17 มี.ค. 2022 เวลา 01:02 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 17.03.2022
🇺🇸🇪🇺ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแรงทั้ง 3 ดัชนีหลัก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Nasdaq 100 ที่บวกกว่า +3.70%
- Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด 0.25%
- Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งแรง ส่งผลดีกับกลุ่มสถาบันการเงิน
- หุ้นสินค้าหรูรายุโรปและสินค้าฟุ่มเฟือยสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงรับอานิสงค์จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันพุธที่ 16.03.2022 ดัชนี Dow Jones +518.76 จุด +1.55% S&P 500 +95.41 จุด +2.24% และ Nasdaq 100 +498.22 จุด +3.70% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. หุ้นยุโรปเปิดตลาดพุ่งขึ้น ฟื้นตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ (ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ตลาดหุ้นยุโรป ลบไปกว่า 10%) หลังจากที่ทางจีนส่งสัญญาว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงตลาดความหวังความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพยูเครน-รัสเซีย
หุ้นเทคโนโลยีของประเทศเนเธอร์แลนด์อย่าง Prosus ที่ถือหุ้นใหญ่ของ Naspers (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลงทุนใน Tencent ช่วงระยะเริ่มต้นอีกที) ปรับตัวขึ้นแรงโดยปิดบวกที่ +23.88%
อีกกลุ่มหุ้นยุโรปที่ได้รับปัจจัยบวกจากการประกาศนโยบายของทางการจีนคงหนีไม่พ้นหุ้นสินค้าหรูราอย่าง LVMH, Richemont และ Hermes ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวจีน โดย LVMH +6.59% Richemont +7.53% Hermes+7.54%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกแรง โดย STOXX 600 ปิดที่ +3.06%
2. คืนที่ผ่านมาทางสหรัฐฯ มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 ตัว
(i) ตัวเลขยอดค้าปลีกหรือ US Retail Sales ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัวเพียง +0.30% (MoM) ต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ +0.40% และต่ำกว่าเดือนมกราคม (ฉบับปรับปรุง) ที่ +4.9%
สินค้าที่มียอดขายขยายตัวได้ดีที่สุด 3 อันดับแรกคือ ธุรกิจปั้มน้ำมัน +5.3% ร้านอาหาร +2.5% และอุปกรณ์กีฬา, สันทนาการและงานอดิเรกต่าง ๆ +1.7%
ในขณะที่สินค้าที่หดตัวสูงสุด 3 อันดับได้แก่ สินค้าออนไลน์ -3.7% สินค้าตกแต่งบ้านรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ -1.0% และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ -0.60%
(ii) ตัวเลขยอดค้าปลีกพื้นฐาน (ไม่รวมสินค้า big ticket อย่างรถยนต์) หรือ US Core Retail Sales ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัว +0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) แย่กว่าที่คาดไว้มากที่ขยายตัว +0.9%
การขยายตัวของภาคค้าปลีกส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมนอกสถานที่เช่นปั้มน้ำมันและร้านอาหาร แสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับโควิดที่ลดลงในสหรัฐฯ
3. ค่ำวานที่ผ่านมามีรายงานการประชุม U.S. Federal Open Market Committee (FOMC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการส่วนสำคัญกำหนดทิศทางนโยบายทางการเงินของ Fed หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมีสรุปใจความสำคัญได้ว่า
Fed ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเป็นทางการในอัตรา 0.25%
- จากเดิมดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.00-0.25% เป็น 0.25-0.50%
- ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Interest on reserves (อัตราที่ธนาคารกลางสหรัฐจ่ายดอกเบี้ยเงินสำรอง) จาก 0.15% เป็น 0.40%
- ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Reverse repo rate (อัตราที่ธนาคารกลางของประเทศ กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ) จาก 0.05% เป็นไม่เกิน 0.5%
และหลังจากนี้ Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 6-7 ครั้ง โดยมีเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.90% ภายในสิ้นปี 2022
อย่างไรก็ตามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้ (Price-in) ไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนการที่ Fed จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยให้ได้อีก 6-7 ครั้งในปี ทำให้นักวิเคราะห์บางสถาบันอย่าง Allianz Investment เริ่มมองไปถึงเรื่องการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ตึงตัว (Monetary tightening policy) ที่อาจจะตามมาเร็วขึ้น
4. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น 2 ปี (Bond yield 2-Year) พุ่งแรงเกือบแตะ 2% ส่วน Bond yield 10-Year ปรับตัวขึ้นเช่นกันโดยทำระดับอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ส่งผลดีโดยตรงกับกลุ่มสถาบันการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันกว่า 3%
แม้ว่าตลาดโดยรวมจะกังวลกับทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของ Fed ในปีนี้ แต่ในระยะสั้นตลาดกลับรับรู้ประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% แล้ว รวมถึงข่าวเชิงบวกล่าสุดสำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับสงครามยูเครน-รัสเซีย
5. หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้น 3 อันดับสูงสุดได้แก่หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย +3.35% กลุ่มเทคโนโลยี +3.32% และกลุ่มผู้ให้บริการสื่อสาร +2.93%
แม้จะมีความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันของหุ้นที่มีการเติบโตหลายตัวในกลุ่มเทคโนโลยี แต่หุ้นเทคโนโลยีโดยรวมสามารถปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยมากเป็นหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Meta, Apple, Alphabet และ Amazon
Starbucks +5.16% Nike +4.85% Lowe’s +0.11% McDonald +2.40% Home Depot +0.72% Target +0.11% TJX +1.33%
Walt Disney +2.94% AT&T +0.43% T-Mobile +1.17% Verizon -0.51%
6. หุ้นกลุ่มพลังงานยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยหุ้นที่ Underperform ตลาดสูงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน -0.43% กลุ่มผู้ให้บริการสาธารณูปโภค -0.17% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค +0.13%
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงจากปัจจัยเชิงบวกสำหรับสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลด้านราคาน้ำมันและพลังงาน
Exxon Mobil -0.38% Chevron -0.36% Conoco Phillips -0.24% APA Corp +0.41% Occidental -2.82%
หุ้นเชิงรับอย่างกลุ่ม ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคค่อนข้างทรงตัวในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่เป็นบวก
P&G -0.34% Mondelez +1.28% Colgate -0.45% Phillip Morris +1.20% Coca-Cola -0.27% PepsiCo +0.44%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี นำโดย Meta (Facebook) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นกว่า 6%
Apple +2.90% Microsoft +2.52% Alphabet +3.16% Amazon +3.89% Meta +6.04% Netflix +4.01% Adobe +4.91% Salesforce +4.81% Visa +2.78% Mastercard +2.89%
หุ้น Innovation ฟื้นตัวได้ดีตามตลาด โดยหุ้นด้าน Cryptocurrency และผู้ให้บริการซื้อขายและเปลี่ยนสินทรัพย์ อย่าง Coinbase และ Robinhood ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 10%
Tesla +4.78% Lucid Group +7.46% Roku +12.84% Teladoc Health +11.37% Block (Square) +12.57% Zoom +7.95% Spotify +7.87% Twilio +11.76% Coinbase +10.61% Robinhood +15.76% Affirm +17.68% Unity Software +13.52% Shopify +12.46%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นเช่นกัน
Nvidia +6.63% AMD +5.52% Intel +4.06% Micron +8.97% Qualcomm +4.33% Broadcom +2.42%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี โดย ETF ในหุ้น Technology จีน พุ่งสูงกว่า 40%
ARK Innovation (ARKK) +10.39% ARK Fintech (ARKF) +11.67% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) +6.72% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) +5.15% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) +7.13% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) +8.44% Global X Cybersecurity (BUG) +0.71% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) +39.72%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรงในรอบ 2 ปี หลายบริษัท หุ้นพุ่งกว่า 30-40%
โดยปัจจัยบวกที่หนุนหุ้นจีนครั้งนี้มาจากทางการจีนให้สัญญาณจะออกนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเทคโนโลยีให้ชัดเจน พร้อมทั้งจะสนับสนุนหุ้นกลุ่ม ADRs (American Depositary Receipts) จีนในสหรัฐฯ
Alibaba +36.76% Baidu +39.20% Coupang +17.09% Didi Global +41.67% iQIYI +49.76% JD +39.36% Luckin Coffee +44.65% NetEase +25.69% Pinduoduo +56.06% SEA +18.76% TAL Education +36.65% TSMC +4.03% Nio +25.59% Xpeng +29.55%
10. S&P500 VIX Index ปรับตัวลดลงแรงตั้งแต่เปิดตลาด โดยปรับตัวลดลงหลุดระดับ 30 จุด โดยปิดที่ 26.67 จุด (-10.59%)
ด้าน Nasdaq 100 VIX ปรับตัวลดลงไปในทิศทางเดียวกันกับ S&P500 VIX แต่ยังคงยืนเหนือ 30 จุด โดยปิดที่ 30.81 จุด (-11.08%)
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า โดยล่าสุดอยู่ที่ 98.50 จุด (-0.12%)
ราคาทองคำผันผวนระหว่างวัน ร่วงหลุดระดับ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,926 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากอ่อนค่ามาตลอดสัปดาห์ โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 33.345 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวผันผวนในกรอบ 94-99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดราคาอยู่ที่ 96.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา