11 มี.ค. 2022 เวลา 02:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 11.03.2022
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ดัชนีหลักผันผวนระหว่างวันก่อนปิดปรับตัวลดลง โดย Nasdaq 100 ปิดลบสูงสุดที่ -1.10%
ยูเครน-รัสเซียเจรจาล่ม / ECB เร่งดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว / เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 7.9% สูงสุดในรอบ 40 ปี
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันพฤหัสบดีที่ 10.03.2022 ดัชนี Dow Jones -112.18 จุด -0.34% S&P 500 -18.36 จุด -0.43% และ Nasdaq 100 -151.20 จุด -1.10% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. การเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนกว่า 2 ชั่วโมง ระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศทั้งสอง โดยนายเซอร์เก ลาฟรอฟ จากรัสเซีย และ นายดมิโทร คูเลบา จากยูเครน ล้มเหลวลง โดยยังไม่มีความคืบหน้าใหม่อย่างใด
เนื่องจากทางรัสเซียยืนหยัดต้องการให้ยูเครนยอมรับข้อเสนอที่แจ้งไปก่อนหน้าพร้อมยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ดูเหมือนว่าทางยูเครนเข้ามาเจรจาโดยคาดหวังจะต่อรองเพิ่มเติมจากรัสเซีย
ซึ่งทางยูเครนกล่าวว่า ทางประธานาธิบดี ยูเครน นาย วอลอดือมือร์ แซแลนสกึย (Volodymyr Zelenskiy) ยินยอมที่จะประนีประนอมตามเงื่อนไขของรัสเซียที่ว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วม NATO (องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) แต่สงครามจะยุติลงได้ ปูตินต้องยอมลงมาคุยเจรจาโดยตรงกับเขา
ส่งผลให้สงครามจะยังดำเนินต่อไป และชาวยูเครนจำนวนมากยังไม่มีเส้นทางลี้ภัยที่ปลอดภัย
2. ด้านฝั่งยุโรป ทาง ECB (European Central Bank) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมที่ -0.50% (สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากกับทาง ECB), อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0% และไม่เกิน 0.25% (สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนเพิ่ม) โดยประธาน ECB นางคริสตีน ลาการ์ด กล่าวว่าคณะกรรมการนโยบายยังคงตื่นตัวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูง หากแต่ทาง ECB เห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้น่าจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเท่าไหร่นัก
แต่อย่างไรก็ตามทาง ECB ได้มีมติเร่งการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว หรือ Asset Purchase Program เร็วขึ้นกว่าแผนเดิม โดยกำหนดวงเงินซื้อสินทรัพย์เหลือ 4 หมื่นล้านยูโร ในเดือนเมษายน, ลดเหลือ 3 หมื่นล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม และเหลือ 2 หมื่นล้านยูโร ในเดือนมิถุนายน และจะสิ้นสุดแผนการซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
ด้านตลาดหุ้นยุโรป Stoxx 600 ปรับตัวดิ่งรับข่าวร้ายเรื่องการเจรจาที่ล้มเหลวและท่าที Hawkish (ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น) ของ ECB โดยปิดลบที่ -1.69%
3. ด้านตลาดการเงินสหรัฐฯ มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 กลุ่ม
(1) ตัวเลข US CPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อประจำเดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัวที่ 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขยายตัวตามคาดไว้ที่ 7.9% และทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปี โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อดังกล่าวมาจากด้านพลังงานที่ปรับขึ้น +3.5% (ก๊าซ +6.6%) และอาหาร +1.0%
ส่วนตัวเลข US Core CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (หรือเงินเฟ้อพื้นฐาน) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.5% (MoM) และขยายตัวที่ 6.4% (YoY) มากกว่าที่คาดไว้ที่ 5.9% และเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 40 ปีเช่นเดียวกัน
(2) ตัวเลขผู้มาลงทะเบียนสวัสดิการว่างงานครั้งแรกประจำสัปดาห์หรือ Initial Jobless Claim ที่ 227,000 ราย แย่กว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ 217,000 ราย แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับดีที่เฉลี่ย 200,000-300,000 ราย
4. ราคาน้ำมันดิบเด้งหลังข่าวเจรจายูเครน-รัสเซียล่ม ส่งผลให้ตลาดกลับมาเก็งประเด็นกดดันเชิงภูมิศาสตร์
ด้าน OPEC (องค์กรของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร) แย้มแผนที่จะเพิ่มกำลังผลิต เสริมอุปทานอีกกว่า 400,000 บาร์เรลต่อวันต่อเดือน หลังจากการลดลงของกำลังการผลิตในช่วงปี 2020
5. หุ้นกลุ่มที่ Outperform ตลาดสูงสุดได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน +3.07% กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย +1.16% และกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณูปโภค +0.73%
หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเชิงรับอย่างผู้ให้บริการสาธารณูปโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากปัจจัยความผันผวนของราคาน้ำมันที่เด้งตอบรับข่าวความล้มเหลวของการเจรจายูเครน-รัสเซีย
รวมถึงกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่ฟื้นตัวจากการร่วงลงแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อในกลุ่มจาก หุ้น Amazon ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 5%
Exxon +3.10% Chevron +2.74% ConocoPhillips +3.65% EOG Resources +5.37% APA +3.46% Occidental Petroleum +1.10%
NextEra Energy -0.20% Duke Energy +0.82% Southern Energy +2.22% American Electric Power +1.03%
6. หุ้นที่ปรับตัวลดลงกดดันตลาดสูงสุด 3 อันดับกลับเป็นหุ้นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดีในวันก่อนหน้า ได้แก่ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี -1.76% กลุ่มผู้ให้บริการสื่อสาร -0.89% และกลุ่มสถาบันการเงิน -0.80%
Yield Curve หรือ เส้นค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทน (แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน กับ อายุคงเหลือของตราสารหนี้ ระยะสั้นและระยะยาว) เริ่มปรับตัวเข้าหาระดับเดียวกัน สื่อให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าอัตราเงินเฟ้อที่ร้อนแรงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่งผลกดดันหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน
ซึ่งโดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะต่ำกว่าระยะยาว แต่เมื่อในสถานการณ์ที่อัตราผลตอบแทนระยะสั้นปรับตัวเพิ่มเข้าใกล้อัตราผลตอบแทนระยะยาวย่อมส่งผลกดดันเชิงลบต่อกลุ่มสถาบันการเงิน
Bank of America -0.90% Well Fargo -0.31% Citi Group -1.91%
Berkshire Hathaway -0.09% JP Morgan -1.18% Morgan Stanley -1.76% Goldman Sachs -1.11% Black Rock +0.57% Charles Schwab +0.33% Invesco -0.05%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลง มีเพียง Amazon ที่ปรับตัวขึ้นแรงสวนทิศทางกลุ่ม
Apple -2.72% Microsoft -1.01% Alphabet -0.74% Amazon +5.41% Meta -1.66% Netflix -0.56% Adobe -2.64% Salesforce -1.48% Visa -0.90% Mastercard -1.08%
หุ้น Innovation ปรับตัวลดลงแรง
Tesla -2.41% Roku -5.70% Teladoc Health -9.10% Block (Square) -2.73% Zoom -5.27% Spotify -2.75% Twilio -2.88% Coinbase -3.35% Robinhood -2.98% Affirm -0.68% Unity Software -5.41% Shopify -5.87%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวลดลงอีกครั้งจากประเด็นรัสเซีย-ยูเครน ที่กดดันห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
Nvidia -1.55% AMD -4.13% Intel -2.04% Micron -4.68% Qualcomm -1.53% Broadcom -1.56%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลงตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Innovation
ARK Innovation (ARKK) -3.24% ARK Fintech (ARKF) -3.13% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) -1.46% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) -2.05% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) -0.98% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) -3.24% Global X Cybersecurity (BUG) -0.27% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -9.75%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงรุนแรง
Alibaba -7.94% Baidu -6.29% Coupang -16.56% iQIYI -21.95% JD -15.83% Luckin Coffee -16.22% NetEase -7.31% Pinduoduo -17.49% SEA -0.05% TAL Education -16.72% TSMC -0.94% Nio -11.90% Xpeng -9.01%
10. S&P500 VIX Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาด โดยปิดที่ 30.23 จุด (-6.84%)
ด้าน Nasdaq 100 VIX ปรับตัวลดลงทิศทางเดียวกับ S&P500 VIX โดยปิดที่ 34.23 จุด (-3.14%)
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ 98.52 จุด (+0.56%)
ราคาทองคำทรงตัวในกรอบ 1,990 – 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,994 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI ผันผวนระหว่างวันโดยเด้งขึ้นไปที่ราคา 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปรับตัวลดลงอีกครั้ง โดยล่าสุดราคาอยู่ที่ 107.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา