One For The Road / วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ
การปฏิเสธรอบปฐมทัศน์ One For The Road / วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ เพราะกลัวโดนสปอยล์ The Book of Boba Fett : EP7 เป็นอะไรที่โง่มาก ถ้าย้อนกลับไปเมื่อวานได้ จะไปกระโดดถีบหน้าตัวเองสัก 3 รอบ เพราะพอได้มาตีตั๋วดูเองในวันนี้แล้วคือแบบว่า กูยอมแลกหนังดีๆเรื่องนึงกับซีรีส์ที่สุนัขไม่รับประทานไปได้ไงวะเนี่ย !?!?
หนังเล่าเรื่องราวของ บอส ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบาร์ในนิวยอร์ก ที่ได้รับโทรศัพท์จาก อู๊ด ว่าต้องการความช่วยเหลือในการพาเค้าไปหาแฟนเก่า ก่อนที่เค้าจะจากไปด้วยโรคมะเร็งที่กำลังเป็นอยู่ เรื่องย่อเอาแค่นี้พอเลยครับ เพราะก่อนเข้าโรง คุณไม่ควรรู้อะไรมากไปกว่านี้แล้วจริงๆ
ก่อนจะเข้าโรงก็เดาไว้ว่าหนังมาทรง Road Movies ผสม Buddy Films นี่ก็น่าจะไม่พ้นต้องออกมาในแนวการออกเดินทางแล้วตัวละครค้นพบอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็มีพัฒนาการไปเรื่อยๆระหว่างการเดินทาง แล้วเพื่อน 2 คนก็คงจะเรียนรู้และเข้าใจกันและกันไปเรื่อยๆแน่เลย
แต่พอได้มาดูจริงๆแล้วก็พบว่า หนังมีความเป็นสูตรสำเร็จอยู่พอสมควร การติดยี่ห้อ Wong Kar Wai อาจจะทำให้เกร็งๆว่าหนังจะอืดเอื่อยและเงียบงัน แต่เอาจริงคือมันลื่นไหลมากๆ เป็น 2 ชั่วโมงที่เพลิดเพลิน เศร้าซึม สะเทือนใจ และในที่สุดก็เข้าใจในสิ่งที่ตัวละครคิดและทำ
อาจจะแบ่งหนังออกเป็น 2 ส่วน คือช่วงแรกที่เป็นการออกเดินทางของ บอส และ อู๊ด ที่เราเองก็ค่อยๆทำความรู้จักตัวละครทั้งคู่ผ่านเรื่องราวปูมหลังที่มาเป็น flashback ที่ค่อยๆโผล่มาทีละนิดแบบไม่ต่อเนื่อง ก็ค่อยๆเก็บข้อมูลและต่อจิ๊กซอว์ไว้ในใจกันไปเรื่อยๆ ช่วงแรกนี้หนังมีความสดใจปนหม่นหมอง สดใสที่เพื่อนเก่าได้มาเจอกัน หม่นหมองเพราะนี้อาจจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนที่เพื่อนทั้งสองจะจากกันไปชั่วกาล
อีกทั้งการเดินทางที่เป็นการไปพบแฟนเก่า 3 คน นี่มันเป็นอะไรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนะ โอเคล่ะ อาจจะไม่ใช่ทุกครั้งที่เลิกกันไปแล้วมองหน้ากันไม่ติด อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่เลิกกันแล้วเป็นเพื่อนกันได้ การเลิกกันไม่ว่ากับใคร มันจะมีบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในหัวใจ มีอะไรบางอย่างที่เรามักจะค้างคาและปล่อยวางไม่ได้
อู๊ดเองอาจจะโชคร้ายที่เค้าเหลือเวลาอยู่ไม่มากแล้ว เค้าจึงอยากใช้มันไปกับการเคลียร์สิ่งที่ตกค้างและติดค้างอยู่ในใจกับผู้หญิง 3 คน ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนที่เค้าจะจากไป แต่ในขณะเดียวกัน บอส เองที่เป็นคนพาอู๊ดไป ในมุมมองของคนนอก ก็กลับรู้สึกว่าสิ่งที่อู๊ดทำมันคือความเห็นแก่ตัว มันคือการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่ได้สนใจว่าการกลับไปหาเธอแต่ละคน เธอเหล่านั้นอยากจะพบหน้าหรือพูดคุยกับอู๊ดหรือไม่ แผลในใจที่แห้งและตกสะเก็ดไปแล้ว มันจะปริออกมาจนเลือดไหลอีกครั้งเพราะการกระทำที่อู๊ดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือไม่ อย่าลืมนะครับว่าเราทุกคนล้วนเป็นตัวเอกในมุมมองของเราเอง และเป็นตัวร้ายในเรื่องราวเดียวกันในมุมมองของอีกคนนึงเสมอ
หนังมีความคล้าย ฮาวทูทิ้งฯ ของ เต๋อ นวพล อยู่พอสมควร คือมันพูดถึงการทิ้งและการถูกทิ้งที่มองจากมุมมองของคนทิ้งและคนถูกทิ้งไปพร้อมๆกัน เราทิ้งของบางชิ้นเพราะมันพังหรือหมดคุณค่า แต่ของที่ไม่มีชีวิตจิตใจ มันก็คงไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งเพราะไร้ค่า แต่เมื่อเปลี่ยนจากของมาเป็นคน จริงอยู่ว่าเรามีเหตุผลของเราเสมอในการเลือกที่จะทิ้งใครสักคนไปจากชีวิต แต่เหตุผลของคนทิ้งมันเพียงพอสำหรับคนถูกทิ้งหรือไม่ บาดแผลที่เกิดขึ้นเมื่อถูกทิ้ง มันควรจะปล่อยไว้ให้มันแห้งไปและเกิดแผลเป็นขึ้นในใจสิ ทำไมต้องไปสะกิดสะเก็ดแผลเก่านั้นให้เลือดมันไหลอีกครั้ง เพียงเพราะคนทิ้งอยากจะปล่อยวางก่อนที่ตัวเองจะจากไปชั่วนิรันดร์ด้วยล่ะ
หนังพาเราไปสำรวจในความรักและความสัมพันธ์ได้ในหลายความรู้สึกผ่านเรื่องราวของตัวละครแฟนเก่าทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ โศกเศร้า ผิดหวัง สมหวัง พังทะลาย ฯลฯ หนังทำให้เราเห็นหมด และทุกความรู้สึกนั้นมันก็เกิดมาจากประสบการณ์ความรักในหลายรูปแบบของแต่ละตัวละคร บางคนยังคงปล่อยวางไม่ได้ ได้แต่เก็บมันไว้ลึกๆอยู่ในหัวใจ บางคนก็ลืมมันไปแล้ว และเริ่มต้นใหม่กับใครอีกคน บางคนก็เก็บเอาความรักครั้งเก่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งความเคียดแค้น และพร้อมที่จะระเบิดมันออกมาทันทีที่เห็นหน้าไอ้ตัวต้นเหตุ ไม่ว่าคุณจะเคยผ่านหรือกำลังเจอกับรูปแบบไหนอยู่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าต้องมีสักมุมที่โดนกับเรื่องราวของคุณแน่นอน
แต่ก็น่าเสียดายครับที่เคมีระหว่าง บอส กับ อู๊ด นั้นยังดูไม่เข้ากันอยู่สักเท่าไรนัก เมื่อหนังมันเฉลยปมที่เก็บไว้แบบกะจะปล่อยหมัดน็อคคนดู มันเลยดูไม่น่าเชื่อถือ ถึงแม้จะผสมความ Wong Kar Wai เข้ามา ก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรนัก ออกจะได้กลิ่นน้ำเน่าในความพยายามและดิ้นรนบิ๊วอารมณ์และโทนของหนังด้วยซ้ำไป
แฟนเก่า​ 3 คน​ ที่รับบทโดย​ พลอย​ ออกแบบ​ และ​ นุ่น​ เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆ​ ถึงตัวละครทั้ง​ 3 ตัว​จะมีบทบาทน้อยจนเรียกว่าเป็นตัวละคร​ประกอบก็ยังได้​ แต่ทั้ง​ 3​ ตัว​ ก็เป็นส่วนสำคัญของเส้นเรื่อง​ เป็นส่วนที่เติมเต็มเรื่องราวและทำให้เข้าใจในความคิดและการกระทำของตัวละครหลักได้ดีมากๆ​ ในขณะที่​ตัวละครที่รับบทโดย​ วี​ นี่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง​ เพราะเป็นบทที่ต้องรับทั้งความคาดหวังและความกดดันเมื่อเส้นเรื่องมันเดินหน้าไป​
นอกจากประเด็นความรักแล้ว ในฉากสั้นๆฉากนึง​ หนังยังกระตุ้นให้เราตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า การที่เราใช้ชีวิตของเรามาอย่างที่เราทำมาทั้งชีวิต เราอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดแปลกอะไร แต่ในมุมของคนอื่นที่มองเข้ามาที่เรา เค้าอาจจะคิดว่ามันแปลก ประหลาด น่าสมเพช น่าอิจฉา ดีแล้วที่ไม่ใช่ชีวิตกู หรือไม่ก็ กูอิจฉาชีวิตมึงว่ะ แล้วก็​ เอ่อออ​ ชีวิตกู​ มึงอย่าเสือก​ คือมุมมองมันออกครบทุกหน้าอ่ะครับ
อีกหนึ่งความประทับใจก็คือเพลงครับ​ เป็นหนังที่เลือกเพลงมาใช้ได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ​ ทุกเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงไทยหรือเพลงสากลก็ล้วนแล้วแต่เหมาะสมและเข้ากับสถานการณ์​ของเรื่องในตอนที่เพลงนั้นๆดังขึ้นมาทุกที​ น่าเสียดายที่เค้าไม่ใส่ซับไทยมาให้ในเวลาที่เพลงสากลมันขึ้นมา​ เพราะเนื้อร้องมันโดนใจและตรงกับสถานการณ์​นั้นๆเอามากๆ​ ใครฟังภาษาอังกฤษ​ออกคือได้กำไรไปเต็ม​ๆครับ
หนังอาจจะไม่ถูกใจตลาดสักเท่าไรนัก ถึงแม้จะติดยี่ห้อ GDH และเป็นงานของผู้กำกับ ฉลาดแกมโกง ที่ไปได้ดีทั้งในและต่างประเทศก็ตาม แต่ครั้งนี้ดูเหมือน บาส จะเป็นลูกรักคนใหม่ของบริษัท ที่ปล่อยให้ทำหนังตามใจและถูกใจตัวเองมากเกินไป จนหนังเกือบจะหลุดความเป็นหนังตลาดที่เส้นเรื่องมันเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และขายง่ายไปพอสมควร
หนังสักเรื่องหนึ่งมันก็เหมือนค็อกเทลสักแก้วหนึ่งที่มีการผสมโน่นนี่นั่นให้เข้ากัน รสชาติอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจคนชิม สุดท้ายแล้วคุณนั่นแหละที่เป็นคนฟันธงว่าค็อกเทลแก้วนั้นและหนังเรื่องนี้มันถูกใจคุณหรือไม่ อย่าลืมนะครับว่า หนังดีของเราไม่เท่ากัน ฉันเชื่ออย่างนี้เสมอมาและจะเชื่ออย่างนี้ตลอดไป
โฆษณา