บ่มีวันจาก หนังจากลาวที่มีดีเกินความคาดหมาย
บ่มีวันจาก / The Long Walk เป็นหนังที่มาจากประเทศลาว เพื่อนบ้านของเรานี่เอง แต่ถ้าวิเคราะห์พันธุกรรมแล้วก็จะมีนักแสดงและผู้กำกับเท่านั้นที่เป็นคนลาว ส่วนคนเขียนบทตลอดจนทีมงานเบื้องหลังเป็นฝรั่งเกือบทั้งหมดเลยครับ
หนังเล่าเรื่องราวของลุงคนหนึ่งที่ไม่มีชื่อ แกมีอาชีพเก็บของเก่าไปขายประทังชีวิตไปวันๆ แต่ชาวบ้านก็รับรู้กันโดยทั่วไปว่าแกมีความสามารถพิเศษในการติดต่อกับวิญญาณได้ แต่อีกหนึ่งความสามารถที่ไม่มีใครรู้ก็คือลุงสามารถเดินทางย้อนเวลาไปในอดีตได้ด้วย อยู่มาวันหนึ่งก็ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นใกล้บ้านแก และมีผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต จากนั้นวิญญาณของเธอก็เร่ร่อนและวนเวียนอยู่ใกล้ตัวลุงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
*** บทความนี้เปิดเผยแง่มุมบางส่วนของภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราว แต่ไม่ได้เปิดเผยเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ ***
หนังมีความเป็น Horror ผสม Sci-Fi ที่มีรสชาติออกมาได้แปลกและกลมกล่อมเป็นที่สุด แต่ความเป็น Horror ก็ไม่ได้มาแนวสยองขวัญตุ้งแช่หลอกให้คนสะดุ้งคาเก้าอี้นะครับ แต่มาอย่างเนียนๆแบบค่อยๆปูพื้นฐาน สร้างความเข้าใจ เร้าอารมณ์คนดูไปอย่างช้าๆจนได้เวลาปล่อยของ แล้วขนก็ลุกตั้งแต่หัวจรดตีน
ส่วนความเป็น Sci-Fi นั้น ก็มาในรูปแบบของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่ขัดแย้งกับสภาพความเป็นชนบทของโลเคชั่นและวิถีชีวิตของตัวละครทั้งหมดอย่างรุนแรง นึกสภาพคนในชนบทที่เวลาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันแล้วจ่ายเงินผ่านชิปที่ฝังอยู่ในท่อนแขนสิครับ แล้วนึกภาพบ้านเรือนแบบชนบทที่มองเห็นฉากหลังเป็นเมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าอยู่ไกลๆละกัน คือแบบ surreal สุดๆไปเลย
หนังดูยากหน่อยนะครับเพราะว่าเค้าเล่าเรื่องด้วยวิธีการตัดสลับเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันแบบที่ถ้าช่วงแรกไม่สังเกตนี้รับรองว่างงแน่นอน แต่พอเริ่มจับได้ว่าหนังใช้ตัวละครและเสียงเป็นสัญญาณในการบอกเมื่อสลับช่วงเวลาก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ
ตัวละครหลักระหว่าง 2 ช่วงเวลาก็มีอยู่ไม่มาก ใช้เวลาทำความรู้จักไม่นานก็จับประเด็นได้ครับ แล้วตัวละครบางตัวนี่แหละที่เป็นตัวบอกให้รู้ว่านี่คือช่วงเวลาไหน
ถึงจะเป็น Horror ผสม Sci-Fi ที่เล่าเรื่องราวผ่าน 2 ช่วงเวลา แต่การเดินทางย้อนเวลาของลุงนั้นมันแฝงเนื้อแท้ไปที่ความเชื่อแบบพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของกฎแห่งกรรมและวัฏสงสาร
เราทุกคนต้องเคยรู้สึกเหมือนกันเมื่อมีอะไรสักอย่างที่ผิดพลาดหรือไม่ได้ดั่งใจ แล้วทำให้อยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งนั้น คำถามที่หนังเรื่องนี้โยนใส่เราก็คือ “เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งนั้นได้จริง butterfly effects อื่นๆ มันจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังทุกสิ่งอย่างหรือไม่?” “จริงอยู่ว่าเราอาจจะแก้สิ่งที่เราไม่ชอบใจได้สำเร็จ แต่มันคุ้มกันไหมถ้าทุกอย่างที่เราเคยรับรู้และเป็นมามันกลับตาลปัตรไปหมดล่ะ?”
ถ้ามองในแง่พุทธศาสนาซึ่งเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ว่าด้วยกรรมดีและกรรมชั่วเป็นตัวกำหนดอนาคต ถ้ามนุษย์เราสามารถย้อนเวลาได้จริงก็เท่ากับว่ากรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีต แล้วมันก็จะส่งผลต่อไปยังอนาคตให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ถูกยกเลิกไปในอดีต ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะกลายเป็นว่ามนุษย์อยู่เหนือกฏแห่งกรรมและอยู่เหนือกาลเวลาไปด้วย พุทธศาสนาก็คงต้องถึงคราวล่มสลายกันพอดี
ช่วงค่อนไปทางท้ายเรื่องอาจจะมีความเหวอเล็กน้อยนะครับ เพราะตัวละครและเรื่องราวที่เรารับรู้มามันกลับทิศกลับทางและผิดที่ผิดทางไปหมด นี่ล่ะครับ ผลของการเปลี่ยนแปลงอดีต ทำให้เกิด butterfly effects ที่ตัวลุงไม่อาจควบคุมได้ จากเจตนาดีที่ต้องการแก้ไขบางอย่างในอดีต มันกลับทำให้ปัจจุบันและอนาคตพังพินาศย่อยยับกันเลยทีเดียว
นอกจากช่วงเวลาที่สลับกันแล้วมันยังมีเรื่องของการทับซ้อนกันของตัวตนของลุงด้วย เมื่ออดีตถูกแก้ไขโดยตัวลุงเอง ลุงก็ต้องรับผลของการกระทำนั้นไปด้วย เพราะตัวตนของลุงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเพราะการแก้ไขอดีต ลุงในปัจจุบันอาจจะไม่ได้รับรู้ในทุกๆการกระทำของลุงในอดีตที่ได้รับการแก้ไข แต่ลุงในปัจจุบันก็ต้องรับผิดชอบต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นไปด้วย ก็บอกแล้วว่าดูยากจริงๆ
กลับมาที่เรื่องของการปะทะกันของความเจริญทางเทคโนโลยีที่ขัดกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสักหน่อยนะครับ หนังให้ภาพชุมชนที่ลุงอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านในชนบทที่แทบจะไร้ความเจริญโดยสิ้นเชิง เช่น บ้านเป็นฝาขัดแตะ ยกใต้ถุนสูง ไฟฟ้ายังต้องใช้ solar cell ถนนยังเป็นดินลูกรัง แต่ในขณะเดียวกันจากชุมชนนี้ก็มองเห็นตึกระฟ้าโดดเด่นอยู่ในฉากหลัง สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของเมืองและชนบทอย่างชัดเจน
อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเชื่อของผู้คนที่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลและโลกจะพัฒนาทางด้านวัตถุไปแค่ไหน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีกลุ่มคนที่มีความเชื่อในเรื่องผีสางนางไม้ บูชาเทวดาฟ้าดินอยู่ดี
นี่คือการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศลาวและอาจจะรวมไปถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดที่จริงๆแล้วก็มีสภาพที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะเมืองเจริญกว่าชนบท ความเจริญตามภูมิภาคก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ของแต่ละภาค ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของคนชนบทเข้ามาหางานทำในเมือง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ สะท้อนให้เห็นว่าการมุ่งเน้นพัฒนาประเทศในบางครั้งคนชนบทก็ถูกลืมและถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
เราเห็นตัวละครในหนังที่เป็นคนชนบทซื้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วยวิธีการสแกนเงินดิจิตอลบนชิปที่ฝังอยู่ในท่อนแขน เราเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวแบบบ้านๆที่บรรจุก๋วยเตี๋ยวสำเร็จมาในซอง พอจะกินก็เทออกจากซองแล้วใส่น้ำร้อนก็เป็นอันเสร็จพิธี เราเห็น เครื่องบินเจ็ตบินผ่านหัวชาวบ้านด้วยเสียงอันดังสนั่นแต่ก็ไม่ได้มีใครให้ความสนใจเพราะเป็นของธรรมดาสามัญ สิ่งเหล่านี้แหละครับคือการวิพากษ์ความเจริญทางเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลเกินกว่าความเจริญทางสาธารณูปโภคและคุณภาพชีวิตของประชาชนจะไล่ตามทัน
ถ้าจะเอาความน่ากลัวสยองขวัญเป็นที่ตั้ง ถ้าคาดหวังว่าจะต้องสะดุ้งกับความตุ้งแช่ บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณไม่ได้ทั้งสองอย่าง แต่หนังเลือกที่จะเดินเรื่องแบบดูยากที่ต้องค่อยๆเก็บข้อมูลและรายละเอียด เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวและทำความเข้าใจมันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดไคลแมกซ์ที่บอกเลยว่าถ้าคุณตามทุกอย่างทัน ขนหัวกับขนแขนคุณจะลุกซู่ และสันหลังคุณจะเย็นวาบไปอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อหนังเรื่องนี้จบลงอย่างแน่นอนครับ
โฆษณา