10 เม.ย. 2022 เวลา 08:08 • ปรัชญา
ขึ้นอยู่กับตัวเราว่า เรามีอวิชชาหรือความหลงผิดในตัวตนมากน้อยเพียงใด มีมาก มิจฉาทิฐิก็มากตาม เพราะพวกกิเลส ตัณหา อุปาทาน บดบังสัมมาทิฏฐิและพุทธภาวะในตัวมิให้เบ่งบานออกมา โดยหลอกให้เราหลงทางและเชื่อว่าเป็นจริง ทําถูกต้องปฏิบัติดีแล้ว ดีงามแล้ว ส่วนในตัวผมอันไหนเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันไหนสัมมาทิฏฐิ จะใช้วิธีตรวจสอบจากตรรกะพื้นๆแบบมนุษย์ดูก่อน ถ้าอะไรที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มักจะเกิดจากกิเลสที่ก่อตัวทําให้คิดเช่นนั้น ความเข้าใจไม่ใช่เกิดจากสติปัญญาที่แท้จริง ความเข้าใจจะเป็นแบบไม่ทะลุ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ชัดเจน เข้าได้กับกฏเกณฑ์หนึ่งแต่ไม่เข้ากับอีกกฏเกณฑ์หนึ่ง หรือใช้ได้กับสถานการณ์หนึ่งแต่อีกสถานะการณ์ใช้ไม่ได้หรือไม่ใช่ความจริงแท้โดยสมบูรณ์ ส่วนอันไหนที่พิจารณาไม่ออกหรือยากๆจริงๆก็จะสอบถามจากผู้รู้เอา เช่น นิพพานเป็นอนัตตาเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ แล้วลองพิจารณาดูเอาว่าน่าจะใช่หรือไม่ใช่?
แต่ความจริงบนโลกมนุษย์ที่เป็นสมมุติบัญญัติ มิใช่ความจริงแท้โดยสมบูรณ์ ใครจะเชื่อว่าจริงก็ไม่ผิดอะไร? ตัวอย่างเช่น กฏของไตรลักษณ์ที่ทุกอย่างในจักรวาล มีสภาพทนไม่ได้ ไม่มีตัวตนที่แท้ แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามต้องการได้ ถ้าเรามองโลกแบบมนุษย์ที่มีอัตตาและอวิชชา ย่อมมองเห็น คน สัตว์ สิ่งของมีตัวมีตนกันทั้งสิ้น ในเมื่อจิตเป็นเจ้าของตัวตน อยากมีตัวตน ย่อมมองไม่เห็นว่าจะเป็นไตรลักษณ์ตรงไหน สมมติบัญญัติจึงเป็นความจริงทางโลก เพื่อให้ชาวโลกใช้ชีวิตทางโลกไป ชาวโลกมองว่าถูกต้องเป็นจริงแล้วแต่ในทางธรรมถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เกิดจาก อวิชชา กิเลส บังตา
อนัตตาก็เช่นเดียวกัน ใครๆย่อมมองไม่เห็นว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างแม้แต่ความคิดเราก็เป็นอนัตตา หรือตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์ เช่นเดียวกัน แต่การที่เราบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา โดยที่ตัวเรามีอัตตาครอบงําอยู่ เราใช้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องอนัตตา โดยมิได้เห็นจริงๆ เราจึงมีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องนี้เช่นกัน การใช้ความคิดในการเข้าถึงสภาวะธรรมต่างๆจึงเป็นไปไม่ได้ จะเข้าถึงได้ด้วยวิปัสสนาญาณเท่านั้น
ดังนั้นอนัตตาในความหมายทางโลก จึงหมายถึงสภาพจิตที่ไม่ปรุงแต่งตัวตน เป็นคน สัตว์ สิ่งของขึ้นมา ตัวตนก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม สําหรับผม เวลาเห็นหน้าลูก ผมก็มองไม่เห็นอนัตตา เวลาผมคุยกับใครก็ไม่เห็นอนัตตา เพราะตัวตนเริ่มโผล่ในความคิดขึ้นมาในสถานะภาพต่างๆ แต่เวลาจิตผมเป็นสมาธิ ผมจึงค่อยๆเห็นอนัตตา อนัตตาจึงไม่ใช่สภาพที่ว่าง
ปล่าวปราศจากตัวตนโดยสิ้นเชิง แต่หมายถึงการที่เรารู้ถึงสภาพจิตของเราเองที่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมา ส่วนในความหมายทางปรมัตถ์ จะหมายถึงสภาพไร้ซึ่งการปรุงแต่งทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาโดยสิ้นเชิง ผมจึงมีทั้งสัมมาทิฏฐิในทางโลก เช่น ปฏิบัติตัวเป็นคนดี ยึดเอาคําสอนของศาสดา ครูบาอาจารย์ ปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด แต่สิ่งเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิในทางธรรม นั่นคือยังยึดติดในอะไรบางอย่างอยู่
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะกิเลสมันมีหลายชั้น หลายระดับและซ่อนตัวหยั่งลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์เรียกว่าอนุสัย แม้แต่การปฏิบัติภาวนา ที่เราคิดว่าดีงาม เป็น สัมมาทิฏฐิ ก็ยังมีกิเลสเล็กๆซ่อนอยู่ นั่นคือ ความอยากหลุดพ้น ความไม่อยากเป็นคนปรกติ อยากเป็นคนถือศีล หรือเกิดภพของนักปฏิบัติไว้ในจิต ที่ขัดขวางมิให้จิตเข้าถึงสภาวะธรรมจริงๆ จนกว่าผมจะปฏิบัติให้ถึงจุดสิ้นสุดของ อาสวะกิเลสและอวิชาที่กองสะสมในจิต ผมถึงจะเกิดสัมมาทิฏฐิจริงๆได้
โฆษณา