4 มี.ค. 2022 เวลา 02:23 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 04.03.2022
🇺🇸🇪🇺ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงรุนแรงสูงสุดกว่า -1.46% รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปร่วงแรงกว่า -2%
- ECB คาดอาจต้องดำเนินการนโยบายผ่อนคลายทางการเงินนานกว่าแผนเดิม
- หุ้นยานยนต์ยุโรปร่วงจากราคาน้ำมันแพง
- Fed ส่งสัญญาณชัดเจนจะขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ 0.25% สำหรับเดือนนี้
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันพฤหัสบดีที่ 03.03.2022 ดัชนี Dow Jones -96.69 จุด -0.29% S&P 500 -23.05 จุด -0.53% และ Nasdaq 100 -208.48 จุด -1.46%
โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านสหราชอาณาจักรมีรายงานตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ตัว
(I) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมวลรวมที่สำรวจโดย Markit หรือ Composite Purchasing Managers' Index ประจำเดือนกุมภาพันธ์ (ฉบับปรับปรุง) ขยายตัวที่ 59.9 จุด น้อยกว่าประกาศแรกเล็กน้อยที่ 60.2 แต่ยังคงสูงกว่าเดือนก่อนหน้า (มกราคม) ที่ 54.2 จุด
(II) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อบริการที่สำรวจโดย CIPS หรือ Services Purchasing Managers Index ประจำเดือนกุมภาพันธ์ (ฉบับปรับปรุง) ขยายตัวที่ 60.5 จุด น้อยกว่าประกาศแรกเล็กน้อยที่ 60.8 แต่ยังสามารถรักษาระดับสูงกว่าเดือนก่อนหน้า (มกราคม) ที่ 54.1 จุด
2. ภาพรวมของยุโรป
2.1. ฝั่งธนาคารกลางสหภาพยุโรป หรือ ECB (European Central Bank) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมเกี่ยวกับนโยบายทางการเงิน โดยมีใจความสำคัญด้านเงินเฟ้อว่า ECB เคยคาดว่าราคาพลังงานจะลดลงและจะช่วยบรรเทาอัตราเงินเฟ้อจากช่วงปลายปีที่แล้ว
แต่กลับไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากปัญหาความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนตลอดจนน้ำมันในสินค้าคงคลังเหลือที่ต่ำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นอีกกว่า 25% จากจุดสูงสุดเก่าและทำราคาสูงสุดใหม่ตั้งแต่ 2014 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในยุโรปมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ECB มีการปรับประมาณการ โดยอ้างอิงจากเส้นกราฟราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ชี้ให้เห็นถึงภาวะราคาพลังงานที่จะแพงขึ้นอีกในระดับระยะกลางขึ้นไป (จากเดิมครั้งก่อนคาดว่าภายใน Q2-ไตรมาส 2 ของปีราคาน้ำมันจะลดลง) ซึ่งสภาวะราคาพลังงานแพงนี้ยังส่งผลให้ ราคาอาหาร, ค่าขนส่ง, ราคาปุ๋ยและพืชพันธ์ แพงขึ้นตาม
2.2. จากปัจจัยเงินเฟ้อในยุโรปดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิก ECB มีความเห็นร่วมกันว่าควรปรับนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่าจะเริ่มประกาศแผนหยุดการซื้อสินทรัพย์สุทธิภายใต้ PEPP (Pandemic emergency purchase programme) และการลดการซื้อสินทรัพย์ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือดอกเบี้ยพิเศษ ระยะเวลาอัตราดอกเบี้ยของการดำเนินการรีไฟแนนซ์ระยะยาวตามเป้าหมายชุดที่สาม (TLTRO III: Targeted longer-term refinancing operations) จะต้องสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2022 นี้
แต่เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปอาจจะต้องแยกประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยออกมาเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดี่ยวกับที่ทางตลาดการเงินสหรัฐฯ ยืดหยุ่นขึ้นโดยมีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% เหลือ 0.25%
กล่าวโดยสรุปคือ ECB มีความจำเป็นต้องคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปนานกว่าแผนก่อนหน้า
หุ้นยุโรปนอกจากจะเจอผลกระทบความขัดแย้งของสงคราม ราคาหุ้นบริษัทยานยนต์ในเยอรมนีหลายตัวได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มยานยนตร์ร่วงแรง
Mercedes-Benz (Daimler) -7.04% BMW -3.79% Volkswagen group -2.90% Porsche SE -2.34%
Renault -5.87% Stellantis (Peugeot) -2.81% Volvo -2.39%
ตลาดหุ้นเยอรมันนี้ DAX ปิดลบ -2.16% และตลาดหุ้นยุโรปผันผวนเล็กน้อยช่วงเช้าก่อนปิดปรับตัวลดลงแรงช่วงบ่าย โดย Stoxx 600 ปิด -2.01%
3. คืนที่ผ่านมาทางสหรัฐฯ มีการประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 ตัว
(3.1) ตัวเลขผู้มาลงทะเบียนสวัสดิการว่างงานครั้งแรกประจำสัปดาห์หรือ Initial Jobless Claims ที่ 215,000 ราย น้อยกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ 226,000 ราย และลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่ 233,000 ราย
(3.2) ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการสำรวจโดย ISM หรือ ISM Non-Manufacturing PMI ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ขยายตัวลดลงที่ 56.5% น้อยกว่าคาดที่ 61.0% และเป็นการขยายตัวที่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 59.9%
4. คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ได้มีแถลงการต่อหน้าคณะกรรมการบริการทางการเงิน สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา (Committee on Financial Services, U.S. House of Representatives) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีใจความคงเดิมคล้ายกับที่แจ้งต่อคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและการปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาในวิกฤตโคโรนาไวรัส (U.S. House Oversight and Reform Select Subcommittee) ในวันก่อนหน้า
โดยสรุปว่าการประชุมขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 15-16 มีนาคมที่จะถึงนี้ Fed มีทิศทางความเห็นที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนไปในระดับ 0.25% เนื่องจากเป็นจุดเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นรุนแรง ณ ปัจจุบัน และมีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้มุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอีกสักพักจนกว่ารัสเซีย-ยูเครนจะสามารถเจรจากันได้
ซึ่งก่อนหน้านี้เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีช่วงพีคที่ตลาดคาดการณ์ว่า Fed มีความเป็นได้สูงถึงเกือบ 90% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้ที่ +0.50% แต่ล่าสุดตลาดคาดความน่าจะเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% นี้ลงมาแทบจะเป็น 0%
5. หุ้นกลุ่มเชิงรับสามารถปิดบวกเหนือตลาด โดยหุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณะ +1.72% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ +1.10% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค +0.72%
แม้ว่าสถานการณ์ในรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น แต่หุ่นกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณะและอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ กลุ่ม REITs ได้รับผลกระทบเชิงลบจากจุดนี้น้อยกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
REOCs (Real estate operating company)
CBRE -2.65% JLL -3.02% FSV -1.27% Colliers -2.19% Howard Hughes +0.42%
REITs (Real estate investment trusts)
American Tower +1.84% Prologis +1.31% Crown Castle +1.52% Equinix +1.60% Public Storage +2.10% SBA Communications +1.52%
เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ ที่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี
หุ้นค้าปลีกอย่าง Best Buy ปรับตัวโดดเด่น +9.14% หลังจากมีการปรับประมาณรายได้โดยนักวิเคราะห์ และ Kroger ที่พุ่งแรง +11.61% หลังประกาศผลประกอบการดีกว่าคาดมากที่ 0.91 เหรียญต่อหุ้น จากคาดไว้เพียง 0.74 เหรียญต่อหุ้น ส่วนห้างค้าปลีกอย่าง Walmart +2.30% และ Costco +0.96%
P&G +0.37% Philip Morris -0.06% Mondelez +0.32% Estee Lauder +0.15% Colgate +0.91%
6. หุ้นที่ Underperform กดดันตลาดสุงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย -2.29% กลุ่มเทคโนโลยี -1.24% และกลุ่มผู้ให้บริการสื่อสาร -0.78%
Nike -1.26% Starbucks -1.34% McDonald -1.78% Target -0.47% Home Depot -0.92% TJX -0.62% Lowe’s -1.04%
Charter Communication -1.61% Comcast +1.60% Walt Disney -1.20% T-Mobile -1.35% AT&T +0.38% Verizon +0.96%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงแรงหลังจากฟื้นตัวได้ดีในวันก่อนหน้า
Apple -0.20% Microsoft -1.42% Alphabet -0.50% Amazon -2.73% Meta -2.47% Netflix -3.15% Salesforce -2.68% Visa -0.60% Mastercard -0.90%
หุ้น Innovation ปรับตัวลดลงรุนแรงนำโดยหุ้นบริษัทจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (cloud computing) อย่าง Snowflake ร่วงกว่า -15.64% หลังจากการเติบโตมีท่าทีจะช้าลงในปีข้างหน้า
Tesla -4.61% Roku -3.62% Teladoc Health -4.58% Block (Square) -8.08% Zoom -6.99% Spotify -6.40% Twilio -5.53% Coinbase -8.47% Robinhood -0.96% Affirm -6.46% Unity Software -6.36% Shopify -2.89% Palantir -5.97%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวลดลงตามกลุ่มเทคโนโลยี
บทวิเคราะห์จากทาง Morgan Stanley เริ่มลดน้ำหนักหุ้นในกลุ่มนี้ลง เช่น Intel ถูกหั่นประมาณการราคาลงจาก 55 เหรียญสหรัฐฯ เหลือเพียง 47 เหรียญสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าหุ้นกลุ่ม Semiconductor น่าจะพักตัว (sideway) ไปอีกสัก 2-3 ปี รวมถึงยังมีหุ้นกลุ่มอื่นที่น่าสนใจกว่าในขณะนี้
Nvidia -2.09% AMD -5.33% Intel -1.92% Micron -4.42% Qualcomm -2.30% Broadcom -1.23%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าและเป็นการลดลงแรงตามหุ้นกลุ่ม Innovation
ARK Innovation (ARKK) -6.36% ARK Fintech (ARKF) -5.78% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) -2.49% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) -2.10% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) -3.12% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) -3.27% Global X
Cybersecurity (BUG) -2.25% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -4.77%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
Alibaba -3.20% Baidu -3.35% Coupang +0.24% iQIYI -4.76% JD -5.52% NetEase -6.32% Pinduoduo -7.28% SEA -6.55% TAL Education -3.33% TSMC -0.75% Nio -8.68% Xpeng -9.18%
10. VIX Index ผันผวนระหว่างวัน
โดย S&P500 VIX Index ร่วงลงไปในระกับต่ำกว่า 30 จุด ก่อนปิดปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 30.48 จุด (-0.85%)
ขณะที่ Nasdaq 100 VIX ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทาง S&P500 VIX ที่ 33.34 จุด (+0.88%) เนื่องจากแรงเทขายจากกลุ่มเทคโนโลยีที่นำตลาด
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบปีที่ 97.95 จุด โดยล่าสุดอยู่ที่ 97.72 จุด (+0.35%)
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากวันก่อนหน้าเล็กน้อย โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,935 เหรียญ
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 32.56 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งไปแตะระดับ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปรับตัวลดลงระหว่างวัน โดยล่าสุดอยู่ที่ 109.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา