12 ก.พ. 2022 เวลา 07:10 • หนังสือ
5 ข้อ ฝึกทักษะแห่งอนาคต ‘Smart Thinking’
การคิดอย่างฉลาด หรือ Smart Thinking คือ ‘ทักษะ’ ไม่ใช่พรสววรค์ และเมื่อมันเป็นทักษะ ก็หมายความว่าใคร ๆ ก็สามารถฝึกฝนได้
คนที่มีทักษะการคิดอย่างฉลาดเค้ามีอะไรที่เหมือนกัน? ถ้าอยากฝึกฝนทักษะการคิดอย่างฉลาดบ้างควรทำอย่างไรดี?
ต่อไปนี้คือคำแนะนำ 5 ข้อ ที่ผมสรุปมาจากหนังสือ Smart Thinking ของ ดร. Art Markman ครับ
Smart Thinking วิธีคิดเหนือชั้นของคนธรรมดา โดย Art Markman
1. สภาพแวดล้อมมีผลต่อนิสัยของคุณมาก
ต่อให้คุณเป็นคนจิตใจแน่วแน่มากแค่ไหน คุณก็อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมอยู่ดี เช่น คุณมีแนวโน้มที่จะหยิบขนมกินมากกว่าเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานที่มีขนมวางอยู่เต็มไปหมดเทียบกับโต๊ะทำงานที่ไม่มีขนมวางอยู่เลย
อะไรก็ตามที่ทำได้ง่าย ๆ ทำบ่อย ๆ มันจะกลายเป็นนิสัย และเมื่อสิ่งใดกลายเป็นนิสัย คุณจะทำสิ่งนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ถ้าอยากมีนิสัยยังไง ก็แค่เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนิสัยนั้น ๆ
2. คุณไม่ใช่ยอดมนุษย์
ต่อให้คุณฝึกฝนตัวเองมากแค่ไหน คุณก็ยังเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งอยู่ดี
ทุกคนล้วนมีข้อจำกัด คุณไม่สามารถจดจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า คุณไม่สามารถทำหลาย ๆ สิ่งพร้อมกันได้ คุณไม่สามารถเก่งในทุก ๆ เรื่องพร้อมกันได้
ดูเหมือนว่าไม่มีทางใดเลยที่จะเอาชนะข้อจำกัดของตัวเองได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้คงเป็นการรู้เท่าทันตัวเอง และการศึกษาจิตวิทยา การอ่านหนังสือ ถือเป็นส่วนช่วยอย่างยิ่ง
3. ระวังหลุมพรางความรู้ของตัวเอง
3
มีการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่ามีความมั่นใจมากแค่ไหนก่อนที่จะเข้าห้องสอบ ผู้สำรวจพบว่านักศึกษากลุ่มที่อ่านหนังสือมามีความมั่นใจสูง ซึ่งก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร แต่ที่น่าสนใจคือนักศึกษาเหล่านั้นกลับทำคะแนนได้ไม่ค่อยดี
ในขณะเดียวกัน นักศึกษาอีกกลุ่มที่ไม่เพียงอ่านหนังสือมาอย่างเดียวแต่ได้ฝึกทำโจทย์ปัญหามาด้วย กลับบอกว่าไม่ค่อยมีความมั่นใจ แต่ก็ทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มแรกอย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลุมพรางทางความรู้ได้เป็นอย่างดี การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวทำให้เราเห็นแต่ภาพรวมโดยเผลอมองข้ามรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จำเป็นออกไป และสมองจะหลอกให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้ง่ายจัง ในขณะที่การทำโจทย์ปัญหาจะทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ ซึ่งก็มักจะเป็นรายละเอียดที่เผลอมองข้ามไปตอนแรกนั่นเอง
4. นอนหลับให้เพียงพอ
มีคนจำนวนมากตามหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บ้างก็ทำงานให้มากขึ้น บ้างก็พยายามเรียนรู้นอกเวลาให้มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่วิธีที่ง่ายที่สุดกลับถูกมองข้ามมากที่สุด วิธีที่ว่าก็คือการ ‘นอนหลับ’ นี่เอง
การนอนหลับคือการเพิ่มประสิทธิภาพในทุก ๆ ด้านของชีวิต แน่นอนรวมถึงเรื่องงานด้วย ถ้าคุณอยากทำงานให้ได้ผลลัพธ์ออกมามากกว่าเดิมและดีกว่าเดิม คุณจำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับมีทั้งหลับลึกและหลับตื้น หลับลึกยังสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 3 ระดับ และหลับตื้นก็ยังมีการหลับฝันอีกด้วย การหลับของแต่ละระยะจะมีส่วนช่วยสมองในแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น การหลับตื้นขะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การหลับลึกจะช่วยเรื่องความจำ
การนอนหลับคืนละ 8 ชั่วโมงทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้นอนหลับครบทุกระยะ และนั่นหมายถึงการเสริมสร้างสุขภาพสมองที่ดีในระยะยาว
5. ส่งต่อสิ่งที่คุณรู้
ถ้าคุณได้ฟัง คุณจะได้เรียนรู้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์จากสิ่งที่คุณได้ยิน
ถ้าคุณได้อ่าน คุณจะได้เรียนรู้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์จากสิ่งที่คุณเห็น
ถ้าคุณได้ลงมือทำ คุณจะได้เรียนรู้สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ แต่..
ถ้าคุณได้ ‘สอน’ ผู้อื่น คุณจะได้เรียนรู้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์
การที่คุณจะไปสอนใครสักคนได้ แสดงว่าคุณต้องมีความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างมากในระดับหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสอนถึงทำให้คุณได้เรียนรู้มากขนาดนั้น
คงเป็นเรื่องดีถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่มีทักษะการคิดอย่างฉลาดได้ แต่คงจะดียิ่งกว่า ถ้าคุณสามารถผลักดันคนรอบตัวให้มีทักษะการคิดอย่างฉลาดได้เช่นเดียวกับคุณ
โฆษณา