29 มี.ค. 2022 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
จารึกวัดทองทั่ว-วัดไชยชุมพลหรือจารึกจันทบูร
จารึกหลักสำคัญแสดงถึงเมืองเพนียดเก่าที่จันทบูรคือท่าเรือสำคัญในสมัยเจนละ
วัดสมภาร (ร้าง) เป็นเนินดินสูงประมาณ ๒ เมตรที่ถูกไถทิ้งไปแล้วและกลายมาเป็นบึงน้ำ ตั้งอยู่ใกล้กับริมคลองสระบาปที่ไหลขนานกับแนวคลองนารายณ์และห่างจากวัดเพนียด (ร้าง) ทางตะวันออกเฉียงใต้ราว ๖๐๐ เมตร และห่างจากตัวบารายเพนียดราว ๑ กิโลเมตร กล่าวว่าหลักฐานทางโบราณคดีส่วนหนึ่งนำไปเก็บไว้ที่วัดสระบาป ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นจำพวกแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ บ้างชิ้นน่าจะเป็นชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมและจารึกชิ้นที่เป็นรูปเหลี่ยมมีช่องด้านในคล้ายฐานรองเทวรูป แต่นำมาใช้จารึก เรียกว่าจารึกวัดไชยชุมพลหรือวัดสระบาป
อีกชิ้นหนึ่งพบที่วัดทองทั่ว เป็นชิ้นเล็กกว่า แต่การวิเคราะห์เนื้อหา ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งขณะนั้นรับราชการในตำแหน่งบรรณารักษ์ใหญ่ประจำหอสมุดวชิรญาณระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๗๒ เสนอบทความ ‘การขยายตัวของกัมพูชาไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ในคริสต์ศตวรรษที่ ๗ จากจารึกที่พบใหม่ที่จันทบูร’ ในวารสาร Bulletin de l'Ecole française d’Extrême-Orient. พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยจารึกสำคัญพบโดย le Frère Hilaire บาทหลวงผู้เป็นอาจารย์จากวิทยาลัยอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ พบชิ้นเล็กที่วัดทองทั่ว เมื่อราวเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ และ ‘พระวิภาชวิทยาสิทธิ’ พบจารึกชิ้นใหญ่ที่พบที่วัดสระบาปหรือในชื่อเดิมคือวัดไชยชุมพล เมื่อ ยอร์ช เซเดส์ อ่านจึงสรุปว่า
ชิ้นส่วนจารึกวัดทองทั่วและจารึกจากวัดสระบาปหรือวัดไชยชุมพลเป็นจารึกหลักเดียวกัน จึงเรียกว่า ‘จารึกจันทบุรี’ หรือ ‘จารึกวัดทองทั่ว-วัดไชยชุมพล’ ชิ้นเล็กพบที่วัดทองทั่วมี ๘ บรรทัด และชิ้นใหญ่พบที่วัดสระบาปหรือวัดไชยชุมพบที่สันนิษฐานอีกว่าอาจจะนำมาจากวัดสมภาร (ร้าง) ที่อยู่ใกล้เคียง แท่นหินนั้นรูปร่างน่าจะเคยเป็นฐานเทวรูปมาก่อน
อักษรมีอยู่ ๑๖ บรรทัด เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร ประมาณอายุแล้วอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ น่าจะสั่งให้ทำโดย ‘พระเจ้าศรีอีศานวรมันที่ ๑’ (พ.ศ. ๑๑๕๘-๑๑๗๘) เนื้อความโดยส่วนใหญ่เป็นรายชื่อของทาสจำนวนมากและโค-กระบือที่ทรงอุทิศถวายไว้ให้แก่เทวสถานนั้น โดยตอนท้ายในบทความของเซเดส์ได้ตั้งประเด็นเรื่องชื่อของทาสเหล่านั้นหลายชื่อเป็นชื่อในภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาเขมร
การวิเคราะห์จารึกนี้แสดงออกถึงแนวคิดแบบอาณานิคมของเซเดส์และนักวิชาการทั้งชาวฝรั่งเศสและอินเดียอย่าง มาจุมดาร์ ที่เสนอมั่นใจว่าเป็นการยึดครองดินแดนนี้ (จันทบุรี) โดยกษัตริย์กัมพูชาตั้งแต่เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ แล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็ยังยอมรับว่าประชากรพื้นฐานในระดับล่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ดังปรากฏรายชื่อของผู้รับใช้ที่วิหารไม่ใช่ชื่อชาวเขมรอย่างแน่นอน
พระเจ้าอีศานวรมัน' ครองราชย์ในช่วง พ.ศ. ๑๑๕๘-๑๑๗๘ ทรงเป็นโอรสของ ‘มเหนทรวรมัน’ หรือ ‘จิตรเสน’ ทั้งสองพระองค์เป็นกษัตริย์แห่ง ‘เจนละ’ โดยมีร่องรอยของจารึก ‘จิตรเสน’ ในแถบปากน้ำมูล โขงเจียม ร้อยเอ็ดในกลุ่มนครจำปาศรี และแถบเทือกเขาพนมดงเร็ก มาจนถึงกลุ่มปราสาทเขาน้อยที่สระแก้วและวัฒนานครกว่า ๑๕ หลัก จนถึงเพนียดที่จันทบุรี พระเจ้าอีสานวรมันครองราชย์ที่ ‘อีสานปุระ’ ซึ่งอยู่บริเวณที่มี ‘ปราสาทสมโบร์ไพรกุก’ ในจังหวัดกำปงธมของกัมพูชาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีกลุ่มปราสาทอยู่ ๓ กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๒,๕๐๐ ไร่ หรือราว ๔ ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นเมืองใหญ่โตแห่งหนึ่งในยุคแรกเริ่มนครรัฐในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กษัตริย์อีสานวรมันจากสมโบร์ไพรกุกที่เป็นเมืองร่วมสมัยต่อเนื่องกับรูปแบบศิลปะแบบไพรเกมงในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ถือว่าเมืองท่าที่จันทบูรเก่าเชิงเขาสระบาป เป็นแหล่งที่พบโบราณสถานและร่องรอยที่เกี่ยวของรัฐโบราณที่เรียกว่า ‘เจนละ’ ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำโขง ถือว่าเห็นร่องรอยความสัมพันธ์กับชุมชนที่อยู่ในเส้นทางการค้าติดต่อระหว่างชายฝั่งทะเลและเส้นทางน้ำสายใหญ่ในลุ่มแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาซึ่งสามารถเดินทางเข้าสู่บ้านเมืองภายในตั้งแต่แคว้นศรีโคตรบูร ชุมชนในลุ่มน้ำมูล จำปาสักและวัดพูที่ภูเก้า เขตชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ ไปจนถึงแนวเชิงเขาพนมดงเร็ก ถาลาบริวัตที่สตึงเตรง
ซึ่งทั้งสองแห่งที่กล่าวถึงสามารถเดินทางในแนวตะวันออก-ตะวันตกไปยังบ้านเมืองของสหพันธรัฐจามปาชายฝั่งทางเวียดนามตอนกลางได้สะดวก ไล่ลงมาจนถึงสมโบร์ไพรกุกที่ตั้งของรัฐขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องจากยุคนี้ที่เรียกว่า ‘อีสานปุระ’ สู่อังกอร์เบอเรยและพนมดาดินแดนในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงยุคแรกรับวัฒนธรรมแบบอินเดีย ซึ่งที่เพนียดนั้นก็พบเศียรพระหริหระแบบพนมดาเช่นเดียวกัน
ตัดตอนมาจากหนังสือ ‘บ้านเมืองเบื้องบูรพา ภูมิวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์สังคมบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ’ กำลังจัดพิมพ์ในปี ๒๕๖๕ โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
โฆษณา