13 มี.ค. 2022 เวลา 11:43 • กีฬา
การดีลสัญญากับโมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นปัญหาที่แยกกองเชียร์ลิเวอร์พูลออกเป็น 2 ฝ่าย เรื่องราวเป็นอย่างไร ใครถูก ใครผิด วิเคราะห์บอลจริงจังจะสรุปสถานการณ์ให้เข้าใจง่ายที่สุด
สัญญาของซาลาห์ฉบับปัจจุบันจะหมดลง วันที่ 30 มิถุนายน 2023 แปลว่าจบฤดูกาลนี้ ก็ยังเล่นต่อได้อีก 1 ปี (2022-23) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าไม่มีการต่อสัญญา คือลิเวอร์พูลต้องขายทิ้งในตลาดซัมเมอร์นี้
สโมสรฟุตบอลคือการทำธุรกิจ คุณจะปล่อยให้นักเตะหมดสัญญาแล้วย้ายทีมฟรีๆ ด้วยกฎบอสแมนไม่ได้ ดูอย่างคีลียัน เอ็มบัปเป้ ถ้าหากมีการซื้อขายกัน ราคาน่าจะทะลุ 200 ล้านปอนด์สบายๆ แต่พอเปแอสเช ต่อสัญญาไม่สำเร็จ เอ็มบัปเป้ก็เล่นไปเรื่อยๆ ให้ครบสัญญา แล้วย้ายไปที่อื่นเลย โดยเปแอสเชจะไม่ได้เงินแม้แต่ปอนด์เดียว
6
ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่รวยมหาศาลแบบเปแอสเช เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ซาลาห์ย้ายทีมแบบฟรีๆ ดังนั้นสรุปคือ ถ้าการต่อสัญญาไม่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนนี้ ซาลาห์ไปแน่นอน
1
สิ่งที่ทุกคนทราบจากข่าวคือ ปัญหาอยู่ที่ "ตัวเลข" ที่ซาลาห์และเอเยนต์ต้องการ
ปัจจุบันซาลาห์รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทีม เป็นรองแค่เวอร์จิล ฟาน ไดค์ คนเดียว (2.2 แสนปอนด์) แต่ในตัวเลขที่ซาลาห์ต้องการในสัญญาฉบับใหม่อยู่ที่ 4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์
1
ถามว่า 4 แสนปอนด์ มันแพงโอเวอร์ไปไหม? ถ้าเทียบกับนักฟุตบอลทีมอื่น มันก็ไม่ได้โอเวอร์อะไร เควิน เดอ บรอยน์ รับที่ 4 แสน ส่วนดาบิด เด เกอา รับที่ 3.75 แสน
หรือถ้าไปดูลาลีกา ยิ่งแพงกว่านี้อีก กรีซมันน์ รับที่ 6 แสน อาซาร์รับ 4.5 แสน ดังนั้นตัวเลขที่ซาลาห์ขอ ก็อยู่ในวิสัยที่เข้าใจได้
แต่ปัญหาคือ ลิเวอร์พูลไม่สามารถจ่ายให้ได้ในตัวเลขนี้ เพราะมันแพงเกินลิมิต
ตอนนี้มีเหตุผลของ 2 ฝั่งที่โต้เถียงกันอยู่ว่า ควรจ่ายหรือไม่ควรจ่าย ผมจะสรุปออกมาให้เข้าใจง่ายนะครับ
--------------------------
[ เหตุผลที่ไม่ควรจ่าย ]
มีข้อสังเกตว่า ถ้าลิเวอร์พูลยอมจ่าย 4 แสนปอนด์ต่อวีก ให้ซาลาห์ในครั้งนี้แล้ว เพดานค่าเหนื่อยจะพังพินาศ
อธิบายคือหลักการของลิเวอร์พูล นักเตะจะได้ค่าเหนื่อยในระดับที่ไล่เลี่ยกัน ไม่มีใครกระโดดสูงห่างจากคนอื่นจนเกินไป เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เน้นทีมเวิร์ก เน้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีคนได้ค่าเหนื่อยฉีกห่างจากคนอื่นจนเกินควร อาจเป็นรอยร้าวที่ทำให้สามัคคีพังทลาย
2
ตัวเลขที่ซาลาห์ขอ คือ 4 แสน มันมากกว่านักเตะซีเนียร์คนอื่นในทีม 2 เท่า ซึ่งมันก็อาจจะมีโอกาส ที่นักเตะคนอื่นจะเรียกร้องขอค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้น ซาลาห์ขอได้ แล้วทำไมเราจะขอบ้างไม่ได้
ถ้ามีดราม่าเรื่องสัญญาตลอดเวลา อาจทำให้การบริหารงานของเจอร์เก้น คล็อปป์ยากขึ้น แทนที่เขาจะมาโฟกัสที่เกมในสนาม ก็ต้องมาคอยตอบคำถามสื่อเรื่องสัญญา ซึ่งความวุ่นวายแบบนี้ เป็นสิ่งที่คล็อปป์เกลียดที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไปดู "ค่าเฉลี่ยรายได้" ของ 4 ทีมใหญ่ในลีก จะเห็นเลยว่าทีมหงส์แดง จ่ายต่ำสุดหากเทียบกับทีมอื่น
- แมนฯ ยูไนเต็ด มีค่าเหนื่อยเฉลี่ยทั้ง squad 161,268.5 ปอนด์
2
- แมนฯ ซิตี้ มีค่าเหนื่อยเฉลี่ยทั้ง squad 142,465 ปอนด์
- เชลซี มีค่าเหนื่อยเฉลี่ยทั้ง squad 130,275.1 ปอนด์
- ลิเวอร์พูล มีค่าเหนื่อยเฉลี่ยทั้ง squad 102,942.3 ปอนด์
1
การคอนโทรลค่าเหนื่อยในระดับที่ต่ำๆ ได้ มันช่วยให้สโมสรมีเงินเอาไปพัฒนาส่วนอื่นอย่างเหมาะสม เช่นงบเยาวชน งบพัฒนาสนามซ้อม งบสตาฟฟ์ แต่ถ้าเพดานค่าเหนื่อยพัง นักเตะบิ๊กเนมรุมขอค่าเหนื่อยเพิ่ม สโมสรอาจต้องลดงบจากตรงอื่น เพื่อเอามาโปะค่าเหนื่อยแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในระยะยาวแน่
นั่นคือเหตุผลข้อแรก ส่วนเหตุผลข้อสองคืออายุของซาลาห์นั้นก็จะ 30 ปีแล้ว ไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะอยู่ในช่วงฟอร์มพีกได้อีก แล้วถ้าสโมสรต่อสัญญาไปด้วยราคานี้ แล้วซาลาห์โรยราขึ้นมาฉับพลัน ก็จะกลายเป็นเสียค่าโง่ไปเลย
ตัวอย่างก็มีให้เห็น อย่างในเคสของปิแอร์-เอเมริก โอบาเมย็อง ของอาร์เซน่อล ที่สัญญาเหลือ 1 ปีเหมือนกัน เจ้าตัวก็ยิงกระจุยจนแฟนๆ กดดันให้สโมสรต่อสัญญาเสียที
ตามหลัก อาร์เซน่อลมีนโยบายต่อสัญญาแบบปีต่อปีกับนักเตะอายุเกิน 30 ซึ่งโอบาเมย็อง ณ เวลานั้นอายุ 31 ปีแล้ว แต่ประเด็นคือ เขาอยู่ในฟอร์มที่ดีมากๆ เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2019-20 มาได้ ดังนั้นจึงเรียกร้องขอสัญญา 3 ปี
แฟนบอลด่าสโมสรเช้าเย็น ว่าจะยอมเสียโอบาเมย็องไปฟรีๆ ได้ไง รีบต่อสัญญาซะ สุดท้ายอาร์เซน่อลก็ยอม ต่อสัญญา 3 ปี กับค่าเหนื่อย 3.4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นค่าเหนื่อยสูงที่สุดของสโมสรด้วย
ทันทีที่ต่อสัญญาปั๊บ ฟอร์มและพฤติกรรมของโอบาเมย็อง ก็เปลี่ยนไปทันที ทุกอย่างถดถอยหมด นำมาสู่ผลงานในสนามอันย่ำแย่ของอาร์เซน่อลด้วย กลายเป็นว่า มิเกล อาร์เตต้า ไม่ใช้โอบาเมย็องแล้วผลงานดันดีกว่าเสียอีก
โอบาเมย็อง ไม่ถูกส่งลงเล่น แปลว่าอาร์เซน่อลต้องจ่ายเงินวีกละ 3.4 แสนปอนด์ ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ก่อนจะตัดใจโละทิ้งให้บาร์เซโลน่าในที่สุด
นี่เป็น case study ที่ลิเวอร์พูลเองก็ตระหนักเหมือนกัน ว่าถ้าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดกับซาลาห์ล่ะ ถ้าต่อสัญญากันแพงๆ 3-4 ปี แล้วนักเตะ Decline ฟอร์มถดถอยลงไปจะว่าไง ซึ่งเอาจริงๆ กับนักเตะที่เป็นสายสปีด เน้นความคล่องตัว พออายุเยอะๆ ก็มีแววจะร่างกายโรยราได้จริงๆ
2
ในเมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากอาร์เซน่อลแล้ว ถ้าคิดตามคอมม่อนเซนส์ ทำไมลิเวอร์พูลต้องไปทำผิดพลาดซ้ำด้วย ควรเอาบทเรียนจากคนอื่น มาประยุกต์ใช้กับตัวเองไม่ใช่หรือ
นอกจากนั้นยังมีเหตุผลอีกข้อ ที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูลก็พอมีคนอื่นสามารถทดแทนได้ ถ้าเอามาปลุกปั้นกันหน่อย
1
ดีโอโก้ โชต้า เป็นรองดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ทั้งๆที่ลงบ้างไม่ลงบ้าง หรือผู้เล่นตัวใหม่หลุยส์ ดิอาซ ก็ดูทรงแล้วฝากความหวังได้เลย ยังไม่นับซาดิโอ มาเน่ MVP แอฟริกันเนชั่นส์คัพก็ยังอยู่
ถ้าเอาแต่ยึดซาลาห์ตลอดไป ทีมก็ไม่ได้เริ่มผลัดใบกันเสียที หากต้องจ่าย 4 แสนจริงๆ สู้เอาเงินก้อนนั้นมากระจายไปเพิ่มค่าเหนื่อยให้ผู้เล่นบางตัว หรือ ซื้อนักเตะใหม่เพิ่มดีกว่า
1
ลองคำนวณตัวเลขดูว่า ลิเวอร์พูลต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ ในการต่อสัญญาซาลาห์? คิดกลมๆ สัปดาห์ละ 4 แสน x 208 วีก = 83.2 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับเงินเซ็นสัญญาค่ากินเปล่า หรือโบนัสใดๆ อีกนะ
1
แปลว่า ถ้าลิเวอร์พูลยอมตัดใจเซ็นซาลาห์จริงๆ อาจต้องควักเงินมหาศาลราว 100 ล้านปอนด์ตลอดทั้งดีล ซึ่งถ้าซาลาห์ถดถอยแบบโอบาเมย็องล่ะก็ นี่จะเป็นตัวเลขที่สูญเปล่าอย่างน่าเสียดายมากๆ
--------------------------
[ เหตุผลที่ควรจ่าย ]
ตัวเลขที่ซาลาห์ขอ อาจจะดูแพงในสายตาของทีมที่อนุรักษ์นิยมอย่างลิเวอร์พูล แต่ในโลกของฟุตบอล มันไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขนาดนั้น
2
ยิ่งกับผู้เล่นอันดับ 1 ของลีกอย่างซาลาห์ด้วยแล้วล่ะก็ ฝีเท้าระดับนี้หากไปอยู่ทีมอื่น การได้เงิน 4 แสนปอนด์ต่อวีก เป็นเรื่องปกติมาก
ผลงานในฤดูกาลนี้ ซาลาห์ยิง 20 แอสซิสต์ 10 หลายๆ เกมเขาแบกลิเวอร์พูลคนเดียวเลยด้วยซ้ำ และในบางโมเมนต์ ซาลาห์ถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกด้วย คำถามคือ แล้วคนที่เก่งที่สุด ไม่คู่ควรกับตัวเลขนี้หรือ
1
ถ้าลิเวอร์พูลเสียซาลาห์ไป จะไปหานักเตะเก่งๆ แบบนี้จากไหนอีก โอเคว่า ดิอาซ โชต้า ใดๆ ก็ลงแทนได้ แต่พวกเขามีความเป็นเพชฌฆาตระดับซาลาห์ไหมล่ะ
ย้อนกลับไป ในปี 2014 ตอนลิเวอร์พูลเสียหลุยส์ ซัวเรซ ให้บาร์เซโลน่า ครั้งนั้นสโมสรได้เงินจากการขายมา 64 ล้านปอนด์ ดูเหมือนเยอะมาก แล้วสโมสรก็เอาเงินไปซื้อกองหน้าคนใหม่ ทั้งมาริโอ บาโลเตลลี่ และ ริคกี้ แลมเบิร์ต คือมั่นใจว่า เมื่อรวมกับตัวที่มี ทั้งฟาบิโอ บอรินี่ และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ทีมน่าจะไปได้ฉิวเหมือนเดิม
แต่สุดท้ายผลลัพธ์คือหายนะ ลิเวอร์พูลจมดิ่งอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายร็อดเจอร์สโดนไล่ออก
เอาจริงๆ แม้แต่ตัวคล็อปป์เอง ก็เคยมีประสบการณ์เจ็บๆ แบบนี้มาก่อนตอนอยู่ดอร์ทมุนด์ คือไม่สามารถรักษากองหน้าเบอร์ 1 ของทีม ที่ชื่อโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เอาไว้ได้ ต้องเสียตัวไปให้บาเยิร์น มิวนิค แล้วจากนั้นมาดอร์ทมุนด์ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย
 
การเสียนักเตะระดับโลกไป 1 คน มันยากที่จะหาใครสักคนมาแทนแล้วเล่นดีในระดับเดียวกัน ดังนั้นถ้าปล่อยซาลาห์ไป แล้วจะรู้ได้ไงว่าเหตุการณ์เลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับสโมสรอีกครั้ง
สำหรับเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับอายุ ณ เวลานี้ ซาลาห์อายุ 29 ย่าง 30 ก็ถือว่าเยอะ แต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้น วิวัฒนาการปัจจุบัน นักเตะอายุ 30 อัพ ยิงประตูกระจุยกันเยอะแยะ ลองเทียบกับลีโอเนล เมสซี่ก็ได้
ซีซั่น 2018-19 เมสซี่อายุ 31 ยิง 51 ลูก
ซีซั่น 2019-20 เมสซี่อายุ 32 ยิง 31 ลูก
ซีซั่น 2020-21 เมสซี่อายุ 33 ยิง 38 ลูก
ซาลาห์ไม่ใช่นักเตะที่ใช้พลังแบบเรื่อยเปื่อย เขาสปรินต์ในโมเมนต์ที่ต้องสปรินต์ ในช่วงหลังๆ ก็เล่นบอลแบบอ่านจังหวะมากกว่าแล้ว ดังนั้นมันไม่ได้ใช้พลังเยอะเกินไป ซาลาห์ไม่ได้เล่นเหมือนไมเคิล โอเว่น ที่เน้นสปีดอย่างเดียว
ขณะที่ประเด็นนิสัยส่วนตัว ซาลาห์เป็นผู้เล่นที่ฉลาด มีความมุ่งมั่น มีความทะเยอทะยาน ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเล่นเหยาะแหยะ เอาจริงเอาจังตลอด และความจริงจังนั้น ก็ส่งต่อถึงทุกคนในทีมด้วย
นอกจากนั้น ผลงานที่ผ่านมาของซาลาห์ เขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ว่าคู่ควรกับค่าเหนื่อยระดับนี้ คือไม่ใช่เล่นไม่เอาอ่าวแล้วมาเรียกร้อง แต่ซาลาห์ยิงแล้วยิงอีก
ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้ง มีนักเตะลิเวอร์พูลแค่ 2 คนเท่านั้น ที่เคยได้ตำแหน่งดาวซัลโวของลีก คือไมเคิล โอเว่น (2 สมัย) และ หลุยส์ ซัวเรซ (1 สมัย) แต่ซาลาห์ เขาอยู่ลิเวอร์พูลแค่ 4 ฤดูกาล คว้าดาวซัลโวไปแล้ว 2 สมัย และกำลังจะได้อีก 1 สมัยในซีซั่นนี้
1
ไม่เพียงแค่นั้น ซาลาห์ยังเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ที่ยิงได้เกิน 20 ลูกในลีก ถึง 4 ฤดูกาล คนเดียวที่เคยทำได้ก่อนหน้านี้คือเอียน รัช นี่เป็นสถิติที่กองหน้าคนอื่น แม้แต่ฟาวเลอร์, ดัลกลิช, โอเว่น, ตอร์เรส ก็ยังทำไม่ได้
ซาลาห์เป็นนักเตะแอฟริกาที่ยิงเยอะที่สุดตลอดกาลในฟุตบอลอังกฤษ เป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกที่ได้รางวัลปุสกัสอวอร์ดส์ ฯลฯ สารพัดสถิติที่หยิบยกมาเป็นวันก็เล่าไม่หมด
การมีอยู่ของซาลาห์ ช่วยสร้างผลประโยชน์ในเชิงการตลาดอย่างมหาศาล อย่างเช่น ความนิยมในทวีปแอฟริกาที่หงส์แดงเป็นรองเชลซี, อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอด ก็สามารถตีตื้นได้ในยุคของซาลาห์-มาเน่นี่ล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น สถิติระบุว่า ยอดขายเสื้อลิขสิทธิ์ของซาลาห์ ในซีซั่นที่แล้ว 2021-22 สูงถึง 816,000 ตัว มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นรองแค่คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลีโอเนล เมสซี่ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้เท่านั้น สโมสรทำเงินจากการมีอยู่ของซาลาห์ได้กระจุยกระจาย
1
อีกมุมหนึ่งคือ ซาลาห์มีภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยทำเรื่องเกเรเสียหาย ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เป็นแฟมิลี่แมน มีครอบครัวอบอุ่น เป็นคนที่ทำให้สโมสรถูกมองในทิศทางบวกอย่างมาก
1
นักเตะที่เก่งขนาดนี้ ดีขนาดนี้ ไม่สร้างปัญหาแบบนี้ เขาไม่สมควรจะได้รับการตอบแทนจากสโมสรอย่างนั้นหรือ? ถ้าเราทำงานเก่งมากที่สุดในประเทศ แล้วเห็นคนที่เก่งพอๆ กับเรา แต่อยู่บริษัทอื่น ดันได้เงินมากกว่าเรา 2 เท่า มันจะไม่น้อยอกน้อยใจหรือ
2
แล้วเรื่องเพดานค่าเหนื่อย มันก็อยู่ที่เจ้าของหรือเปล่า ที่จะบริหารจัดการให้ลงตัว ไม่ใช่มาโยนภาระให้นักเตะว่า ถ้าซาลาห์เรียกร้องแพงๆ แล้วเพดานจะพังให้เห็นใจกันบ้าง คืออย่าลืมว่านี่อาจจะเป็นสัญญาครั้งสุดท้ายของซาลาห์นะ เขาก็ต้องเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้ เป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ
--------------------------
[ การเจรจาจะลุล่วงไหม? ]
เมื่อมีเหตุผลทั้ง 2 ฝ่าย นำมาสู่คำถามสำคัญที่สุด คือเรื่องนี้ "จะจบอย่างไร"
คำตอบคือ ยังไม่ได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้แน่นอน เพราะไม่มีใครยอมครึ่งทางกันเลย
ซาลาห์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร GQ ว่า "การตัดสินใจอยู่ในมือลิเวอร์พูล" แปลว่าเขายื่นข้อเสนอไปแล้ว นี่เป็นราคาที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว อยู่ที่ลิเวอร์พูลเองนั่นแหละ จะเอา หรือไม่เอา
1
ส่วนคล็อปป์ ก็เป็นตัวแทนของสโมสร มาอธิบายเมื่อวานซืนว่า "โมต้องการให้สโมสรทะเยอทะยานมากกว่านี้ แต่เราไม่สามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นมันอยู่ที่การตัดสินใจของโม"
คำอธิบายของคล็อปป์คือ ซาลาห์อยากให้ลิเวอร์พูลทำลายกำแพงค่าเหนื่อยเดิมซะ ให้ค่าเหนื่อยที่เขาสมควรได้ แต่คล็อปป์ก็บอกว่า สโมสรไปไกลขนาดนั้นไม่ไหว
1
จะเห็นได้ว่า มันเป็นเกมที่ยื้อกันอยู่ และจะนำมาสู่บทสรุป 3 แบบ
แบบที่ 1 - ซาลาห์ยอม
ถ้าซาลาห์ยอมรับค่าเหนื่อยระดับ 2.5 -3 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ได้ การเซ็นสัญญาก็จะเกิดขึ้น มีหลายคนเตือนซาลาห์ว่า ไม่ใช่นักฟุตบอลทุกคนจะประสบความสำเร็จกับทุกที่ ซาลาห์น่าจะเห็นบทเรียนจาก คูตินโญ่, ไวจ์นัลดุม และ เอ็มเร่ ชานแล้ว ว่าย้ายออกไป เส้นทางชีวิตจมดิ่งลงแค่ไหน
ในเมื่อซาลาห์มีความสุขกับชีวิตที่ลิเวอร์พูล แฟนๆ ก็รักเขา ดังนั้นไม่เห็นต้องเอาเงินก้อนขนาดนั้น ยอมลดราคาลงมาหน่อย จะได้ไปต่อได้ อย่าลืมว่ากับนักเตะอายุสามสิบอัพ รายได้ขนาดนี้ก็มหาศาลมากแล้ว
ซาลาห์เองก็มีช่องทางรายได้อื่นๆ มากมาย เอาจริงๆ ได้ค่าเหนื่อยระดับนี้เขาก็อยู่ได้สบาย แถมยังจะได้ใจแฟนๆ ด้วย เผลอๆ ถ้าอยู่สโมสรครบ 10 ปี อาจมีรูปปั้นได้เลย
แบบที่ 2 - สโมสรยอม
ถ้าซาลาห์ยืนยันว่าไม่ลดจากตัวเลข 4 แสนจริงๆ สโมสรก็ต้องตัดสินใจว่าจะสู้ไหม เอาจริงๆ นักเตะอย่างซาลาห์เป็นประเภทที่ 20 ปีจะมีสักคน ยิงได้ จ่ายดี พฤติกรรมดี การตลาดดี การยอมจ่าย 4 แสนปอนด์ ก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่
นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมขี้เหนียว แต่เป็นทีมที่พร้อมจะจ่าย ถ้าผู้เล่นทำผลงานได้ดีจริงๆ มันอาจเป็นเครื่องช่วยกระตุ้น ให้ทุกคนในสโมสรตั้งใจเล่นมากขึ้นไปอีก
ทุกสโมสรต้องมีนักเตะค่าเหนื่อย 4 แสนปอนด์ครั้งแรกเสมอ ถ้าแมนฯ ซิตี้เป็นเดอ บรอยน์ ถ้าแมนฯ ยูไนเต็ดเป็นโรนัลโด้ มันก็คงจะดีถ้าคนแรกของลิเวอร์พูลเป็นผู้เล่นที่เพอร์เฟ็กต์อย่างซาลาห์
แบบที่ 3 - ขาย
ลิเวอร์พูลมีบทเรียนเรื่องตัวฟรีมาเยอะแล้ว ตั้งแต่สมัยสตีฟ แม็คมานามาน จนถึงยุค เอ็มเร่ ชาน และ จินี่ ไวจ์นัลดุม ทีมไม่ได้อะไรเลยสักปอนด์ ดังนั้นไม่มีทางปล่อยให้ซาลาห์เล่นต่อจนหมดสัญญาแล้วย้ายทีมแบบฟรีๆ ได้แน่
ถ้าดีลไม่จบใน 3 เดือนนี้ ก็แน่นอนว่า ซาลาห์จะต้องลงสู่ตลาดซื้อขาย และยังไงก็มีคนอยากได้ ถ้าขนาดอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ตอนเหลือสัญญา 1 ปี ยังซื้อขายกันในราคา 40 ล้านปอนด์ นักเตะอย่างซาลาห์ อย่างน้อยก็ต้องทำเงินได้ในระดับ 70-80 ล้านปอนด์ขึ้นไป
และถ้าซาลาห์เลือดเย็นกว่านั้น ก็อาจปล่อยให้สัญญาหมดไปเลย ตามกฎบอสแมน ถึงตรงนั้นเขาจะได้ค่าเหนื่อยระดับ 4 แสนปอนด์ที่ต้องการแน่ๆ เพราะทีมที่จะมาซื้อไม่ต้องเสียเงินค่าตัวอีกแล้ว แต่เอาไปอัดให้ค่าเหนื่อยได้เต็มๆ
แต่เชื่อว่า คงยากที่ซาลาห์จะปล่อยให้สัญญาหมด เพราะมันเป็นการหักกับสโมสรเกินไป ถ้าจะย้ายทีมเขาคงอยากให้จบกันดีๆ ไม่มีแผลใจต่อกัน
[ บทสรุป ]
ตอนนี้ซาลาห์ ก็จะทำในสิ่งที่เขาทำได้ คือยิงประตู พาทีมคว้าแชมป์ให้ได้มากที่สุด ยิ่งเขาเล่นดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการบีบให้สโมสรต้องยอมจ่ายในตัวเลขที่เขาอยากได้
ส่วนสโมสรก็ต้องหักลบเหตุผลว่า "ผู้เล่นระดับตำนาน" กับ "โครงสร้างของทีม" สิ่งใดสำคัญกว่ากันแน่ ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างให้ได้คิดทบทวน
ฟุตบอลคือเรื่องธุรกิจและความรู้สึก ถ้าหากสิ่งใดมีน้ำหนักมากกว่า สโมสรก็ต้องเลือกทำสิ่งนั้น
ส่วนแฟนบอลลิเวอร์พูล สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ "ภาวนา" ให้ตกลงกันได้ด้วยดี
เพราะไม่มีแฟนบอลคนไหนอยากให้โครงสร้างของทีมพัง แต่ก็ไม่มีใครอยากเสียผู้เล่นระดับโลกออกไปจากสโมสรเช่นเดียวกัน
#HOWTONEGOTIATE
โฆษณา