29 ม.ค. 2022 เวลา 08:23 • ดนตรี เพลง
Reason to Believe : ทางของฉัน ฝันของ Bodyslam
ย้อนกลับไปในราวต้นฤดูฝนของปี 2545 ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนบ้านหลังหนึ่งในย่านพร้อมพงศ์ จากการเชื้อเชิญของประชาสัมพันธ์สาวของค่ายแมลงดนตรี Music Bugs เพื่อให้ไปนั่งพูดคุยทำความรู้จักกับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั่งรอผมอยู่แล้วที่ห้องใต้ดินอันสงบเงียบของบ้านหลังดังกล่าว
วงดนตรีวงนั้นมีชื่อว่า Bodyslam
“Bodyslam ตามความหมายแบบตรงตัว ก็จะหมายถึง การทุ่มตัว นะครับ ก็จะเปรียบได้กับการทำงานของพวกเราที่จะทุ่มลงไปทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำเพลง หรือการเล่นดนตรี” คือสิ่งที่ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำของวงได้บอกกับผมแทนเพื่อนของเขาอีกสองคนที่นั่งยิ้มร่าเริงอยู่รอบตัวเขาในสายวันนั้น โดยมีเพลง ทางของฉัน ฝันของเธอ ถูกเล่นผ่านเครื่องเล่นซีดีเล็กๆ ประกอบการสัมภาษณ์ของเรา
“ฝันที่เธอจะทำ ทางที่ฉันจะไป ขอให้เธอมั่นใจ เราก็เดินไปด้วยกัน
ฝันที่เธอจะทำ ทางที่จะฉันจะไป ขอให้เธอมั่นใจ เพื่อจุดหมายเดียวกัน”
หลังจากวันนั้น ผมก็ได้พบกับพวกเขาอีกหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปของเพลงที่ถูกเปิดทางสถานีวิทยุหลากคลื่น ในหลายสถานที่ และตามงานแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย
และจากการพบปะในแบบหลังสุดนี่เอง ที่ทำให้ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงการ “ทุ่มสุดตัว” ของ Bodyslam ทั้งสามคน (ตูน/ปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก/เภา-รัฐพล พรรณเชษฐ์) กับการร้องและเล่นในการแสดงทุกครั้งของพวกเขา
ผมจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลย ที่ผลพวงจากความทุ่มทั้งตัวและหัวใจของทั้งสามคนนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จที่พอกพูนงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ จากงานชุดแรก มาจนถึงชุดที่สอง และชุดที่สาม ที่เพิ่งออกมาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการทุ่มเทอีกครั้งของ Bodyslam บนคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขาที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมากที่ครั้งนี้สมาชิกดั้งเดิมได้หายไปหนึ่ง ทดแทนมาอีกสอง
และในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ก็มีคำพูดที่เรียบง่ายจาก บก. ตัวใหญ่เข้ามากระทบหูของผมกับกองบรรณาธิการทุกคน
“DDT ฉบับนี้ผมอยากให้เราไปทำสกู๊ปเบื้องหลังการแสดงคอนเสิร์ตของ Bodyslam กันแบบใกล้ชิดสัก 2-3 งาน”
ซึ่งถึงแม้ว่าด้วยระยะเวลาที่กระชั้นจะทำให้พวกเราไม่ได้ไตร่ตรองอะไรกันมากมายนัก แต่ก็คงจะเหมือนกับคำพูดของน้องสาวของผมคนหนึ่งที่เคยพูดเอาไว้ในครั้งหนึ่งว่า
“บางทีเหตุผลก็อาจไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึก”
และจากความรู้สึกที่เป็นไปในทางเดียวกันของทั้งกองนั่นเอง ที่นำไปสู่การเดินทางและติดตามที่กำลังจะเริ่มต้นนับจากนี้
หวั่นไหว : ณ จุดเริ่มต้น:
บ่ายวันพฤหัสบดี
 
“สวัสดีครับ สรุปว่าทางวงโอเคนะครับ ที่จะให้ DDT มาติดตามตอนเล่นคอนเสิร์ต” เสียงจากปลายสายนี้ดังขึ้นในโทรศัพท์ของผม ภายหลังจากสองวันที่ผมได้ติดต่อและอธิบายกับทีมงานที่ดูแลวงดนตรีขนาดสี่คนวงนี้ ถึงสิ่งที่เราต้องการจากวง ซึ่งในขั้นต้นทางค่ายและทีมงานไม่มีปัญหาอะไรกับไอเดียที่อยู่ในอากาศของเรา เหลือเพียงแค่การยินยอมจากทางวงเท่านั้น
และเราก็ไม่ผิดหวัง
“แล้วคอนเสิร์ตแรกที่เราจะได้ไปเก็บเรื่องนี่จะเป็นวันไหนบ้างน่ะครับ” ผมถามไปอย่างลิงโลดทันทีที่คำบอกเล่าเมื่อสักครู่จบลง
“ครั้งแรกก็คงจะเป็นวันเสาร์ที่จะถึงนี่ละครับ ที่ 7 สีคอนเสิร์ต”
มีแค่เธอก็เกินพอ : Bodyslam ณ 7 สีคอนเสิร์ต:
เข็มนาฬิกากระดิกมาจนถึงเวลาเก้าโมงครึ่งของวันที่ 4 มิถุนายน 2548 ผมก็มาเดินๆ นั่งๆ อยู่ที่เซ็นทรัล พระรามสอง เพราะเท่าที่ทราบจากคุณหม่อม Escort หรือพี่เลี้ยงศิลปินของ Bodyslam สมาชิกวงจะมาถึงกันตั้งแต่ตอนเก้าโมงเช้าเพื่อทำซาวนด์เช็ค
 
หลังจากนั้นห้านาทีสองขาของผมก็พาตัวขึ้นลิฟต์ขนของมาจนถึงห้องส่งของ 7 สีคอนเสิร์ต ตามเสียงดนตรีที่กระหึ่มนำทางผมมาอย่างไม่ผิดพลาด
 
แต่ดูเหมือนผมจะไม่ใช่คนนอกคนแรกที่เข้ามาที่นี่ เพราะอย่างน้อยก็มีแฟนเพลงรุ่นราวคราวเด็กหญิงเข้ามานั่งรอพวกเขาแล้วกลุ่มหนึ่ง
10.20 น
 
คุณหม่อมได้พาผมขึ้นมาถึงห้องแต่งตัว และทักทายกับวง ซึ่งในขณะนั้นตูนกำลังเซ็นลายเซ็นลงบนปกซีดีที่กองอยู่ตรงหน้า สลับกับการทานผัดไทอย่างเอร็ดอร่อย
 
“อ้าว สวัสดีครับ” ตูนทักผมด้วยความที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันมา ก่อนที่จะได้ทราบต้นสายปลายเหตุของการมาถึงของผมจากพี่เลี้ยงของเขา
“ทานข้าว (ผัดไท) ก่อนครับ อร่อยมาก” ตูนเชื้อเชิญ พร้อมกับชี้มือไปที่ถุงข้าวกล่องที่มุมห้อง แต่ด้วยความกระดากเล็กน้อยและภาระการงานยังไม่เสร็จสิ้นทำให้ผมจำต้องปฏิเสธไปอย่างแสนเสียดาย
 
หลังจากนั้นผมก็ยึดเอาเก้าอี้ตัวหนึ่งเป็นที่สิงสถิต โดยมีเพื่อนร่วมบริเวณเป็นยอด มือกีตาร์คนใหม่ของวง ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการอุ่นเครื่องนิ้วมือของเขากับกีตาร์ไฟฟ้าในมือ จนเมื่อเขาละสายตาและพักมือชั่วขณะ ผมก็ถือโอกาสถามเขาถึงเรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ นับตั้งแต่กิจกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า
 
“ปกติยอดจะวอร์มมืออย่างนี้ทุกครั้งเลยหรือครับ”
 
“ใช่ครับ พอเวลาเราขึ้นไปเล่นมันเหมือนกับการออกกำลังกายครับ” ยอดตอบพร้อมกับยิ้มชื่น ซึ่งทำให้บรรยากาศระหว่างเราผ่อนคลายมากขึ้น จนบทสนทนาเริ่มเลยเถิดไปจนถึงคอนเสิร์ตใหญ่เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
“ตอนที่รู้ว่าจะมีคอนเสิร์ตนี้ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นทันทีมีสองอย่างนะครับ คือทีแรกจะดีใจก่อน แต่พอคิดไปอีกทีนี่ก็รู้สึกหนักใจมาก เพราะเป็นคอนเสิร์ตแรกของผม คือผมจะต้องพิสูจน์ให้หลายคนเห็น…พวกแฟนเพลง Bodyslam น่ะครับ แต่ก็โอเคครับ วันนั้นก็ทำเต็มที่มาก ตอนแรกๆ ก็จะตื่นเต้นมากเลยนะครับ เราก็คิดว่า เอาแล้ว วันนี้จะรอดไหมเนี่ย แต่พอเล่นเข้าไปจริงๆ คนดูก็ร้องตามตลอดเวลา เราก็เลยมีความรู้สึกว่าสนุกมากเลยนะวันนั้น”
 
พอถึงตรงนี้ตูนก็เดินเข้ามาพิงกำแพงใกล้ๆ กับผม ก่อนที่จะพูดกับผมว่า “ตามสบายเลยนะครับ คิดเสียว่าเป็นสมาชิกวงคนหนึ่ง” ผมยิ้มรับไมตรีจิตนั้น พร้อมกับบอกเขาว่าผมกับยอดกำลังคุยกันถึงเรื่องอะไรอยู่
“คอนเสิร์ตเอิร์ธเดย์ใช่ไหมครับ สุดยอดมาก ผมประทับใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนั้นตั้งแต่ต้นจนจบเลย ตั้งแต่วัน Run True ตั้งแต่วันไปซ้อม มันมีความสุขมากๆ”
หากผมมองไม่ผิด ความรู้สึกผ่านสายตาของตูนในระหว่างที่พูดประโยคนี้ของเขาช่างเหมือนกับสิ่งที่ยอดสื่อออกมาผ่านประตูใจของเขาทั้งสองดวงเมื่อกี้
เป็นความรู้สึกที่ทุกคนรู้จักกันในศัพท์คำว่า “ความภาคภูมิใจ”
10.30 น.
สำหรับลิสต์เพลงที่พวกเขาจะเล่นกันในคอนเสิร์ตแต่ละครั้งของการทัวร์ครั้งล่าสุดนั้น ตูนอธิบายว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังคงมีการปรับเปลี่ยนกันอยู่บ้าง ด้วยความที่เพลงในอัลบั้ม Believe ยังคง “ใหม่” สำหรับพวกเขา
 
“ช่วงนี้มันค่อนข้างที่จะลองผิดลองถูกเยอะ เพราะว่าเราเองเพิ่งเริ่มเล่นของทัวร์นี้ แล้วก็เป็นเพลงใหม่หมดด้วย แต่ถ้าพอถึงระยะนึงที่มันอยู่ตัวแล้วก็จะสามารถเล่นให้มันคล้ายๆ กัน มันจะได้ดูอารมณ์มันถูก และเราก็จะได้เล่นแบบอารมณ์ต่อเนื่อง”
 
“แล้ววันนี้ตามลิสต์จะเล่นกี่เพลงครับ”
 
“วันนี้เล่นแปดเพลงครับ เนื่องจากมันเป็นถ่ายทอดสด มันก็อาจจะไม่ใช่บรรยากาศของคอนเสิร์ตที่เต็มอิ่มมาก เพราะว่าจะมีขั้นด้วยโฆษณา คนในฮอลล์ก็คงจะรู้สึกงงๆ หน่อย แต่เราก็จะพยายามทำให้มันต่อเนื่องมากที่สุดครับ”
หลังจากนั้นตูนก็เดินกลับไปทำธุระส่วนตัวของเขาต่อ ส่วนยอดก็เล่าให้ผมฟังถึงเรื่องนัดวันนี้ที่เขาต้องตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเขาเป็นผู้โดยสารรถตู้บริษัทคนที่สองตามระยะทางจากไกลมาใกล้สถานที่แสดง ซึ่งคนที่อยู่ไกลสุด แต่ต้องตื่นเช้าสุดก็คือ ชัด ที่เริ่มล้อหมุนกันตั้งแต่ตอนหกโมงเช้า
10.52 น.
ในขณะที่ปิ๊ดกำลังตรวจความเรียบร้อยของชุดที่จะใส่เล่นอีกครั้ง ตูนก็ยังคงง่วนกับการเปลี่ยนเพลง Heal the World จากเครื่อง iPod ที่กำลังขับกล่อมห้องแต่งตัวให้ซาบซึ้งไปกับความเอื้ออาทรของเนื้อร้อง มาเป็นเพลง Daddy, Brother, Lover, Little Boy (The Electric Drill Song) ของ Mr.Big ซึ่งพอริฟกีตาร์แรกเริ่มต้น ตูนก็จัดการทำท่าเล่นกีตาร์อากาศตามเพลง พร้อมเดินไปคุยกับยอด “ท่อนโซโล่มันเป็นสว่านด้วยนะครับ ฟังดูสิ"
 
ทันใดนั้นอุณหภูมิของห้องก็เริ่มร้อนแรงขึ้นทันที
 
หลังจากนั้นเพลงต่อมาคือ Alive and Kickin’ ก็ดังขึ้น
“อ๊าวว” ยอดกับตูนร้องตาม Eric Martin ที่กรีดร้องได้อย่างสุดยอดในเพลงนี้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งพลอยทำให้ผมและสมาชิกภายในห้องคึกคักไปกับเพลงร็อกที่ตูน (อาจจะ) ตั้งใจเปิดเพื่อสร้างอารมณ์ก่อนที่การแสดงของพวกเขาจะมาถึงในเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมงข้างหน้า
11.10 น.
“รบกวนเวลาสักนิดครับ พี่ๆ Bodyslam” ทีมงาน 7 สีคอนเสิร์ตเริ่มงานของเขาทันทีที่เดินเข้ามาถึงห้องแต่งตัว เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาของวงมากนัก พร้อมกับเตือน Bodyslam ว่า “วันนี้จะมีทั้งแฟนเพลงแล้วก็นักรบเลยนะครับ” แต่ดูเหมือนสมาชิกทุกคนจะชาชินกับเรื่องนี้เสียแล้ว จึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่าพยักหน้าหงึกๆ
ปิ๊ดได้แสดงความคิดเห็นของเขาเรื่อง “นักรบ” กับผมที่ดูจะออกอาการเป็นห่วงแทนวง เมื่อเขาย้ายตัวมานั่งใกล้ๆ กับโต๊ะของผม ว่า “ผมไม่กลัวพวกนี้นะครับ แต่จะรำคาญมากกว่า” ซึ่งทั้งยอดกับชัด สองสมาชิกร่วมโต๊ะของผมก็พยักหน้าเห็นด้วย
11.52 น.
“ปกติก่อนเล่น ตูนต้องซ้อมร้องก่อนหรือเปล่านะครับ” ผมถามตูนในครั้งหนึ่ง เมื่อเขาได้เดินเข้ามาร่วมโต๊ะกับเราจนครบวงแล้ว
“มีบ้างครับ ผมจะเป็นนักร้องที่ไม่ค่อยมีระเบียบเท่าไหร่” ตูนตอบพร้อมกับยิ้มๆ ซึ่งดูจะขัดกับความจริงที่ผมเห็นอยู่พอสมควร เพราะหลังจากประโยคนี้ไม่นาน ตูนก็แยกตัวจากเพื่อนๆ ไปเพื่อเข้าไปซ้อมเสียงในห้องน้ำ
พร้อมๆ กับช่วงเวลาของการแสดงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ
11.54 น.
และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะได้ทุ่มสุดตัวอีกครั้งให้กับความคาดหวังของแฟนเพลงที่กำลังรอคอยอยู่อย่างกระตือรือร้นภายในฮอลล์
แต่ก่อนที่ทุกคนจะเดินไปสู่เวทีของพวกเขา ตูนเรียกอีกสามคนให้มาที่หัวบันได
“เดี๋ยวมาบูมวงกันตรงนี้ก่อนพี่”
จากนั้นทั้งสี่ก็ผสานมือกัน
“ครั้งนี้ เล่นง่ายๆ ไม่ต้องเกร็งนะพี่นะ...ไม่ต้องตื่น...อาจจะตีกัน ก็ช่างมัน…ขอให้โชคดีทุกคน”
หากใครที่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกับผมในเวลานั้น ก็จะสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำของตูน ที่พร้อมสำหรับการพาลำนาวาที่ชื่อ Bodyslam ให้ออกไปสู่โลกที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ
 
12.01 น.
ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วสำหรับการแสดงในวันนี้
 
ทันทีที่ได้รับสัญญาณจากทีมงานบนเวที ชัดก็เดินขึ้นเวทีเป็นคนแรกตามสคริปต์ที่ได้คุยกันเอาไว้
 
“เดี๋ยวคอยฟังเสียงกรี๊ดนะ” คุณหม่อมเปรยขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปดังคาด แฟนเพลงทั้งฮอลล์ส่งเสียงกรี๊ดกันสนั่นฮอลล์ทันทีที่มือกลองของเราปรากฏตัว
 
และวินาทีที่คนบนเวทีและด้านล่างเวทีรอคอยมาถึง
“...ขอเชิญพบกับ บอดี้แสลมมมมม!!”
เมื่อสิ้นเสียงนำของทราย กับ แซนด์ สองพิธีกร ตูน ก็ชูกำปั้นขวาขึ้นฟ้า พร้อมๆ กับเสียงกีตาร์เพลง ขอบฟ้า ที่ดังขึ้น
และภาพคุ้นตาของผมก็กลับย้อนคืนมาอีกครั้งบนเวที ตลอดระยะเวลากว่า 50 นาที
ภาพของการใส่ทุกอย่างที่มีลงไปในการแสดงของตูน กับ Bodyslam ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป
 
13.15 น.
กลับมายืนที่เดิม...ที่ๆ เคยคุ้นตา...ในห้องแต่งตัว
 
”ปกติ 7 สีผมจะไม่ค่อยมันนะ เพราะมันจะไม่ต่อเนื่อง แต่วันนี้สุดยอดเลย” ตูนเดินมาคุยกับผมในสภาพเปียกโชกไปทั้งตัวไม่แพ้คนอื่นๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เขาก็ต้องไปทำหน้าที่ของ “คนของประชาชน” ต่อ เนื่องจากมีพนักงานที่ดูกระตือรือร้นทว่าตื่นเต้นมาขอถ่ายภาพกับเขา
 
”พี่ตูนขอถ่ายรูปด้วยหน่อยครับ”
“ได้ครับ”
ซึ่งคงเป็นเหมือนการบอกกับตัวเองกลายๆ ว่า คงถึงเวลาของการล่ำลาสำหรับวันนี้แล้ว
ความเชื่อ : Bodyslam ณ Hijacked By MTV:
11 มิถุนายน 2548 ตอนสี่โมงเย็น ท่ามกลางการจราจรและผู้คนที่ขวักไขว่ไปมา
 
กำหนดการวันนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากเราไม่สามารถขึ้นไปบันทึกเรื่องราวกันแบบประชิดตัวได้เหมือนเคย เนื่องด้วยเงื่อนไขบางประการ แต่กระนั้นคุณหม่อมก็ให้คำมั่นว่าจะช่วย DDT เต็มที่
 
“วันนี้คงจะถ่ายภาพได้เฉพาะตอนแสดงนะครับ แต่เดี๋ยวผมจะพาไปด้านหลังเวทีด้วยแล้วกัน” คุณหม่อมบอกกับผมอย่างใจเย็น เมื่อเรา (ผมกับพี่เอก ช่างภาพคนเก่งของเรา พร้อมน้องกริช ผู้ช่วยหมายเลขหนึ่ง) เดินทางไปถึงหน้าฮาร์ดร็อกคาเฟ่ สถานที่บัญชาการของในวันนี้ ที่ร่วมกันจัดขึ้นโดย MTV และ Motorola
 
เมื่อไม่มีโอกาสได้เข้าไปที่ห้องแต่งตัว เวลาเดินสำรวจงานจึงมีอย่างเหลือเฟือ ซึ่งเท่าที่สายตาจะกวาดไปถึง บรรยากาศก็ไม่ได้แตกต่างจากงานเปิดตัวศิลปินหรือสินค้าอื่นๆ อะไร เพียงแต่ว่า ปริมาณคนที่เข้ามาในบริเวณงานนั้นมีมากมายจนอดดีใจแทนคนจัดงานไม่ได้
แถมคนที่เข้ามาก็ดูจะไม่ยอมกลับออกไปด้วย
 
ทุกคนกำลังรอคอยศิลปินที่จะมากวาดเอาความสนใจทั้งหมดทั้งมวลของวันนี้ไป
11 มิถุนายน 2548 ตอนหกโมงเย็น ท่ามกลางการจราจรและผู้คนที่ยังคงขวักไขว่ไปมา
 
เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง การรอคอยของทุกคนใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเข้าไปทุกขณะ ผมตัดสินใจโทรนัดแนะกับคุณหม่อมให้เรียบร้อยอีกครั้ง เพราะดูจากจำนวนคนแล้วเราคงจะเจอกันค่อนข้างลำบากหากไม่คุยกันให้ดี
 
“คุณหม่อมให้ผมไปรอที่ไหนดีครับ”
 
“เอาเป็นต้องแถวๆ เครน ทางด้านขวาของเวทีแล้วกันครับ”
 
“โอเคครับ”
 
แต่ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ ทุกอย่างจะไม่ได้ง่ายดายตามที่คาดเอาไว้ เพราะกว่าที่เราจะฝ่าฝูงชนเข้าไปจนถึงจุดหมายที่อยู่บริเวณทางด้านหน้าเวทีได้ก็กินเวลานานและยากลำบากอยู่โขทีเดียว
 
ไม่นาน ภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า วีเจหนุ่มพลังเหลือเฟือแห่งเอ็มทีวีไทยแลนด์ ก็ประกาศถึงสิ่งทุกคนที่มารอกันหลายชั่วโมงอยากที่จะได้ยิน
“ขอเสียงกรี๊ดให้กับบอดี้แสลมมมมม!!” ภูมิปิดประโยคท้ายตามมาตรฐานสากล
ส่วนตูนก็เริ่มประโยคแรกตามมาตรฐานของเขา “ขอเสียงวัยรุ่นชาวไทยหน่อยเร้ว”
 
และเพลง ขอบฟ้า ตามมาตรฐานการแสดงของ Bodyslam ยุค Believe ก็เริ่มต้น
 
ทุกเสียงจากทุกผู้คนในบริเวณนั้นร้องตามในทุกคำร้องที่ตูนถ่ายทอดออกมา ในขณะที่วงก็ให้ทุกอย่างที่เขามีกับคนดูทั้งหมด
ราวกับอุปทาน ผมที่ยังคงยืนคอย Escort ของวงอยู่ด้านข้างของเครน สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เลื่อนลั่นพื้นถนนอยู่ตลอดเวลาที่เสียงดนตรียังคงสนั่นจนสะเทือนอยู่ ปฏิกิริยาของทั้งผู้แสดงกับผู้ชม ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของ บก. ตัวใหญ่ที่ได้เคยพูดเอาไว้ถึงสาเหตุหลักที่เราน่าจะทำสกู๊ปเบื้องหลังในครั้งนี้ที่ว่า
 
“Bodyslam เป็นวงที่แสดงสดได้สนุกที่สุดแล้วในเวลานี้”
 
หากนับแค่จากภาพที่ผมเห็นอยู่ในตอนนี้ และประสบการณ์อันน้อยนิดของการชมคอนเสิร์ตของตัวเอง ผมก็เริ่มมีความเห็นที่คล้อยตามไปโดยดุษณี
 
ในฐานะแฟนเพลง เพียงแค่ได้เห็นตูนร้องสุดเสียงและสะบัดตัวไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปิ๊ด ยอด และชัดเมามันอยู่กับเครื่องดนตรีของเขาอย่างเต็มกำลัง เราก็คงจะไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
 
สิ่งเดียวที่เราคงจะพอทำได้ก็คือ สนุกไปกับพวกเขา...เท่านั้น
ปลายทาง: Bodyslam ณ อาคารจีเอ็มเอ็ม:
ด้วยเหตุผลบางประการทำให้วงโคจรระหว่างผมกับ Bodyslam ต้องแคล้วคลาดกันไปนานถึง 8 วัน แทนที่จะเป็น 7 วัน เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านความไม่สะดวก ผมจึงไม่สามารถไปนั่งชมแบบติดริมเวที ท่ามกลางแสงไฟในการแสดงของวงที่ผับ Night Speed ย่านบางแคได้ แต่เท่าที่ได้คุยกับยอดในเย็นย่ำของคืนวันอาทิตย์ ที่ชั้น 38 ตึกจีเอ็มเอ็ม การแสดงในคืนนั้นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “สนุก” เอามากๆ
“วันนั้นมันมากเลย คนมากันแน่นร้านเลยครับ เล่นเอาหมดแรง สองวันก่อน (17 มิถุนายน) เราก็เพิ่งไปเล่นที่อุดรมา ก็คนเยอะมาก (เน้นเสียง) ทั้งๆ ที่มีฝนตกมาตอนที่เล่นด้วยนะ แต่พวกเขาก็ไม่หนีไปไหน อึดกันมากๆ เลย”
ฟังแล้วก็อดปลื้มใจแทนพวกเขาไม่ได้ ว่าความมุ่งมั่นอุตสาหะของพวกเขาได้ส่งผลให้เห็นอย่างทันตา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการออกทัวร์และการโปรโมตอย่างหนัก รวมทั้งในช่วงสามทุ่มของคืนวันนี้ ที่พวกเขาต้องมาสัมภาษณ์พร้อมเล่นดนตรีสดๆ ออกรายการ Real Live Night Show ของคลื่น 93.5 EFM
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็เข้ามาอยู่กับวง (และทีมแบ๊คสเตจคู่ใจ) ในห้องส่งที่หนึ่งในสามส่วนจะเป็นกระจกต่อเนื่องไปอีกห้องหนึ่งที่มีเก้าอี้สีขาวตั้งเรียงรายอยู่ เพื่อเตรียมรอรับบรรดาแฟนเพลงที่จะมาชมพวกเขาเล่นดนตรีในคืนนี้
17.30 น.
ในขณะที่ตูนกำลังง่วนกับการเป็นแบบถ่ายภาพให้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง ปิ๊ด ชัด ยอด ก็เริ่มเล่นเครื่องดนตรีของตัวเอง ด้วยท่วงทำนองผ่านตัวโน้ตที่คุ้นหู ทำให้ผมนึกออกในทันทีว่าเป็นเพลงอะไรกันบ้าง
ความเชื่อ, เรื่องบนเตียง และ She Will Be Loved ของวง Maroon 5 ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แม้จะเป็นเพียงเวอร์ชั่นบรรเลง เพราะตูนต้องไปให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับเดิมต่อ
“ขอเพลง The Reason” ปิ๊ด ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำวงชั่วคราว บอกกับพี่ๆ ร่วมของวง และดนตรีโพสต์กรันจ์กลิ่นอเมริกันจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของ Hoobastank ก็ดังขึ้น ซึ่งสองขาของผมจำต้องขยับตามจังหวะกลองของชัดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งผมก็คิดว่าแฟนเพลงผู้โชคดีกลุ่มเล็กๆ ที่ได้มาชมในคืนนี้ก็คงจะมีปฏิกิริยาที่ไม่แตกต่างกัน
18.30 น.
และในที่สุด สมาชิกทุกคนก็มากันจนพร้อมแล้ว
กว่าหนึ่งชั่วโมงนับจากนั้น คือการซ้อมในแบบเต็มรูปแบบ ที่ไม่แสดงให้เห็นว่าความเหนื่อยล้าจากการแสดงที่ จ.ปราจีนบุรีในคืนก่อนเลย นอกไปเสียจากการหาวทุกๆ สิบนาทีของปิ๊ดและยอด ซึ่งสำหรับคนหลังนั้นได้เผยที่มาของความง่วงที่แท้จริงของเขาออกมาในช่วงพักระหว่างการซ้อมว่า
“เมื่อคืนไม่น่าแกร่งเลย” ยอดเปรยขึ้นมาหลังจากการหาวครั้งที่สามสิบหก
“ทำไมเหรอ?” ทีมงานฝ่ายเทคนิคเชี่ยนของวงถามกลับ
“พอดีพี่ยอดเขาพาเพื่อนมาน่ะ” ยอดตอบพร้อมยิ้ม
ผม ที่ตอนนี้ย้ายมานั่งดูการซ้อมของพวกเขาในที่นั่งสำหรับผู้ชมในห้องติดกัน สังเกตว่าในหลายเพลง ตูนจะแอดลิบเสียงร้องตัวเองตามอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นมากกว่าที่จะร้องตามแบบในอัลบั้มแบบโน้ตต่อโน้ต และไม่เหมือนกับการแสดงออกอากาศจริง
“วันนี้ผมจะร้องเพลงแบบกั๊กๆ หน่อยน่ะครับ เพราะมันเป็นการเล่นออกอากาศวิทยุ คนจะได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นภาพว่าเรามันกันยังไง เราก็เลยต้องร้องให้ชัดครบทุกคำ ในขณะที่ถ้าเป็นในคอนเสิร์ตปกติ ผมจะเว้นบางคำเอาไว้เพื่อหายใจบ้าง” ตูนบอกถึงเหตุผลที่ผมสงสัยในย่อหน้าก่อน ตอนอีกไม่กี่ชั่วโมงจะเที่ยงคืน หลังจากการแสดงเทปแรกผ่านไปแล้ว
ดีเจเชาเชา คือผู้ที่รับหน้าที่ดำเนินรายการสำหรับช่วงนี้
34 คือจำนวนผู้ชมที่ผมลองนับดูในช่วงเริ่มต้นของรายการ
และ Bodyslam ก็คือผู้ที่ทำให้ค่ำคืนนั้นของใครหลายคนผ่านพ้นไปอย่างมีความหมาย
รวมทั้งผมในเวลานี้ด้วย
เพราะถึงแม้ว่าตูนจะออกตัวว่า วันนี้เขาอาจจะต้อง “กั๊กๆ” ไปบ้าง ด้วยข้อจำกัดของการแสดง แต่เมื่อเพลง ความรักทำให้คนตาบอด คนที่ถูกรัก และ ความเชื่อ (“เอาแบบเวอร์ชั่นยาวนะ” ตูน) สามบทเพลงท้ายสุดของรายการ ท่วงท่าและลีลาของทุกคนในวงดูเมามัน เสมือนว่ากำลังแสดงอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตระดับสนามกีฬาต่อหน้าคนนับพันนับหมื่น ไม่ใช่การแสดงเล็กๆ ภายในห้องส่งแคบๆ บนพื้นพรมสีแดงแบบนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ (อีกครั้ง) ถึงคำพูดของใครสักคนในวงที่พูดกับผมในระหว่างทางที่เราได้ร่วมงานกันว่า “ถึงแม้ว่าจะมีคนดูสิบคน หรือร้อยคนเราก็ต้องเต็มที่ที่สุด”
น่าเสียดายว่า ระหว่างทางนั้นได้นำผมมาจนถึงปลายทางในคืนสุดท้ายนี้แล้ว
นาทีสุดท้าย : Bodyslam:
“จะกลับแล้วเหรอ”
ตูนที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจของเขาเอ่ยทักผมที่กำลังเก็บรวบรวมสัมภาระเพื่อที่จะกลับสู่มาตุภูมิ ก่อนที่จะยื่นมือขวาของเขาออกมา...
“ขอบคุณมากนะครับ...ขอจับมือหน่อย”
สองมือของเราสัมผัสกันในช่วงเวลาสั้นๆ เฉกเช่นการทำงานระหว่างเราที่อาจจะไม่นานนัก แต่กับหลายบ่าย หลายเย็น และหลายคืนที่ได้ติดตามดูการแสดงของพวกเขามา ดูเหมือนว่า ผมจะได้ใช้คำว่า “เต็มที่” เป็นคำพิมพ์นิยมที่โลดแล่นอยู่ในทุกอณูตัวอักษร ที่บันทึกถึงการขับเคลื่อนเลื่อนไหวของ Bodyslam ทั้งสี่ในหลากการแสดง
…….
สิบนาทีต่อมา ผมก็มาสะลึมสะลืออยู่ในรถที่นำผมกลับบ้าน ถึงแม้ว่าในหัวของผมจะยังคงก้องไปด้วยเพลงของ Bodyslam รวมทั้งคำตอบของตูนถึงคำถามสุดท้ายที่ผมถามเขาก่อนที่จะจากมาเกี่ยวกับประเด็นเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาเจอกันแบบยาวๆ ในครั้งนี้
“รู้สึกอย่างไรที่มีหลายคนบอกว่า Bodyslam เป็นวงที่แสดงสดได้สนุกที่สุดในเวลานี้?”
“ผมก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรนะครับ เพราะเราก็เต็มที่กันทุกครั้งอยู่แล้ว และเราก็สนุกที่ได้เล่นดนตรี แต่ก็ดีใจที่ได้ยินแบบนี้ครับ”
“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง”
เสียงของแอ๊ด คาราบาวจากเพลง ความเชื่อ ดังกระหึ่มออกมาจากลำโพงรถ ประโยคสำคัญของเพลงนี้ ทำให้ผมคิดไปถึงประเด็นที่ตูนมันจะพูดในคอนเสิร์ตของพวกเขาอยู่เสมอๆ รวมทั้งเมื่อครั้งงาน Hijacked By MTV
“...ผมอยากจะฝากทุกคนเกี่ยวกับเรื่องการตามหาความฝันของตัวเองให้เจอนะครับ อย่างพวกเราก็เคยเจอคำถามมาเยอะว่าร้องเพลง แล้วจะไปทำอะไรกิน ซึ่งวันนี้เราก็พิสูจน์ให้คนเหล่านั้นได้เห็นแล้ว...ผมอยากให้ทุกคนลองสู้ดูสักครั้ง ผมเชื่อว่าถึงแม้ว่ามันจะไม่สำเร็จ แต่เราก็จะรู้สึกได้ถึงคุณค่าในตัวเอง...”
ความทรงจำ แม้จะไม่ปะติดปะต่อ แต่ประเด็นที่ตูนบอกกับแฟนเพลงของเขานั้นยังคงแจ่มชัดในหัวของผม และผมเชื่อว่า ถ้าหากแฟนเพลงเข้าใจในสิ่งที่ตูนพยายามจะสื่อ และนำไปทำให้เกิดขึ้นจริง บ้านเราก็คงจะได้เยาวชนที่เปี่ยมไปด้วยไปไฟในการดำเนินชีวิตตามความฝันอีกมากมาย
“...ขอให้ทุกคนโชคดี”
เช่นกันครับ Bodyslam :D
ขอขอบคุณ
ค่าย Genie, คุณโอกับคุณการ์ตูน ประชาสัมพันธ์แห่ง Genie, คุณหม่อม พร้อมด้วยทีมงานเบื้องหลังของ Bodyslam ทุกคน, คุณอ๋อ ณ Fat Radio สำหรับความสะดวกสบายในการทำงาน และที่สำคัญวง Bodyslam ที่อนุญาตให้เราเข้าไปก้าวก่ายในชีวิตและการแสดงหลายครั้งจนกระทั่งงานชิ้นนี้เสร็จสมบูรณ์
โฆษณา