6 ก.พ. 2022 เวลา 11:43 • กีฬา
ทำไมไทยถึงพ้นแบนจาก WADA และกลับมาใช้ธงชาติในการแข่งทัวร์นาเมนต์ได้อีกครั้ง วิเคราะห์บอลจริงจังจะสรุปเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
ย้อนกลับไปวันที่ 19 ธันวาคม 2564 เกิดภาพสะเทือนใจแฟนกีฬา เมื่อสองนักกีฬาไทย บาส-ปอป้อ อุตส่าห์คว้าแชมป์โลกแบดมินตันประเภทคู่ผสมได้ แต่ธงที่ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาของผู้ชนะตามธรรมเนียม แทนที่จะเป็นธงชาติไทย กลับเป็นธงของสมาคมแบดมินตันซะอย่างนั้น
ไม่ใช่แค่แบดมินตันเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่ในเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ที่ทีมชาติไทยเป็นแชมป์ เราก็ไม่สามารถใช้ธงชาติได้ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ จึงต้องเลี่ยงไปใช้โลโก้ช้างศึกแทน
การที่ไทยไม่สามารถใช้ธงชาติได้นั้น ทุกคนก็คงทราบดี ว่าเราโดนแบนจาก WADA (องค์การต่อต้านสารกระตุ้นโลก) จากเหตุผลว่า กฎหมายของไทยไม่อัพเดทตาม Code ประจำปี 2564
2
กฎหมายสารกระตุ้นของไทยเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฉบับเก่า ที่ใช้งานตั้งแต่ปี 2555 ในยุคของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และใช้ พ.ร.บ. เดิมอยู่แบบนั้นมานานหลายปี โดยไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งๆ ที่ความรู้เรื่องสารกระตุ้นในระดับโลก มันก้าวหน้าไปทุกวัน
WADA แจ้งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ว่าให้ทุกประเทศปรับกฎหมายให้ตามทัน Code ประจำปี แต่ไทยก็ยังไม่แก้ไขกฎหมายเสียที
ดังนั้น WADA จึง Take Action ให้ดูว่าเฮ้ย นี่เราไม่ได้พูดเล่น และไม่ได้ขู่นะ ถ้ายังดึงดัน ไม่แก้ไขอะไรให้มันตรงตาม Code ปัจจุบัน ก็ต้องโดนลงโทษเป็นการสั่งสอน
1
นั่นทำให้วันที่ 7 ตุลาคม 2564 WADA สั่งแบนธงชาติไทยจากทัวร์นาเมนต์กีฬา และสั่งห้ามไทยจัดแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติทุกประเภท อาจจะดูโหดร้ายก็จริง แต่ WADA ก็ให้เวลาไทยมานานมากแล้ว
1
ในตอนแรกคนยังนึกภาพไม่ออก ว่าจะมีผลแค่ไหน แต่พอเกิดเหตุกับบาส-ปอป้อ และทีมชาติไทยในซูซูกิคัพ ทุกคนก็เลยนึกภาพออก และจินตนาการต่อไปอีกว่า ถ้าไทยยังไม่แก้ไขกฎหมายล่ะก็ ในปี 2565 ทั้งเอเชียนเกมส์ และ ซีเกมส์ เราก็จะโดนแบนธงชาติต่อไปเรื่อยๆ
ลองคิดภาพเทนนิส-พาณิภัค ชนะคู่แข่งได้เหรียญทองอย่างเหนือชั้น แต่ตอนรับเหรียญ ต้องมายืนเคารพธงสมาคมเทควันโด้แทนที่จะเป็นธงชาติไทย คงเป็นอะไรที่ดูไม่จืดมาก
1
เมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ สังคมจึงรุมด่าหน่วยงานรัฐกันกระจุย โดยเฉพาะกกท. และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่าทำไมไม่ยื่นเรื่องแก้กฎหมายกันตั้งแต่แรก มัวรออะไรอยู่ ทำไมชาติอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้
พอเกิดเรื่องแล้วจะมาขยับตัวตอนนี้ มันจะเหนื่อยสาหัส เพราะซีเกมส์จะเริ่มออกสตาร์ตในเดือนพฤษภาคม 2565 อยู่แล้ว ถ้าจะแก้กฎหมาย พ.ร.บ. ตามเส้นทางปกติ แก้กันทีละวาระ โอกาสที่จะแก้กฎหมายทันซีเกมส์ก็ยากมากจริงๆ
แน่นอนรัฐบาลเองก็รู้ดีว่าถ้าในการแข่งกีฬาไม่มีธงชาติไทยขึ้นยอดเสา และถ้าพิธีเปิด-พิธีปิด ตอนเดินพาเหรดไม่สามารถใช้ธงชาติไทยได้ มันจะเป็นภาพที่น่าอับอายขนาดไหน ดังนั้นจึงตัดสินใจใช้ "ทางลัด" ใช้การออกกฎหมายแบบพิเศษที่เรียกว่า "พระราชกำหนด" (พ.ร.ก.) ขึ้นมา
1
พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่คณะรัฐมนตรี (รัฐบาล) มีอำนาจผลักดันนำมาใช้ได้เป็นการเร่งด่วน ปกติแล้วจะใช้กับวาระที่สำคัญจริงๆ เช่น ออก พ.ร.ก.เงินกู้ ในช่วงวิกฤติโควิด หรือ พ.ร.ก ประมง ตอนที่ไทยโดนอียูแจกใบเหลือง เป็นต้น
1
เมื่อรัฐบาลตั้งใจแล้วว่า จะแก้ไขกฎหมายด้วย พ.ร.ก. มันจึงเกิดคำถามเหมือนกันว่าเรื่องสารกระตุ้น มันเป็นวาระสำคัญขนาดนั้นไหม เพราะบางคนก็มองว่า มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนขนาดนั้น
1
แต่รัฐบาลอธิบายว่า "หากไม่มีการแก้บทบัญญัตินี้อย่างเร่งด่วน จะส่งผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติ และนานาชาติ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพหลายรายการ ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสิทธิ์ในการใช้ธงชาติเข้าแข่งขันกีฬา อันกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศ และความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งมวล จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้"
แน่นอน ตัวผมเอง ในฐานะนักข่าวกีฬาก็ย่อมเห็นด้วยอยู่แล้ว ที่จะให้ออก พ.ร.ก. มาก่อนเลย ให้ WADA รู้ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจนะ คือตอนนี้อยากให้ปลดแบนให้เร็วที่สุดก่อน เพราะถ้าทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ เริ่มแล้ว เรายังไร้ธงชาติต่อไป มันคงยากจะบรรยายความรู้สึกจริงๆ
1
ตามปกติการออกกฎหมายใดๆ ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ในวันที่ 19 ธันวาคม 2564 แต่หลังจากสังคมรุมด่ากันแหลก ผ่านไปแค่ 10 วันเท่านั้น วันที่ 29 ธันวาคม 2564 คณะรัฐมนตรีก็อนุมัติ พ.ร.ก. แก้ไขกฎหมายสารต้องห้ามได้สำเร็จ เป็นปฏิบัติการที่เร็วกว่าที่คิดมาก
1
-------------------------
สำหรับ พ.ร.ก. ตัวแก้ไข ได้ทำการเปลี่ยนแปลง 3 จุดหลักๆ จาก พ.ร.บ. ดั้งเดิมในปี 2555 ดังนี้
[ 1- ความเป็นอิสระของ DCAT ]
ในพ.ร.บ. เดิม ฉบับปี 2555 ระบุว่า DCAT (สำนักงานควบคุมการใช้สารกระตุ้นแห่งประเทศไทย) ต้องอยู่ในความดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งจุดนี้ทาง WADA ไม่พอใจ เพราะต้องการให้หน่วยงานตรวจโด๊ปเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานรัฐไหนๆ
1
อย่างหน่วยตรวจสารกระตุ้นสหรัฐฯ (USADA) ก็เป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นกับกระทรวงไหนทั้งนั้น ในการตัดสินชี้ความผิด ก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจไม่ถูกแทรกแซง แต่ตาม พ.ร.บ. ฉบับเดิมของไทย DCAT อยู่ในอันเดอร์คอนโทรลของกกท. และกกท. ก็เป็นหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกที แปลว่า ถ้ากระทรวงกีฬา หรือกกท. สั่งอะไร บางที DCAT อาจต้องยอมทำตาม แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ตาม (ไม่ได้บอกว่า DCAT จะทำ แต่ตามหลักการมันอาจแทรกแซงได้)
1
ดังนั้น ใน พ.ร.ก. ตัวแก้ไข จึงเขียนเพิ่มเติมไปว่า ให้ DCAT เป็นหน่วยงานของกกท. แต่ "มีความอิสระในการปฏิบัติงาน และให้เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก"
WADA ต้องการให้ DCAT มีความเป็นอิสระ เพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง โดยไม่โดนใครแทรกแซงได้ ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลไทยก็ทำตามโดยดี
[ 2- เพิ่มอำนาจให้หน่วยตรวจสอบสารกระตุ้น ]
พ.ร.ก.ตัวแก้ไข ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสารกระตุ้น สามารถเข้าไปตรวจได้ทั้งในสนาม และนอกสนาม จะไปที่พักนักกีฬาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ควรไปตรวจในช่วงกลางวัน แต่หากมีเหตุอันสงสัยว่านักกีฬาจะใช้สารกระตุ้นแน่ๆ สามารถไปตรวจตอนกลางคืนก็ได้
ส่วน พ.ร.บ. ฉบับเดิมนั้น หากเจ้าหน้าที่ตรวจโด๊ปจะไปตรวจ ต้องทำเอกสารแจ้งล่วงหน้าไว้ก่อน ซึ่งคิดตามคอมม่อนเซนส์ เมื่อนักกีฬารู้ว่าเจ้าหน้าที่จะมา ก็มีเวลามากมายที่จะทำลายหลักฐาน ซึ่งในมุมของ WADA มองว่าวิธีนี้ไม่เวิร์ก และเจ้าหน้าที่ควรมีอำนาจมากกว่านี้ จึงทำให้ต้องใส่ข้อกฎหมายเพิ่มเติมลงไปใน พ.ร.ก. ตัวแก้ไขด้วย
[ 3- เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด ]
ใน พ.ร.บ. ฉบับเดิม มีข้อความเขียนว่า "กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาโทษเห็นว่า การฝ่าฝืนนั้นไม่ร้ายแรง จะไม่ลงโทษ และให้ภาคทัณฑ์หรือว่ากล่าวตักเตือนแทนก็ได้" นี่เป็นมุมที่ WADA ไม่เห็นด้วย เพราะมันเปิดช่องให้คนกระทำผิดง่ายเกินไป สมมุติว่าจงใจโด๊ปเห็นๆ แต่คณะกรรมการใช้ดุลยพินิจแล้วตัดสินว่า "ไม่ร้ายแรงนี่นา" สุดท้ายอาจจบด้วยการตักเตือนเฉยๆ และปล่อยให้คนกระทำผิดลอยนวลไปง่ายๆ
ดังนั้นใน พ.ร.ก. ตัวแก้ไข จึงตัดข้อความดังกล่าวทิ้งไป และระบุประโยคว่า การออกกฎใดๆ ต้องทำให้สอดคล้องกับกฎของโลก และมาตรฐานสากล
มันพอจะสื่อได้ว่า จากนี้ไปถ้าใครโดนจับสารกระตุ้น ก็จะมีบทลงโทษอย่างหนัก และไม่มีช่องว่างสำหรับการตักเตือนซอฟท์ๆ อีกแล้ว
-------------------------
Timeline ของการผลักดันกฎหมายมีดังนี้
7 ตุลาคม 2564 - WADA สั่งแบนไทยอย่างเป็นทางการ จนกว่าจะมีการแก้กฎหมาย
19 ธันวาคม 2564 - บาส ปอป้อ ได้แชมป์ แต่ไม่มีธงชาติไทยขึ้นยอดเสา ตกเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ
29 ธันวาคม 2564 - ร่างกฎหมายเสร็จสมบูรณ์ คณะรัฐมนตรีอนุมัติ การออก พ.ร.ก. แก้ไข
19 มกราคม 2565 - พ.ร.ก. เข้าสู่สภา เพื่อเข้ารับการโหวต ว่าจะผ่านหรือไม่
ในวันที่ 19 มกราคม พ.ร.ก. แก้ไขสารกระตุ้นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำการโหวตว่าจะถูกนำมาใช้เป็นกฎหมายได้หรือไม่ แน่นอนว่าฝั่งรัฐบาลย่อมอยากออกกฎหมายให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว แต่ฝ่ายค้านมีมุมกังวลใจจึงนำมาสู่การโต้เถียงกันในสภา ราวๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง
1
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.เพื่อไทย ตั้งคำถามว่า เรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนจนต้องเป็น พ.ร.ก. จริงหรือ? ถอนกลับไป แล้วไปร่างเป็น พ.ร.บ. ดีกว่าไหม เดี๋ยวฝ่ายค้านจะให้ความร่วมมือ โหวตให้ผ่าน 3 วาระรวดเลย
แต่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ก็อธิบายว่า ในปี 2565 จะมีอีเวนต์กีฬาในไทย ที่สร้างมูลค่ามากถึง 3.9 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับรายได้แฝงจากการท่องเที่ยวอีก ดังนั้นการผลักดันกฎหมายอย่างเร็วที่สุด ด้วย พ.ร.ก.จึงเป็นสิ่งจำเป็น
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.เพื่อไทย ถามว่า ตัว พ.ร.ก.แก้ไข ดีพอแล้วจริงๆ หรือยัง เพราะยังไม่ได้ใส่รายละเอียดอีกหลายอย่าง เช่น บทลงโทษนักกีฬาทางแพ่งและอาญา ถ้ากฎหมายไทยยังไม่แรง WADA อาจจะไม่ปลดแบนก็ได้ แล้ว พ.ร.ก.แก้ไขตัวนี้ ก็จะเสียของฟรีๆ เลย
1
อย่างไรก็ตาม นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกกท. ได้อธิบายในสภาว่า คุยกับ WADA อยู่ตลอด และ WADA บอกว่าการแก้ไขในระดับนี้ โอเคแล้ว ถือว่าเข้าเกณฑ์ Code ที่วางไว้ และดีพอที่จะปลดแบนได้
คือส่วนตัวแล้วผมชอบการโต้เถียงกันอย่างเป็นสาระในสภาครั้งนี้นะครับ เพราะรู้สึกได้ว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีความห่วงใยบ้านเมืองกันอยู่ ถามในสิ่งที่ควรถาม ตอบในสิ่งที่ควรตอบ ไม่มีการยกมือประท้วงที่ไม่จำเป็น
2
สุดท้ายผลการโหวตจากสภา มีคนเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.แก้ไข 230 เสียง ไม่เห็นด้วย 118 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง สุดท้าย พ.ร.ก. ตัวแก้ไข จึงถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มกราคมนั่นเอง
คราวนี้เมื่อกฎหมายถูกนำมาใช้ ทางกกท. ได้ส่งเรื่องให้ WADA เพื่อบอกว่า ประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจนะ แต่เราดำเนินการแล้วอย่างรวดเร็ว เพราะอยากให้ปลดแบนจริงๆ
คือในมุมของ WADA เขาไม่สนใจหรอกว่าจะเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. ขอแค่มีกฎหมายบังคับใช้ เป็นอันใช้ได้
และในที่สุด วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 โอลิวิเยร์ นิกกลี ผู้บริหาร WADA ได้ส่งจดหมายหา ดร.มีชัย อินวู้ด ผู้อำนวยการของ DCAT โดยระบุว่า ได้พิจารณาร่างกฎหมายแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และทุกอย่างถูกต้องตาม Code ที่กำหนดไว้ ดังนั้นจะถอนประเทศไทย ออกจากลิสต์การแบนทันที
1
นั่นหมายความว่า สิ่งที่แฟนกีฬาไทยกังวลใจ ว่าไทยจะไม่มีธงชาติในซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์ ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้ว ปลอดภัยแล้ว นักกีฬาไทยจะได้ร้องเพลงชาติ และเคารพธงชาติ เมื่อได้เหรียญทองตามปกติ
แน่นอนเราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการโดนปลดแบนแล้ว เป็นข่าวดีจริงๆ แต่เราจะเอาแต่ดีใจไม่ได้ ต้องนำสิ่งที่เกิดขึ้น กลับไปคิดทบทวนเช่นเดียวกัน
อย่างแรกคือ ประเทศไทยไม่ควรโดนแบนตั้งแต่แรก อย่าลืมว่าเราเป็นประเทศเดียวที่โดนแบนจากเหตุผลนี้ คือถ้าหากเราอัพเดท Code อยู่เรื่อยๆ เริ่มเดินเรื่องแก้กฎหมายตั้งแต่ต้นปี 2564 เราอาจจะออกเป็น พ.ร.บ. แบบปกติได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้ทางลัด พ.ร.ก. ให้ต้องลุ้นแบบนี้
นี่เป็นบทเรียนสำคัญมากให้คนในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับ กกท. ได้ตื่นตัวว่า องค์กรต่างชาติเขาไม่ได้ Joke Around นะ เขาพูดจริง แบนจริง
2
ครั้งนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์กันไป เจ็บตัวกันไป 3-4 เดือน และหวังว่าเราจะไม่พลาดอีกเป็นหนที่สอง
อย่างที่สอง เราได้เห็นว่าถ้าภาครัฐจะทำจริงๆ ก็ทำได้นี่นา ตั้งแต่เป็นข่าวใหญ่ วันที่ 19 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ คณะรัฐมนตรี อนุมัติ พ.ร.ก.ตัวแก้ไข (29 ธันวาคม) ใช้เวลาแค่ 10 วันเท่านั้น คือถ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ การทำเอกสาร และการร่างกฎหมายทุกอย่าง มันสามารถทำได้อยู่แล้ว
และอย่างที่สาม เคยมีประโยคที่คนชอบพูดกันบ่อยๆ ว่า "ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยการด่า" เหมือนจะเป็นประโยคเอาฮา แต่ก็มีหลายครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นจริง
4
ในเรื่องนี้ ถ้ากระแสสังคมไม่กดดันหนักๆ ว่ามันเกี่ยวพันกับเกียรติยศ และเศรษฐกิจของชาติ เราก็เดาไม่ได้เลยว่าจะมีการเร่งรีบในการออกกฎหมายแก้ไขขนาดนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้ล่วงเลยไปเรื่อยๆ จนเกิดความเสียหายมากกว่านี้
1
ดังนั้นการที่ทุกๆ คน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา และระบายออกมาเมื่อเจอสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มั่นใจได้เลยว่ามันไม่ใช่การคอมเมนต์อย่างไร้จุดหมาย
เพราะความรู้สึกของแต่ละคนที่แสดงออกมา เมื่อรวมกันเข้า มันย่อมมีพลังที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างแน่นอน
#POWEROFCRITICISM
โฆษณา