3 มี.ค. 2022 เวลา 01:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 03.03.2022
🇺🇸🇪🇺ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดี โดยเป็นการฟื้นตัวตั้งแต่เปิดตลาด ทั้ง 3 ดัชนีหลัก ปิดบวกคืนมาจากการร่วงลงของราคาในวันก่อนหน้า รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปที่พลิกฟื้นปิดบวกช่วงท้ายตลาดเกือบ 1%
- เงินเฟ้อในยุโรปยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง ตัวเลข CPI ล่าสุดสูงถึง 5.8%
- Fed มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในรอบเดือนมีนาคมนี้
- Bond Yield ระยะสั้นสหรัฐฯ (2 ปี) พุ่งกว่า 16%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันพุธที่ 02.03.2022 ดัชนี Dow Jones +596.40 จุด +1.79% S&P 500 +80.28 จุด +1.86% และ Nasdaq 100 +237.71 จุด +1.70% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. ประเทศเยอรมนีมีประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานประจำเดือนกุมภาพันธ์ที่สำรวจโดย Destatis หดตัวลดลง 33,000 ราย ดีกว่าคาดที่ลดลงเพียง 23,000 ราย แต่ยังลดลงน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่หดตัว 48,000 ราย
ตัวเลขจำนวนอัตราการว่างงานที่ลดลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวในภาคการจ้างงานเริ่มกลับมาดีกว่าที่คาด โดยภาพรวมแล้วการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว +1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
2. ฝั่งสหภาพยุโรปมีการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของกลุ่มยูโรโซนหรือ Eurozone CPI ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ครั้งที่ 1 ขยายตัวสูงถึง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สูงกว่าที่คาดไว้พอสมควรที่ 5.3% และยังเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดใหม่ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ 5.1%
ตัวเลข CPI ที่สูงขึ้นของเดือนกุมภาพันธ์ครั้งที่ 1 นี้ยังไม่ได้รวมการปรับปรุงตัวเลขของสภาวะความตึงเครียดในสภาวะยูเครน-รัสเซียในช่วงที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน ส่งผลให้ ECB (European Central Bank) หรือธนาคารกลางยุโรปตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเนื่องจากมีแนวโน้มที่ตัวเลขฉบับปรับปรุงในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้าอาจออกมาสูงกว่านี้
ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปผันผวนระหว่างวันก่อนฟื้นตัวช่วงท้ายตลาดปิดบวก โดย Stoxx 600 ปิด +0.90%
3. คืนที่ผ่านมาทางสหรัฐฯ มีการประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่สำรวจโดย ADP Nonfarm Employment Change ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ขยายตัวแข็งแกร่ง +475,000 ตำแหน่ง จากที่คาดว่าจะขยายตัวที่ +378,000 ตำแหน่ง
โดยช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นขยายตัวต่อเนื่องรุนแรงจากรายงานฉบับเดือนมกราคมที่หดตัว -301,000 ตำแหน่ง และฉบับปรับปรุงเดือนมกราคมที่พุ่งขึ้นมาเป็นขยายตัวถึง 509,000 ตำแหน่ง
ทว่าการจ้างงานจากบริษัทขนาดเล็กยังคงมีแนวโน้มเลิกจ้าง -96,000 ตำแหน่ง ขณะที่บริษัทขนาดกลางขยายการจ้างงานเพิ่มขึ้นที่ +18,000 ตำแหน่ง และขนาดใหญ่ขยายการจ้างงานสูงที่ +552,000 ตำแหน่ง
แบ่งเป็นประมาณการจ้างงานในภาคการผลิตที่ขยายตัว +57,000 ตำแหน่ง และภาคบริการขยายตัว +417,000 ตำแหน่ง
ภาคการผลิต:
- อุตสาหกรรมโรงงาน +30,000 อัตรา
- งานก่อสร้าง +26,000 อัตรา
- งานขุดเจาะและสำรวจทรัพยากร +2,000 อัตรา
ภาคบริการ (4 อันดับอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญสูงสุด):
- งานบริการ/ท่องเที่ยว +170,000 อัตรา
- การขนส่งและโลจิสติกส์ +98,000 อัตรา
- ผู้เชี่ยวชาญ / วิชาชีพ และธุรกิจ +72,000 อัตรา
- การศึกษา/สาธารณสุข +40,000 อัตรา
4. คืนที่ผ่านมา ประธาน Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางการให้ความเห็นเรื่องนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ ต่อคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและการปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาในวิกฤตโคโรนาไวรัส (U.S. House Oversight and Reform Select Subcommittee) ส่งผลให้หุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นมาเกือบ 2%
นายเจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่าสำหรับการประชุมการขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 15-16 มีนาคมที่จะถึงนี้ Fed มีทิศทางความเห็นที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนไปในระดับ 0.25% เนื่องจากเป็นจุดเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นรุนแรงและมีสถานการณ์สุ่มเสี่ยงด้านความตึงเครียดของโลกเช่นรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงนโยบายการคว่ำบาตรที่เป็นปัจจัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 2 ปี พุ่ง +16.16% กลับไปแตะระดับ 1.52% ซึ่งเป็นระดับในช่วง 1 เดือนก่อนการเปิดสงครามระหว่างรัสเซียต่อยูเครน
ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเช่นเดี่ยวกัน +9.78% กลับไปอยู่ระดับ 1.88% ซึ่งนับว่าในช่วง 1-2 วันนี้ Bond Yield มีความผันผวนสูงสุดในรอบเดือน
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์โลกดีขึ้นแต่อัตราเงินเฟ้อยังคงร้อนแรง ก็อาจจะได้เห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบ 0.50% ในการประชุมครั้งต่อไป เพราะเป้าหลักของ Fed คือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ระดับมาตรฐาน (ประมาณ 2% ต่อปี) โดยคำแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ ในช่วง 1-2 ปีนี้
5. หุ้นกลุ่ม Outperform ตลาดสหรัฐฯ สูงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน +2.55% หุ้นกลุ่มวัสดุอุตสาหกรรม +2.24% และหุ้นกลุ่มพลังงาน +2.22%
หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินเด้งหลังจากปรับตัวลดลงรุนแรงในวันก่อนหน้า เนื่องจาก Bond Yield ที่เพิ่มขึ้น ด้านธนาคารท้องถิ่นระดับภูมิภาคฟื้นตัวได้ดีกว่า 6% เช่น
Signature Bank +6.45% Comerica +6.94% SVB Financial +6.57%
หุ้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นได้ดีเช่นกัน
Bank of America +1.62% Well Fargo +3.84% Citi Group +1.66%
Berkshire Hathaway +2.15% JP Morgan +2.07% Morgan Stanley +0.86% Goldman Sachs +2.49% Black Rock +3.25% Charles Schwab +5.07%
ด้านหุ้นกลุ่มพลังงานยังคงปรับตัวขึ้นร้อนแรงต่อเนื้องจากวันก่อนหน้า โดยปัจจัยหนุนมาจาก ปัญหาการขนส่งน้ำมันของรัสเซียหยุดชะงัก รวมถึงบริษัทน้ำมันของชาติตะวันตกหลายแห่งประกาศถอนตัวออกจากการทำธุรกิจในรัสเซียมากขึ้นต่อเนื่อง
Exon +1.72% Chevron +2.95% ConocoPhillips +1.11% APA +1.56% Occidental Petroleum +3.38%
6. หุ้นที่ Underperform ตลาดสุงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มบริการสื่อสาร +0.71% กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค +1.00% และกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณะ +1.21%
Charter Communications -3.99% Comcast -0.02% Walt Disney +1.13%
Walmart +0.12% Costco +0.97% Coca-Cola +0.74% PepsiCo +1.39
Procter & Gamble +0.31% % Mondelez +0.56% Philip Morris +1.08% Colgate +0.87% Este Lauder +2.16%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ใน Top 5 ฟื้นตัวได้ดี ส่วนด้าน Salesforce รายงานผลประกอบการรายไตรมาสสูงกว่าคาด พร้อมทั้งนักวิเคราะห์มีการปรับคำแนะนำเป็นบวกส่งผลต่อราคาหุ้น
Apple +2.06% Microsoft +1.78% Alphabet +0.38% Amazon +0.60% Meta +2.27% Netflix -1.61% Salesforce +0.72% Visa -0.23% Mastercard -0.11%
หุ้น Innovation ยังคงปรับตัวลดลง และมีประเด็นที่ Ford Motor จะขยายภาคการผลิตเข้าสู่ตลาด EV (Electric Vehicle) มากขึ้นส่งผลกระทบต่อ Lucid Group พัฒนาและผลิตรถยนต์ EV car รายรองจาก Tesla และ Rivian ปรับตัวลดลง ต่อเนื่องกว่า -2%
Tesla +1.80% Roku -2.91% Teladoc Health -2.32% Block (Square) -1.43% Zoom -0.95% Spotify -1.17% Twilio -2.14% Coinbase -0.85% Robinhood -2.38% Affirm -1.32% Unity Software -2.51% Shopify -2.02% Palantir -0.99%
หุ้น Semiconductor ฟื้นตัวและปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น
Nvidia +3.18% AMD +3.91% Intel +4.38% Micron +8.16% Qualcomm +3.83% Broadcom +2.75%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ARK Innovation (ARKK) -1.10% ARK Fintech (ARKF) -0.74% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) -1.00% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) +3.18% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) +1.35% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) +1.15% Global X Cybersecurity (BUG) +1.77% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -2.14%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
Alibaba -1.56% Baidu -1.41% Coupang -0.20% iQIYI +0.20% NetEase -1.19% Pinduoduo -4.33% SEA -6.92% TAL Education -6.57% TSMC +1.44% Nio -0.46% Xpeng +1.71%
10. VIX Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาด แสดงให้เห็นถึงการคลายความกังวลของนักลงทุน ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบเดือนมีนาคมนี้ในระดับหนึ่ง
โดย S&P500 VIX Index ร่วงจากระดับ 34.41 จุดของช่วงเช้า ไปปิดที่ 30.74 จุด (-7.74%)
ด้าน Nasdaq 100 VIX ปรับตัวลดลงปิดที่ 33.05 จุด (-6.16%)
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นรุนแรงในวัน ดัชนี US Dollar Index ไปแตะระดับ 97.83 ก่อนปรับตัวร่วงลงช่วงบ่ายของตลาด โดยล่าสุดอยู่ที่ 97.36 จุด (-0.05%)
ราคาทองคำผันผวนสูงในวันระหว่างราคา 1915 ถึง 1948 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,930 เหรียญ
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 32.49 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องระหว่างวันโดยมีการย่อตัวเล็กน้อยช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยล่าสุดอยู่ที่ 110.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory
จับเทรนด์ลงทุน by LH Bank Advisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา