การสอบ GAT/PAT ก็เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแนวข้อสอบ
แต่สำหรับผมที่เป็นนักศึกษาและใกล้จะจบการศึกษาในปีหน้า ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจมาก แต่ที่น่าสนใจกว่าคือน้องสาวผมสอบ
ผมอยากจะมาเล่าความน่าสนใจและทัศนคติการเลือกคณะและสาขาของน้องผมให้ฟังหลังจากได้คุยกันหลังจากสอบ PAT1 หรือความถนัดทางคณิตศาสตร์เสร็จ
น้องผมมีความสนใจและอยากเข้าศึกษาต่อในสาขาจิตวิทยา ม.บูรพา
สำหรับผม ผมรู้สึกประหลาดใจและประทับใจน้อง เพราะต้องบอกก่อนว่าผมไม่คิดว่าน้องจะเลือกสาขานี้
น้องให้เหตุผลว่าทุกวันนี้คนเราหลายคนมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตมากขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งก็ค่อนข้างจะเป็นแบบนั้น
แต่ที่น่าสนใจสำหรับผมคือผมก็เพิ่งมาทราบว่าน้องผมเองก็ได้ไปพบจิตแพทย์เหมือนกัน คือมีการทานยาประจำ ตรงนี้เองอาจจะเป็นสิ่งที่น้องผมจะเข้าใจผู้ป่วยด้วยกัน
แต่ผมก็ยินดีและสนับสนุนการตัดสินใจของน้องผม และผมก็ได้พูดเพิ่มเติม ขยายมุมมองช่วยกันกับน้องว่า ในความเป็นจริง เราเรียนสาขานี้ มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องจบมาทำสิ่งนี้ มันสามารถแตกแขนงไปได้อีกเยอะ
เช่นสาขาจิตวิทยา ภาพจำของคนเราอาจจะคิดว่าจบไปเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นั้นก็ถูกครับ แต่ในความเป็นจริงที่ผมได้รู้มามันมีมากกว่านั้นและลึกซึ้งมาก
ในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายบริษัท ผมขอยกตัวอย่างเป็น Tiktok เราทราบกันดีว่าเค้าได้ทำการวิจัยก่อนแล้วเรื่องเวลาการเสพสื่อ เช่น คนเราจะชอบดูคลิปสั้นๆ เวลาประมาณ 15 วินาที เพราะไม่อยากเสียเวลามาก แต่สุดท้ายหลายคนก็ดูทั้งวัน และนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยานั้นเอง
ลองนึกภาพนะครับว่า วิศวกรที่มีฝีมือเค้าไม่ได้รู้เรื่องของจิตวิทยานะครับ ตรงนี้ผมได้ข้อมูลมาจากอาจารย์ที่ผมนับถือ ซึ่งท่านเคยทำงานที่บริษัทไมโครซอร์ฟ
ตรงนี้เองที่ผมได้อธิบายให้น้องเข้าใจว่ามันสามารถแตกแขนงไปได้อีกเยอะมากในสาขาที่เรียน
แต่ก็ต้องเข้าใจบริบทของคนในครอบครัวเพราะต้องยอมรับจริงๆว่า ผู้ใหญ่ในครอบครัวผมหลายคนไม่เข้าใจและไม่เห็นภาพตรงนี่ ผมที่เป็นพี่ชาย แถมยังโดนมาก่อน ผมย่อมเข้าใจหัวอกคนเป็นน้องผมดี
ผมก็แอบกังวลเล็กน้อยเพราะบางทีสิ่งที่ชอบอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ผมก็ช่วยเสริมน้องบางเรื่องเช่น การเรียนจิตวิทยามันก็เหมือนการเรียนเพื่อเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ต้องอ่านหนังสือหนักแน่นอน เพราะน้องผมคิดว่าสาขานี้คงชิล ผมตอบเลยว่าทุกสาขาเรียนหนักและยากหมด แค่ความยากง่ายไม่เหมือนกัน
สุดท้ายผมก็สนับสนุนและผลักดันสุดๆให้น้องได้สาขาวิชานี้ เป็นการเปิดประสบการณ์ให้กับครอบครัวของเรา
อีกเรื่องคือ มุมมองของผมที่มีต่อผู้ป่วยทางจิต สำหรับผมมีเพื่อนหลายคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า กรีดข้อมือตัวเอง หลายคนอาจจะไม่ได้เข้าใจ ผมเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด แต่เราได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับพวกเขา
บางครั้งในอดีตเราอาจจะเผลอพูดสิ่งที่ไม่ได้กลั้นกรองออกมาจากหัวกับเพื่อนคนนั้นเช่น โห แค่นี้ไม่เป็นไรมุง ต้องบอกจริงๆว่า การพูดแบบนี้หรือใครกำลังพูดแบบนี้เลิกได้เลิกนะครับ
“แค่นี้สำหรับเรา แค่ไหนสำหรับคนอื่น” บางคนเค้าอาจจะสูญเสียคนในครอบครัว เจอเหตุการณ์ร้ายๆกับตัวเองมา
เพราะฉนั้น ผมไม่ได้มองพวกเค้าว่าแปลก ผมมองว่าเค้าคือผู้ป่วยคนนึงที่ต้องได้รับการรักษา ดูแลอย่างใกล้ชิด การเอาใจใส่
  • 1
โฆษณา