
ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดภัยพิบัติในครั้งนั้น แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายว่า การเคลื่อนย้ายของเปลือกโลก โดยเฉพาะในแถบเทือกเขาแอปพาเลเซียในอเมริกาเหนือ ได้ทำให้เกิดการกัดเซาะของหินซิลิเกต (Silicate Rocks) ซึ่งในหินเหล่านี้มีสารบางอย่างที่ช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตัวเป็นการสำคัญในการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก จนทำให้โลกของเราในยุคนั้นเย็นตัวลง
แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ คนไม่ได้เห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว บ้างก็เชื่อว่าโลหะที่เป็นพิษอาจละลายในมหาสมุทรในช่วงเวลาที่ออกซิเจนหมดไป และมันได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์จาก National Geographic เชื่อว่ารังสีแกมมาที่เกิดจากซุปเปอร์โนวาได้ฉีกชั้นโอโซนให้เป็นช่องโหว่ จนทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตเล็ดรอดผ่านเข้ามาในพื้นผิวของโลก และได้ทำให้สิ่งมีชีวิตในยุคนั้นต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคออร์โดวิเชียน ได้ทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีเปลือกหุ้มอย่าง Trilobites ต้องสูญพันธุ์
2. การสูญพันธุ์ยุคดีโวเนียนตอนปลาย : 365 ล้านปีก่อน (อัตราการสูญพันธุ์ 75 เปอร์เซ็นต์)
ในยุคดีโวเนียน ยังมีอีกชื่อที่ถูกเรียกวา 'ยุคของปลา' กล่าวคือในยุคสมัยดังกล่าว ได้มีการเห็นสปีชีส์มากมายหลายชนิดถือกำเนิดและสูญพันธุ์ลงไป ในยุคดีโวเนียน สิ่งมีชีวิตหลายประเภทได้เริ่มมีการวิวัฒนาการตัวเองขึ้นมาอยู่บนบก แต่โดยส่วนใหญ่สิ่งมีชีวิตในยุคดีโวเนียนยังอาศัยอยู่ในมหาสมุทร จนกระทั่งมีพืชที่มีท่อลำเลียงเช่นต้นไม้และดอกไม้ถือกำเนิดขึ้น และนั่นได้นำมาสู่จุดเริ่มต้นของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในรอบที่สอง ตามผลการวิจัยของวารสาร GSA Today เมื่อปี ค.ศ.1995
เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ เพราะเมื่อพืชพรรณเริ่มพัฒนาราก มนมันได้เปลี่ยนแปลงผืนดินโดยที่พวกมันไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ชั้นหินและเศษหินกลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อสารอาหารในดินได้ไหลลงสู่มหาสมุทรของโลก มันได้ทำให้สาหร่ายได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งสาหร่ายพวกนี้เปรียบเสมือนกับ 'เขตมรณะ' ขนาดยักษ์ เนื่องจากสาหร่ายยักษ์เหล่านี้ได้ดูดกลืนออกซิเจนในน้ำมาใช้ จนทำให้สิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์ที่อาศัยอยู่ในน้ำดั้งเดิมหายใจไม่ออก และส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหวงโซ่อาหารครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตใต้น้ำหลายชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ต้องสูญพันธุ์ไปในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกัน และนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าการปะทุของภูเขาไฟมีส่วนสำคัญที่ทำให้ออกซิเจนในมหาสมุทรลดลง ตามการวิจัยของวารสาร Geology
โดยหนึ่งในสปีชีส์ที่สูญพันธุ์ คือสัตว์ทะเลจำพวกหนึ่ง มันเป็นปลา Dunkleosteus ที่มีลำตัวหุ้มเกราะยาวประมาณ 10 เมตร มันคือนักล่าในท้องทะเลที่น่าเกรงขาม ด้วยหมวกกระดูกที่คลุมทั้งหัวและสร้างยอดแหลมคมคล้ายกับเขี้ยวบนกรามของมัน
ปลานักล่า Dunkleosteus ที่สูญพันธุ์ในยุคดีโวเนียนตอนปลาย
3. การสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน – ไทรแอสซิค : 253 ล้านปีก่อน (อัตราการสูญพันธุ์ สิ่งมีชีวิตในทะเล 96 เปอร์เซ็นต์, สิ่งมีชีวิตบนบก 70 เปอร์เซ็นต์)
เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคดังกล่าวถูกเรียกว่า ‘ความตายครั้งใหญ่’ (Great Dying) โดยเหตุการณ์สูญพันธุ์ในครั้งนี้ได้กวาดล้างสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในน้ำไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และมันได้ทำลายสิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน แมลง และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำนวนมาก โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด
จากรายงานของ WordsSideKick.com กล่าวว่า ในช่วงท้ายยุคเพอร์เมียน ในบริเวณที่เราเรียกว่าไซบีเรียในปัจจุบัน ได้เกิดเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ การระเบิดครั้งนั้นได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากล่องลอยสู่ชั้นบรรยากาศของโลก และก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก และทำให้โลกร้อนขึ้น จนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และก่อให้เกิดฝนกรดที่ทำลายผิวดิน
มหาทวีปแพงเจีย (Pangaea) ในยุคยุคเพอร์เมียน
ในมหาสมุทร ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจะละลายลงไปในน้ำ และก่อให้เกิดพิษร้าย ทำลายสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล และทำให้พวกมันล้มตาย ตามข้อมูลของพิพิธภัณธ์ Sam Noble ในรัฐโอกลาโฮมา กล่าวว่า ในยุคเพอร์เมียน โลกประกอบไปด้วยมหาทวีปที่ถูกเรียกว่าแพงเจีย (Pangaea) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันมีส่วนที่ทำให้มหาสมุทรของโลกขาดการเคลื่อนไหว จนทำให้เกิดแอ่งน้ำนิ่งสงบ และทำให้เกิดการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง ซ้ำร้าย ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ยิ่งลดระดับออกซิเจนในน้ำให้ลดน้อยถอยลงไปอีก
ปะการังคือกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในตอนนั้น กล่าวกันว่าแนวปะการังในมหาสมุทรต้องใช้เวลาถึง 14 ล้านปี กว่าจะสามารถฟื้นฟูให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้เหมือนที่เคยเป็น
ภาพของไดโนเสาร์ในยุคเพอร์เมียน – ไทรแอสซิค
4. การสูญพันธุ์ยุคไทรแอสสิค - จูราสสิค : 201 ล้านปีก่อน (อัตราการสูญพันธุ์ 80 เปอร์เซ็นต์)
ยุคไทรแอสสิคได้ถือกำเนิดขึ้นมา พร้อมกับชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างหลากหลาย และในยุคนี้เอง ที่ไดโนเสาร์ได้ขยายเผ่าพันธุ์ตัวเองไปทั่วทุกมุมโลก แต่น่าเสียดายที่ภูเขาไฟจำนวนมากได้ระเบิดขึ้นในยุคดังกล่าว และนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่รอบที่สีว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อมันว่า การที่ภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อยครั้งในยุคนั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างแน่นอน
จากรายงานของ MIT News กล่าวว่าการสูญพันธุ์ยุคไทรแอสสิค – จูราสสิค มีความคล้ายคลึงกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคเพอร์เมียน จากการระเบิดของภูเขาไฟ ที่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และทำได้ให้สภาพแวดล้อมของโลกแปรปรวน อุณหภูมิบนโลกสูงขึ้น น้ำแข็งละลายจนทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นและที่สำคัญ น้ำทะเลเหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์เป็นกรด จนทำให้สัตว์บกและสัตว์น้ำหลายชนิดต้องสูญพันธุ์ โดยเฉพาะจระเข้ยุคก่อนประวัติศาสตร์และไดโนเสาร์จำนวนเทอโรซอร์ (Pterosaur) บางชนิด
Tricinosuchus คือหนึ่งในหลายสปีชีส์ที่ต้องสูญพันธุ์ก่อนที่ยุคจูราสสิคจะเริ่มต้น
5. การสูญพันธ์ยุคครีเทเชียส – ปาลีโอจีน : 66 ล้านปีก่อน (อัตราการสูญพันธุ์ 75 เปอร์เซ็นต์)
นี่คือเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคครีเทเชียส – ปาลีโอจีน โดยถูกขนานนามว่าเป็น 'วันสิ้นยุคสมัยของไดโนเสาร์'
แผนที่ 'หุบอุกกาบาตชิกชูลุบ' (Crater de Chicxulub)
เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากการที่มีอุกกาบาตที่มีความกว้างกว่า 13 กิโลเมตร ตกลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็วประมาณ 72,000 กม./ชม. ทางตอนเหนือของรัฐยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก โดยภายหลังหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ได้ถูกเรียกว่า 'หุบอุกกาบาตชิกชูลุบ' (Crater de Chicxulub) จนทำให้เกิดการแผดเผาครั้งใหญ่ที่กินพื้นที่กว่า 1,450 กิโลเมตร และทำให้ยุคสมัยของไดโนเสาร์ที่เคยมีชีวิตอาศัยอยู่บนโลกมานานกว่า 180 ล้านปี ต้องจบลง
การพุ่งชนของอุกกาบาตในครั้งนั้น ได้ทำให้ไดโนเสาร์ทุกชนิดบนโลกต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกตลอดกาล
ข้อมูลจาก : LIVESCIENCE.COM
โฆษณา