27 ก.พ. 2022 เวลา 12:18 • ธุรกิจ
LVD 153: 6 วิธีง่ายๆที่ทำให้คนชื่นชอบคุณ
สวัสดีครับทุกท่าน ท่านคิดว่าความสามารถอะไรที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ยังสำคัญ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หนึ่งในสกิลที่มีคุณสมบัติแบบนั้น คือ การโน้มน้าวชักจูงจิตใจผู้อื่น มนุษยชาติใช้เวลาอย่างยาวนานในการครุ่นคิดค้นหาวิธีการโน้มน้าวผู้คนรอบตัว และวันนี้ผมอยากจะชวนทุกท่านมาคุยถึงศาสตร์ขั้นต้นของการโน้มน้าวจิตใจผู้คนของคุณ Dale Carnegie บทเรียนที่เหนือกาลเวลาของเขาจะเป็นยังไง มาเรียนรู้ไปพร้อมกันครับ
คือมันอย่างนี้ครับ…
ทุกท่านน่าจะรู้จัก Dale Carnegie มาบ้าง หรือถ้าไม่รู้จักก็คงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม คุณ Dale Carnegie คือ นักเขียนและอาจารย์ชาวอเมริกัน ผู้พัฒนาหลักสูตรการพัฒนาตนเอง ทักษะการขาย การพูดในที่สาธารณะ เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน ตอนเด็กคาร์เนกีทำงานรับจ้างตัดหญ้าด้วยค่าแรงเพียงชั่วโมงละ 5 เซนต์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการแสวงหาความรู้ เขาได้พัฒนาตัวเองมาเป็นนักพูด นักจูงใจและเป็นเจ้าของหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดกาล
หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อให้ Dale Carnegie คือ How to Win Friend and Influence People ที่ถูกตีพิมพ์มาแล้วมากกว่า 20ล้านเล่ม ตั้งแต่ปี 1936 หรือเมื่อ 80 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในหนังสือคลาสสิคตลอดกาลที่มีเนื้อหาข้ามกาลเวลา ด้วยความชื่นชอบผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบไป 3 รอบแล้ว หลักการของคาร์เนกีนั้นเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยจิตวิทยาความเข้าใจธรรมชาติมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอายุมาเกือบๆศตวรรษแล้ว แต่ก็พิสูจน์ด้วยเนื้อหาของมันว่าธรรมชาติของมนุษย์ก็ยังไม่เปลี่ยนไป
หลักการแรกที่ผมนึกถึงจาก How to Win Friends and Influence People คือ “วิธีปฎิบัติหกประการเพื่อทำให้ผู้อื่นชื่นชอบท่าน” ซึ่งผมคิดว่าเป็นหลักรวบยอดในการครองใจผู้คน ก่อนที่ท่านจะโน้มน้าวใจคนได้ ท่านอาจจะต้องเริ่มจากทำให้คนคนนั้นชื่นชอบท่านก่อน ลองมาเรียนรู้วิธีเหล่านั้นไปพร้อมๆกันครับ
วิธีปฎิบัติหกประการเพื่อทำให้ผู้อื่นชื่นชอบท่าน
ทำไมเราถึงต้องอยากหรือทำให้คนอื่นชื่นชอบเราด้วย เราได้ตอบคำถามนี้แล้วว่าการจะโน้มน้าวใจใคร เราอาจจะต้องเริ่มที่ความรู้สึกดีก่อน คำถามที่อยู่ในใจข้อต่อมาอาจจะเป็นว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังพยายามจะหลอกคนอื่นหรือป่าว ผมตอบได้ชัดเจนเลยว่าไม่ใช่ วิธีการเหล่านี้มันช่วยปรับ Mindset ของเราและคู่สนทนาของเราให้เข้าหากันหรือจูนกันติดง่ายขึ้นต่างหาก เราๆท่านๆก็ต่างไม่รู้จักกัน ถ้าเราสามารถรู้จักกันไวขึ้น หรือไปถึงชื่นชอบกันไวขึ้น การพูดคุยเรื่องอะไรก็ราบรื่นขึ้น ยิ่งกว่านั้น ความ “ไม่จริงใจ” นั้น ยิ่งขัดกับหลักการของคาร์เนกีอย่างสิ้นเชิงเลยละครับ เอาละ มาว่ากันทีละข้อเลยนะครับ
ข้อหนึ่ง จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อผู้อื่น
การเอาใจใส่ในรายละเอียดของผู้อื่น เป็นคุณสมบัติข้อแรกของการทำให้ผู้อื่นรู้จัก จำ และชื่นชอบตัวเราได้อย่างรวดเร็ว เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะลองถามคำถามตัวเองดูก็ได้นะครับว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ผู้อื่นจะเอาใจใส่ต่อคุณในเมื่อคุณไม่ได้แสดงอาการเอาใจใส่ต่อเขา ดังนั้น ถ้าคุณอยากให้ผู้อื่นสนใจและชื่นชอบ คุณจึงควรเอาใจใส่ผู้อื่นก่อน
ซึ่งมันก็อาจจะขัดต่อธรรมชาติของเราเอง ที่เราท่านต่างก็ชื่นชอบที่จะเอาใจใส่ตัวเองก่อน แต่ก็ไอ้เจ้าธรรมชาติของเรานี่แหละที่เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า เราควรเอาใจใส่ผู้อื่นเพื่อให้เขาชื่นชอบจริงไหมครับ เราไม่สามารถหาเพื่อนที่จริงใจได้จากการที่เราพยายามทำตัวเด่นและน่าทึ่งตลอดเวลา การเอาใจใส่นั้นก็แปลกครับ ยิ่งคุณเอาใจใส่เรื่องเล็กน้อยเท่าไร พลังของการเอาใจใส่ก็ยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ชอบ สีโปรด รูปถ่ายบนโต๊ะทำงาน ล้วนเป็นข้อมูลชั้นดีครับ
ข้อสอง ยิ้ม
สำหรับข้อปฎิบัติที่สองนี่น่าจะเรียกว่าทำง่ายที่สุดแล้วละครับ คุณแค่ “ยิ้ม” ผู้คนก็จะชื่นชอบคุณมากขึ้นแล้วครับ มีคนว่ากันว่าการกระทำมีความหมายมากยิ่งกว่าคำพูด และรอยยิ้มก็เป็นสิ่งมีค่าที่เราสามารถกระทำให้คนอื่นได้ง่ายและฟรี รอยยิ้มช่วยให้เราสามารถเปิดประตูความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการยิ้ม คือ คุณต้องยิ้มจากใจ การยิ้มแหยๆด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่สามารถตบตาใครได้ คุณเองก็คงไม่ชอบรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ คุณเองก็ดูออกว่ารอยยิ้มไหนที่จริงหรือไม่จริงใช่ไหมครับ คนอื่นก็เช่นกันเขาดูออกและก็ไม่ชอบเช่นกันครับ ข้อสองบอกเราว่า เราแค่ “ยิ้มอย่างจริงใจ” ก็พอครับ
ข้อสาม จงจำไว้ว่าชื่อของบุคคลใดก็ตามสำหรับบุคคลนั้นเป็นสำเนียงหวานที่สุดและสำคัญที่สุดในภาษามนุษย์
ข้อนี้เป็นข้อที่ผมทำได้ไม่ดีเลย แต่ก็ยอมรับว่ามันสำคัญมากๆครับ การจำชื่อคนอื่นให้ได้ และทักทายคนอื่นด้วยชื่อของเขา ด้วยความมั่นใจชัดถ้อยชัดคำ เรารู้ได้อย่างไรว่าการจำชื่อได้สำคัญยังไง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ ทั่วโลกของเรามีชื่อถนน สถานที่ วัด สวน อนุสาวรีย์ มูลนิธิที่เป็นชื่อผู้คนอยู่จำนวนมาก นั่นเป็นเพราะเราท่านพอใจที่จะให้ชื่อสกุลของเราดำรงอยู่ชั่วกาลนาน ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าการทักทายผู้คนด้วยชื่อของเขา เป็นการให้ความสำคัญต่อคนคนนั้นในฐานะปัจเจกบุคคล และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คนคนนั้นจะไม่สนใจคุณ การจำชื่ออาจจะทำให้คุณเสียเวลาบ้างแต่ก็เป็นการเสียสละที่น่าจะคุ้มค่าครับ
ข้อสี่ จงเป็นนักฟังที่ดี จงสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยถึงเรื่องของเขา
หนทางง่ายๆที่จะเป็นนักสนทนาที่ดี คือ เป็นนักฟังที่ดี อาจจะฟังดูย้อนแย้งแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง การที่คุณเป็นผู้ฟัง มันก็คือการสนับสนุนให้อีกฝ่ายพูดเรื่องเขา และเรื่องที่คู่สนทนาของเราชอบที่สุดคือเรื่องของเขาเอง การฟังเยอะๆและปล่อยให้เขาพูดเรื่องของเขาเองมากๆ จะทำให้คู่สนทนาของคุณรู้สึกเป็นคนสำคัญ ทุกคนย่อมอยากเป็นคนสำคัญ อยากถูกเอาใจใส่
แม้แต่คนที่กำลังโต้เถียงกันอย่างเกรี้ยวกราด ก็มักจะสงบลงเมื่อมีผู้ฟังที่อดทนและเห็นอกเห็นใจ การโต้เถียงผ่านมุมมองของแต่ละคน ไม่สามารถพาบทสนทนาไปสู่ความสมานฉันท์ได้แน่นอนครับ โปรดจำไว้ว่า ไม่ว่าคุณกำลังจะคุยกับใคร คนคนนั้นเป็นผู้ที่สนใจในตัวของเขาเอง สนใจในความต้องการและปัญหาของเขาเอง เขาคนนั้นมักจะสนใจฟันที่ปวดของเขา ยิ่งกว่าสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์อีกซีกโลกหนึ่ง ดังนั้น ถ้าอยากจะให้เขาสนใจคุณ ชื่นชอบคุณ จงฟังเขา
ข้อห้า สนทนาเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจ
ถ้าจะหาเรื่องที่สามารถดึงความสนใจของอีกฝ่ายได้ ย่อมต้องเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังให้ความสนใจอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าคุณจะคุยกับเด็กน้อย คุณก็ยังต้องคิดว่าเจ้าหนูน้อยกำลังสนใจการ์ตูนเรื่องอะไรเป็นพิเศษ สิ่งนี้ไม่ต่างกับการสนทนาทางธุรกิจเลย ทำการบ้านซักหน่อยว่าคู่สนทนาของคุณชอบอะไรเป็นพิเศษ แล้วหยิบมาเป็นประเด็นในการสนทนา ก็จะช่วยให้การสนทนาราบรื่นขึ้นแน่ๆครับ
ข้อหก จงทำให้ผู้อื่นรู้สึกสำคัญ และจงทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
เวลาคุณมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม คุณก็ต้องการความเลื่อมใสจากคนนั้น ต้องการให้เขาเห็นคุณค่าที่แท้จริงของคุณ และเช่นเดียวกันกับคนที่คุณกำลังคุยด้วยทุกคน เขาก็ต้องการเป็นคนสำคัญ คุณเองก็หิวกระหายต่อคำยกย่องสรรเสริญต่อคุณค่าที่แท้จริงของคุณ คนที่คุณคุยอยู่ด้วยก็เช่นกัน คุณรังเกียจคำสรรเสริญแบบประจบสอพลอไร้ราคา เพื่อนคุณก็เช่นกัน ดังนั้น กล่าวโดยสรุป คุณสามารถทำให้ผู้อื่นเป็นคนสำคัญได้ด้วยการเอ่ยปากชม แต่ต้องชมอย่างจริงใจนะครับ คิดเสมอว่าคนทุกคนไม่ว่าใครก็ตามอย่างน้อยก็ต้องมีจุดแข็งหรือข้อดีซักอย่างสองอย่าง เรื่องที่คุณเองก็ไม่มีทางเทียบได้ ถ้าคุณคิดแบบนี้เสมอ คุณจะหาเรื่องชมผู้คนได้เสมอแน่ๆครับ และเขาจะฟังและชอบคุณ ถ้าคุณพูดอย่างจริงใจ
วิธีปฎิบัติหกประการนี้เป็นพื้นฐาจสำคัญที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้จริงๆไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม ผมเองคิดว่าความสามารถแบบนี้กลับทวีความสำคัญในยุคนี้ วิธีการเหล่านี้พูดง่ายแต่ไม่สามารถทำได้จริงจากการท่องจำ การจะฝึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควรจะเริ่มจากความเชื่อส่วนตัวก่อน และก็ฝึกฝนอย่างเป็นประจำจนเป็นนิสัยครับ หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ
Happy Learning
ขอบคุณครับ
ชัชฤทธิ์
โฆษณา