และการได้บรูซ วิลลิสมารับบทบาทนี้ก็เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับพระเอกหนังแอคชั่นที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น มีความเจ็บได้ โกรธเป็น ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่พร้อมกำราบผู้ร้ายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การสู้ไป คิดไป และด่าไปของจอห์น แมคเคลน ทำให้หนัง Die Hard กลายเป็นแฟรนไชส์ชั้นดีของหนังแอคชั่นยุคใหม่ และแน่นอนว่า ได้แจ้งเกิด บรูซ วิลลิส ในฐานะซูเปอร์สตาร์เพียงชั่วข้ามคืน
พระเอกผู้เข้าถึงได้หลายบทบาท
และทั้งจาก Moonlighting และ Die Hard ทำให้บรูซ กลายเป็นพระเอกที่ฮอลลีวูดต้องการในทันที เพราะสามารถรับงานการแสดงได้หลากหลายเมื่อเทียบกับพระเอกหนังคนอื่นที่ภาพลักษณ์ของพวกเขาถูกจำกัดให้รับแสดงได้เพียงแนวเดียว
ในช่วงยุค 90s จึงเป็นยุคทองของเขาที่ทำให้เขาได้มีโอกาสโชว์ฝีมือทางการแสดอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบทแอคชั่นจากภาคต่อของ Die Hard 2 (1990), หนังตลกอย่าง Look Who’s Talking (1991) ที่เขารับให้เสียงพากย์เป็นเด็กสุดแสบ, Death Become Her (1992) หนังตลกร้ายที่บรูซ รับบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ท่ามกลาง 2 สาวอมตะที่ยื้อแย่งเขา ไปจนถึงหนังอาชญากรรมอินดี้พลิกวงการอย่าง Pulp Fiction (1994) หนังไซไฟไอเดียเจ๋งอย่าง 12 Monkeys (1995) หนังดราม่าสยองขวัญหักมุมสุดคลาสสิค The Sixth Sense (1999) หรือแม้กระทั่งหนังแอ๊คชั่นหายนะอุกกาบาตชนโลกอย่าง Armageddon (1998) รวมไปถึงการแต่งงานของเขากับนักแสดงสาวสุดฮอตแห่งยุคอย่าง เดมี่ มัวร์ ก็นับได้ว่ายุค 90s ถือเป็นช่วงเวลาที่โดดเด่นสำหรับบรู๊ซ ไม่ใช่น้อย
แต่ในขณะเดียวกัน เพราะมีงานแสดงให้เลือกหลากหลาย จึงมีผลงานที่ได้รับการวิจารณ์อย่างเลวร้ายอยู่ในมือของเขาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Hudson Hawk (1991) หนังแอคชั่นที่โดนนักวิจารณ์และคนดูสับเละ จนเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัล Razzie Awards เป็นครั้งแรก รวมไปถึงหนังอีโรติกเขย่าขวัญอย่าง Color of Night (1994) หนังเปลืองเนื้อเปลืองตัวที่ผลตอบรับแสนเลวร้าย และปี 1998 ที่บรูซ คว้ารางวัล Razzie ในสาขานักแสดงนำยอดแย่ จากหนังถึง 3 เรื่องได้แก้ Armageddon, Mercury Rising และ The Siege