27 มี.ค. 2022 เวลา 05:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Kotaro lives alone: เมื่อพฤติกรรมของเด็กสามารถสะท้อนปัญหาสะท้อนปัญหาในครอบครัวได้มากกว่าที่คิด
**บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาบางส่วนของซีรี่ส์และอนิเมะ Kotaro lives alone**
สวัสดีขอรับ กระผมชื่อซาโต้ โคทาโร่ อาศัยอยู่ห้อง 203 ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ
ประโยคแนะนำตัวที่มาพร้อมกล่องกระดาษทิชชู่รสหวานราคาแพงซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากเด็กอายุ 4 ขวบนี้ คงเป็นประโยคแนะนำตัวที่ทำให้ผู้ที่ได้ยินจดจำได้ดีที่สุด
จะมีเด็ก 4 ขวบที่ไหนพูดจาสำนวนโบราณแบบนี้ จะมีเด็ก 4 ขวบที่ไหนเอาของมาฝากและแนะนำตัวกับเพื่อนบ้านด้วยตัวเอง และจะมีเด็ก 4 ขวบที่ไหนที่เช่าห้องอาศัยอยู่คนเดียวอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวละคร “โคทาโร่” กลายเป็นที่จดจำของคนดูทันทีตั้งแต่ฉากแรกที่ออกมา ก่อนที่เรื่องราวจะพาไปสำรวจนิสัยใจคอ ความคิด และพฤติกรรมแปลกๆ ของเด็กชายสวมเสื้อยืดสีขาว-แดงคนนี้และทำให้เรารู้ว่าพฤติกรรมแปลกๆ เหล่านั้นล้วนมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวและการเลี้ยงดูทั้งสิ้น แม้แต่พฤติกรรมที่เล็กน้อยมากๆ อย่างการเลือกยี่ห้อทิชชู่หรือการไม่ชอบโดนถ่ายรูปที่ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวและปัจเจกมากๆ ก็ตาม ทำให้น่าคิดว่าบางที พฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมาอาจจะกำลังบอกอะไรเรามากกกว่าการเป็นแค่พฤติกรรมส่วนตัวอยู่หรือเปล่า หรือกระทั่งอาจเป็น “สัญญาณขอความเช่วยเหลือ” บางอย่างของเด็กอยู่
Kotaro lives alone เป็นเรื่องราวของเด็กชายอายุ 4 ขวบ “ซาโต้ โคทาโร่” ที่ย้ายมาอยู่อาศัยใน อพาร์ทเม้นท์ “ชิมิสึ” ห้อง 203 เพียงลำพังคนเดียวและได้เจอกับเพื่อนร่วมอพาร์ทเม้นท์อย่าง “คาริโนะ” นักเขียนการ์ตูนไส้แห้ง “มิซึกิ” สาวบาร์ร่าเริง “ทามารุ” คุณลุงท่าทางดูนักเลง และคนอื่นๆ ในชีวิตของโคทาโร่ โดยต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนมังงะที่เขียนและวาดโดยสึมุระ มามิ ก่อนที่จะถูกดัดแปลงเป็นซีรี่ส์คนแสดงและอนิเมะฉายลงในแพลตฟอร์มสรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Netflix ในเวลาต่อมา
โดยการดำเนินเรื่องส่วนใหญ่นั้นจะใช้วิธีเล่าถึงนิสัย พฤติกรรม และความคิดที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไปของโคทาโร่ผ่านการใช้ชีวิตและการมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครต่างๆ แล้วจึงเฉลยถึงสาเหตุและที่มาของนิสัย พฤติกรรม และความคิดแปลกๆ เหล่านั้นที่สะท้อนถึงอดีตและปัญหาในครอบครัวของโคทาโร่ที่หนักหน่วงเกินกว่าที่เราคิดว่าเด็กคนนึงจะรับไหว ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ทำให้เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในใจของคนดูได้ทันทีนอกเหนือจากลายเส้นตัวละครที่น่ารักและบรรยากาศอบอุ่นใจที่ฉาบหน้าความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความเจ็บปวดของตัวละครเอาไว้
พฤติกรรมของเด็ก ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็มีสาเหตุเสมอ
อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่านิสัย พฤติกรรม และความคิดแปลกๆ ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไปของโคทาโร่นั้นจะมีการเฉลยถึงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังเสมอ เช่น การที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียว ก็เป็นเพราะตัวเขาอยากจะได้ชื่อว่าเป็นคนเข้มแข็ง และที่อยากจะเป็นคนเข้มแข็งก็เป็นเพราะเขาคิดว่าความอ่อนแอของตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทำให้แม่ออกจากบ้านไปและทำให้พ่อกลายเป็นคนไม่ดี (เพราะตอนที่พ่อลงมือทำร้ายแม่ เจ้าตัวคิดว่าตัวเองอ่อนแอไม่สามารถปกป้องแม่ได้จนต้องพึ่งตำรวจ ทำให้พ่อของตัวเองถูกจับ และคนที่ถูกตำรวจจับคือคนไม่ดี ดังนั้น ตัวเองที่ทำให้พ่อถูกตำรวจจับจึงเป็นคนที่ทำให้พ่อเป็นคนไม่ดี ในความคิดของโคทาโร่)
จะเห็นว่าพอเราสืบลึกลงไปจนพบว่าต้นตอของพฤติกรรมจริงๆ นั้นมาจากปัญหาในครอบครัว ทำให้เราเห็นว่าแม้จะเป็นพฤติกรรมที่น่าชื่นชมอย่างการพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง ก็สามารถมีสาเหตุที่น่าเศร้าจนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าบางที การที่ได้เห็นโคทาโร่ทำตัวเป็นเด็กที่เคยชินกับการพึ่งพาคนอื่นอาจจะรู้สึกดีและสบายใจกว่า หากพฤติกรรมที่น่าชื่นชมนี้จะต้องแลกกับการมีปัญหาครอบครัวที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เด็กคนนึงจะรับไหว ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างโคทาโร่กับพ่อแม่เช่น การเก็บถุงมือยางที่แม่เคยใช้ไว้หรือการที่โคทาโร่ชอบดูทีวีจนดึกดื่น พฤติกรรมทุกอย่างโคทาโร่นั้นสามารถสืบย้อนไปจนถึงสถานะและความสัมพันธ์ของครอบครัวได้ทุกอย่างเลย
ไม่ใช่แค่เพียงพฤติกรรมที่ดีอย่างพฤติกรรมที่น่าชื่นชมหลายๆ อย่างของโคทาโร่เท่านั้น แต่พฤติกรรมของเด็กที่หลายๆ คนมองว่าเป็นความซุกซนของตัวเด็กเองก็สามารถมีสาเหตุที่สืบย้อนไปได้ถึงปัญหาในการเลี้ยงดูของคนในครอบครัวของเด็กได้เช่นกัน ย่างในกรณีเพื่อนร่วมชั้นของโคทาโร่ที่มาชวนโคทาโร่หนีออกจากบ้านไปเที่ยวเล่น สาเหตุก็มาจากการที่เด็กคนนั้นไม่ค่อยได้รับความเอาใจใส่จากแม่เท่าไหร่ตั้งแต่ที่มีลูกอีกคนเกิดมา ทำให้รู้สึกว่าถูกละเลยความสนใจไป ในกรณีแบบนี้ เราสามารถพุ่งเป้าไปที่ความซุกซนของเด็กและตำหนิที่ตัวเด็กได้อย่างเต็มปากจริงๆ หรือ? หรือว่าเราควรที่จะทำความเข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรมนั้นๆ ก่อนที่จะชี้นิ้วไปหาสิ่งที่ควรตำหนิจริงๆ กัน?
การทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็ก ก็เป็นการทำความเข้าใจถึงปัญหาในครอบครัววิธีหนึ่ง
ไม่เคยมีครอบครัวไหนที่ไม่เคยมีปัญหา เมื่อมนุษย์จำนวนที่มากกว่า 1 คนใช้ชีวิตร่วมกัน ย่อมต้องมีบางเรื่องที่ไม่ได้เห็นไปทางเดียวกันอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะมีประเด็นปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นภายในครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ อยู่ที่ว่าสมาชิกภายในครอบครัวจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหามากพอที่จะทำให้ครอบครัวยังคงสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความรักและหวังดีต่อกันได้หรือไม่ รวมถึงว่าพยายามแล้วทำได้ดีมากพอหรือไม่ด้วย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หลายๆ ครอบครัวไม่พยายามหรือทำได้ไม่ดีพอจนต้องจบที่การแยกย้ายกันไป
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายๆ ครอบครัวไม่สามารถแก้ปัญหาจนทำให้สามารถอยู่ร่วมกันต่อไปได้ คือการที่ไม่เข้าใจถึงปัญหาจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อะไรที่ทำให้แต่ละฝ่ายไม่พอใจ อะไรคือสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ บางครั้งการสื่อสารออกมาด้วยคำพูดก็อาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การสังเกตและพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมของแต่ละคนในครอบครัวก็อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้
โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เด็กมีแนวโน้มที่จะซึมซับทุกอย่างจากพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวทั้งคำพูด นิสัย พฤติกรรมต่างๆ และความคิด แล้วนำมาผูกให้เกี่ยวข้องกับตัวเองจนแสดงเป็นพฤติกรรมออกมา ทำให้พฤติกรรมต่างๆ ที่เด็กแสดงออกมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะละเลยในการทำความเข้าใจเพราะอาจจะสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวในอีกมุมนึงก็ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ครอบครัวมีปัญหา ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ยากในบางครั้ง แต่ก็เริ่มต้นได้ด้วยคำถามง่ายๆ อย่าง “ทำไมถึงทำ/คิดแบบนี้ล่ะ?” และเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดอธิบายความคิดของเขาอย่างที่รู้สึกสบายใจ เพียงเท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาในครอบครัวแล้วล่ะ
โฆษณา