ดังนั้นอนัตตาในความหมายทางโลก จึงหมายถึงสภาพจิตที่ไม่ปรุงแต่งตัวตน เป็นคน สัตว์ สิ่งของขึ้นมา ตัวตนก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม สําหรับผม เวลาเห็นหน้าลูก ผมก็มองไม่เห็นอนัตตา เวลาผมคุยกับใครก็ไม่เห็นอนัตตา เพราะตัวตนเริ่มโผล่ในความคิดขึ้นมาในสถานะภาพต่างๆ แต่เวลาจิตผมเป็นสมาธิ ผมจึงค่อยๆเห็นอนัตตา อนัตตาจึงไม่ใช่สภาพที่ว่าง
ปล่าวปราศจากตัวตนโดยสิ้นเชิง แต่หมายถึงการที่เรารู้ถึงสภาพจิตของเราเองที่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมา ส่วนในความหมายทางปรมัตถ์ จะหมายถึงสภาพไร้ซึ่งการปรุงแต่งทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาโดยสิ้นเชิง ผมจึงมีทั้งสัมมาทิฏฐิในทางโลก เช่น ปฏิบัติตัวเป็นคนดี ยึดเอาคําสอนของศาสดา ครูบาอาจารย์ ปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด แต่สิ่งเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิในทางธรรม นั่นคือยังยึดติดในอะไรบางอย่างอยู่