12 ก.พ. 2022 เวลา 04:15 • ปรัชญา
ไขว่คว้า หาอะไร ในความว่าง
ฤาเคว้งคว้าง จึงไขว่คว้า มายึดมั่น
หลงชื่อเสียง อัตตา อวดเบ่งกัน
สุดท้าย เพียง'ธาตุขันธ์' คืนธุลี
ฉันเขียนกลอนบทนี้ หลังจากที่สึกจากบวชพระได้ไม่นาน
...ในช่วงนั้น ฉันมีความรู้สึกโลกภายนอกนี้ช่างวุ่นวายเหลือเกิน
แม้จะอยู่ในห้องแอร์ ก็กลับผ่าวร้อนกว่า'กุฏิ'เก่าๆในป่า
======
...ชีวิตในผ้าเหลือง แม้จะเป็นช่วงเวลาน้อยนิด หากเปรียบกับช่วงชีวิตทั้งหมดของฉัน
แต่มันกลับให้ฉันได้เข้าใจชีวิตที่ผ่านมา
...และที่จะมีต่อไป
ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ได้เห็นถึงโทษภัยในห้วงทะเลทุกข์(โอฆะ)
แห่งวัฏสงสารอันไม่สิ้นสุด
วันนี้....แม้ฉันยังคงดำดิ่งอยู่ในทะเลทุกข์
ไม่ต่างจากที่แล้วมา
ทว่าบางขณะ...
ที่ฉันรู้สึกตัว...รู้สึกใจ
ฉันก็พอสัมผัสกับกระแสความสงบบางอย่าง
ความรู้สึกที่เหมือนกับเดินเท้าเปล่าบนหาดทราย...
ช่วงพรมแดนระหว่าง...ทรายกับทะเล
...ที่ซึ่งน้ำทะเลไม่อาจท่วมถึง
ทว่าฝ่าเท้าของเราก็ยังสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ
ให้ได้ระลึกรู้ถึง'ความมีอยู่' ของทะเลอยู่ทุกขณะ
กระทั่งคลื่นโอฆะม้วนกลืนฉัน
....กลับเข้าไปจมดิ่งในท้องทะเลทุกข์ต่อไป
หากคราวนี้...ฉันกำลังแกว่งแขน ...กวาดขา
แหวกว่ายฝ่ามวลน้ำนับอนันต์
....
คำสอนพระอาจารย์
และท่านผู้ว่ายพ้นมหานทีมาก่อน
ยังคงดังก้องในห้วงสำนึก
ให้ฉันแหวกว่ายต่อไป
ระหว่างทาง...หากวาสนาต้องกัน
ก็จะกล่าวชวนเพื่อนร่วม"ดำผุดดำว่าย"
ให้เริ่มแหวกว่ายไปด้วยกัน
แม้จุดหมายจะไกลแสนไกลจนดูราวกับอนันต์
แม้บางครั้ง อาจว่ายหลงวนไปเวียนมา เหมือนไม่ไปไหน
แม้บางที คลื่นทุกข์ อาจถาโถมเข้าใส่
.....จนเหนื่อยล้าและกำลังจมดิ่ง ทิ้งร่างลงสู่ก้นทะเล
แต่ฉันจะยังคงแหวกว่ายต่อไป
หากต้องตายระหว่างทาง
และกลับมาเกิดเวียนวนในทะเลทุกข์อยู่เช่นนี้
.... ฉันก็จะยังคงแหวกว่ายต่อไป
โฆษณา