29 เม.ย. 2022 เวลา 09:54 • กีฬา
เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีหลายสิ่งที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด แม้แต่เรื่องการต่อสัญญายังให้ภรรยามาช่วยคิดเหมือนกัน วิเคราะห์บอลจริงจังจะเล่าให้ฟัง
ถามถึงความคล้าย ของเฟอร์กี้กับคล็อปป์มีอะไรบ้าง?
อย่างแรกคือ Charisma หรือเสน่ห์ที่น่าดึงดูด คำพูดคำจาในห้องแถลงข่าวที่ชาญฉลาด รู้จักวางตัวอย่างเหมาะสมเสมอ มีน็อตหลุดบ้างบางที แต่ก็ไม่บ่อย
อย่างที่สองคือ บารมีที่น่ายำเกรงในสายตาของนักเตะ มันจะมีผู้จัดการทีมบางคน ที่นักเตะสามารถลูบคมได้ ปีนเกลียวได้ แต่เฟอร์กี้ หรือคล็อปป์ คุณไม่มีทางทำแบบนั้นได้
ทันทีที่เดวิด เบ็คแฮมติดปลาสเตอร์เหนือคิ้วให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ หลังเกิดเหตุสตั๊ดบิน เพื่อเป็นการแฉว่าโดนเฟอร์กี้ทำร้ายร่างกาย (แม้จะไม่ตั้งใจ) ไม่กี่วันจากนั้น เฟอร์กี้สั่งขายเบ็คแฮมให้เรอัล มาดริดทันที ในราคาแค่ 25 ล้านปอนด์
หรืออย่างเคสของมามาดู ซาโก้ ที่ในการปรีซีซั่นครั้งแรกของคล็อปป์ เขามาขึ้นเครื่องบินสาย จากนั้นก็มาซ้อมสาย มากินข้าวสาย ไม่เคารพกฎอะไรของทีมเลย ทำให้คล็อปป์ใช้คำว่า Lack of Respect (ขาดความเคารพ) แล้วตัดสินใจปล่อยซาโก้ทิ้งทันที ทั้งๆ ที่เป็นตัวหลักของทีมในปีก่อนแท้ๆ
2
เราจะเห็นว่า โค้ชทั้ง 2 คน มีความเฉียบขาดมาก ถ้าจะเกิดเหตุการณ์นักเตะคิดท้าทาย บางครั้งคนเป็นผู้จัดการทีมก็ต้องแสดงให้เห็นถึงอำนาจเช่นเดียวกัน
อย่างที่สามคือเรื่องความสามารถในการคุมทีม ตอนเฟอร์กี้ มาคุมแมนฯ ยูไนเต็ดช่วงแรก ทีมก็ไม่ได้แชมป์อะไรเหมือนกัน เฟอร์กี้ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีแรก กว่าจะได้แชมป์ลีกสูงสุด เช่นเดียวกับคล็อปป์ ที่ใช้เวลา 5 ปี กว่าจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก
แต่พอปรับจูนทีมได้ปั๊บ นักเตะเริ่มเข้าใจไอเดีย เข้าใจแผน ทีมก็พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ แผน 4-4-2 ในยุคแรกของเฟอร์กี้ ตามด้วย 4-5-1 สร้างความน่ากลัวในพรีเมียร์ลีกอย่างมากในยุคนั้น
ส่วนของคล็อปป์ ด้วยระบบ 4-3-3 ที่เขายึดมั่น มันก็เป็นแผนการเล่นที่ดีที่สุด ถึงวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ใช้ได้กับคู่แข่งทุกทีม ไม่ว่าจะเจอเกมรับแบบไหน
และมาถึงสิ่งที่คล้ายกันอย่างที่ 4 คือเรื่อง "การให้คนรอบตัว ช่วยในการตัดสินใจ"
1
เมื่อวานนี้ เราคงทราบกันไปแล้วว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ประกาศต่อสัญญาฉบับใหม่ จากเดิมสิ้นสุดลงเดือนมิถุนายน 2024 ขยับเพิ่มไปอีก 2 ปี เป็นมิถุนายน 2026
1
ว่าง่ายๆ คือ จากเดิมที่แฟนลิเวอร์พูลจะได้เห็นคล็อปป์อีกแค่ 2 ซีซั่น ก็จะเห็นคล็อปป์เป็น 4 ซีซั่นแทน (2022-23, 2023-24, 2024-25 และ 2025-26)
2
ตอนแรกคล็อปป์ตั้งใจมากๆ ที่จะยุติการทำทีมแค่ปี 2024 เพราะมันแปลว่าเขาจะทำทีมลิเวอร์พูลมาแล้วถึง 8 ปีครึ่ง เป็น Range ที่มากกว่าตอนคุมไมนซ์ (7 ปี) หรือ ดอร์ทมุนด์ (7 ปี) เสียอีก
ใจจริง คล็อปป์ไม่อยากคุมสโมสรแห่งใดแห่งหนึ่งมากไปกว่า 7 ปี เพราะมันจะทำให้ไฟตัวเองมอด ตัวเขาเองต้องการไปหาความท้าทายใหม่ๆ ในเส้นทางอาชีพเช่นกัน
หลายคนเชื่อว่า คล็อปป์จะไปสานฝันกับเป้าหมายสูงสุด คือคุมทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เพราะสัญญาของเดเอฟเบ กับบุนเดสเทรนเนอร์คนปัจจุบัน ฮันซี่ ฟลิค จะหมดลงในปี 2024
ซึ่งถ้าฟลิค ไม่สามารถพาทีมได้แชมป์เวิลด์คัพ 2022 และ ยูโร 2024 ฝั่งเดเอฟเบคงไม่ต่อสัญญา แล้ว ณ เวลานั้น คล็อปป์ ที่หมดสัญญากับลิเวอร์พูลพอดี ก็สามารถเสียบต่อ แล้วพาเยอรมันไปลุยฟุตบอลโลก 2026 ได้เลย เหมือนทุกอย่างจะเป็นแพลนที่วางไว้อย่างดีมากๆ
1
แต่แล้วคล็อปป์ก็สร้างความตื่นตะลึง ด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่ อย่างพลิกความคาดหมายมากๆ
เหตุผลที่คล็อปป์ต่อสัญญานั้น BBC ใช้คำว่า Jurgen Klopp built it. Why walk away from it? (เจอร์เก้น คล็อปป์ สร้างทีมนี้ขึ้นมา ทำไมเขาต้องเดินหนีสิ่งที่ตัวเองสร้างด้วยล่ะ)
ลองคิดถึงเกม Football Manager ถ้าเราอุตส่าห์สร้างทีมที่สุดยอด และเริ่มจะได้แชมป์ มีโอกาสสร้างอาณาจักรความยิ่งใหญ่ของตัวเองได้ ทำไมจะทิ้ง ไปคุมทีมอื่นล่ะ
1
เขาสานต่อทีมนี้จากเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในสภาพทีมที่มืดมนมาก ขณะที่แฟนบอลก็หมดศรัทธากับสโมสร ค่อยๆ นับหนึ่งช้าๆ ซื้อผู้เล่นใหม่มาทีละตัว จนยกระดับให้ทีมหงส์แดง กลายเป็นสโมสรระดับโลก
1
แล้วมันไม่เหมือนกับเคสตอนคุมไมนซ์ ที่ศักยภาพทีมมันไปได้แค่นั้น หรือตอนคุมดอร์ทมุนด์ที่เขาหมดไอเดียในการทำให้ทีมดีขึ้นแล้ว แต่กับลิเวอร์พูล มันไม่ใช่ ทีมชุดนี้ยังไปต่อได้อีก
3
นักเตะชุดเดิม อลิสซอน-ฟาน ไดค์-ซาลาห์-มาเน่-ฟีร์มีโน่-ฟาบินโญ่-เฮนเดอร์สัน ยังเล่นได้อย่างน้อยก็อีก 2 ปีเต็มๆ
1
หรืออนาคตต่อจาก 2 ปีหน้า ก็ยังดูจะสดใส โรเบิร์ตสัน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,โกนาเต้ แม้แต่ เอลเลียตต์, โจนส์ หรือ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ที่กำลังจะได้ตัว คือศักยภาพของทีม ไม่ได้แผ่วลงไปเรื่อยๆ มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้น
3
ชีวิตในสนามซ้อมก็แฮปปี้ ขุนพลคู่ใจ เป๊ป ลินเดอร์ส พร้อมเป็นมือขวาให้เขาต่อโดยยังไม่อยากลาออกไปคุมทีมด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับปีเตอร์ คราเวียตซ์ ผู้ช่วยอีกคน, อันเดรียส คอร์นเมเยอร์ โค้ชฟิตเนส, วิเตอร์ มาตอส โค้ชทีมชุดใหญ่ และ จอห์น อัชเตอร์เบิร์ก โค้ชผู้รักษาประตู ทุกคนพร้อมอยู่ต่อหมด
2
ขณะที่เรื่องนอกสนาม ผู้บริหารก็ยังซัพพอร์ททุกอย่างที่เขาต้องการ การซื้อขายก็จัดหานักเตะมาให้เรื่อยๆ ทีมงานซื้อขายแม้จะไม่มีไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ แต่ก็ได้จูเลียน วอร์ด ที่มีสกิลไม่แพ้กันมาทดแทน
1
ส่วนแฟนบอลก็บูชาคล็อปป์สุดหัวใจ ในสนามแอนฟิลด์เพลงยอดนิยมอันดับหนึ่งที่แฟนๆ ร้อง Chant กันตอนนี้ ไม่ใช่ Mo Salah Running down the wing แต่เป็นเพลง I’m so glad, that Jurgen is a Red คือดูทรงแล้วคล็อปป์มีโอกาสได้รูปปั้นหน้าแอนฟิลด์ตาม แชงคลีย์และเพสลีย์ ในอนาคตเหมือนกัน
6
ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไร ที่คล็อปป์จะไม่ต่อสัญญา อยู่ลิเวอร์พูลต่ออีกสัก 4 ปี อุตส่าห์ปลูกพืชขึ้นมาแล้ว ก็อยู่เก็บเกี่ยวความสำเร็จไปอีกสักระยะก็ดีเหมือนกัน จากนั้นพอถึงปี 2026 จะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที
1
ย้อนกลับไปเรื่องที่ 4 ที่คล็อปป์คล้ายกับเฟอร์กูสัน คือเรื่องการให้คนรอบตัวช่วยในการตัดสินใจ อธิบายคือตอนแรกคล็อปป์มีความแน่วแน่ของตัวเองว่ายังไงก็จะคุมทีมจนถึงปี 2024 ตามที่ตั้งใจไว้
แต่เขาก็มาเริ่มพิจารณาการอยู่ต่อ หลังจากคุยกับ อูลล่า ภรรยาของเขาที่แต่งงานกันมานาน 17 ปี
1
โดยคล็อปป์เล่าว่า "เรานั่งกันที่โต๊ะอาหารแล้วอูลล่า ก็พูดขึ้นมาว่า 'ฉันนึกไม่ออกว่าเราจะไปจากที่นี่ในปี 2024 ได้อย่างไร' ผมก็พูดขึ้นมาว่า 'อะไรนะ?' และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มคิดว่า 'งั้นลองมาพิจารณากันจริงๆ จังๆ ดูไหม' "
2
"เพราะอูลล่าอยากจะอยู่ ดังนั้นในฐานะสามีที่ดีคุณจะทำอย่างไร คุณก็ต้องอยู่ต่อน่ะสิ!"
1
"จากนั้นพอผมเริ่มคิดจะอยู่ต่อแล้ว ก็มีอีกหนึ่งการสนทนาที่สำคัญมากๆ คือผมต้องถามเป๊ป ลินเดอร์ส ว่าเขาจะเอายังไง เพราะความสัมพันธ์ของเรา 2 คนไปไกลเกินกว่าเรื่องฟุตบอลมากแล้ว และเมื่อเขาตอบว่า 'ผมเอาด้วย' จุดนั้นมันก็โอเคที่จะเริ่มเปิดการสนทนา และนำมาสู่การต่อสัญญาที่เกิดขึ้นแบบนี้"
3
โอเคล่ะ ว่าความเห็นของอูลล่าไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมีส่วนอยู่บ้างเหมือนกันที่ทำให้คล็อปป์เริ่มคิด ซึ่งจุดนี้ มันคล้ายคลึงมาก กับกรณีของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันในปี 2001
1
ย้อนกลับไปในปี 2001 หลังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 3 สมัย บวกกับได้แชมป์ยุโรป แถมได้ยศเซอร์เรียบร้อยแล้ว เฟอร์กี้ในวัย 60 ปี เริ่มไฟมอด เขาคิดเรื่องการรีไทร์ ออกมาอยู่บ้านเฉยๆ ใช้ชีวิตกับภรรยาเคธี่อย่างสงบสุข
1
ซัมเมอร์ปี 2001 เฟอร์กูสันเข้าไปคุยกับมาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรในขณะนั้น และบอกไปตามตรงว่าเขาอยากยุติอาชีพผู้จัดการทีมไว้แค่หลังจบซีซั่น 2001-02 ซึ่งเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อได้ยินก็ตกใจ แต่เฟอร์กูสันอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึง 3 ข้อด้วยกัน
1
ข้อที่ 1 เขาถึงจุดสูงสุดในอาชีพแล้วได้แชมป์มาแล้วทุกอย่าง มันเหมือนชีวิตการทำงานถึงเส้นชัยแล้ว
ข้อที่ 2 เขาอายุ 60 ปีพอดี เฟอร์กูสันรู้สึกว่าในวัย 60 มันเป็นกำแพงบางอย่างที่กั้นเขาเอาไว้ กล่าวคือเขาคิดว่าตัวเองไม่หนุ่มแน่นพออีกแล้ว มีความกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง บางทีการโหมงานหนักทุกๆ วัน คงไม่ใช่เรื่องดีกับคนที่อายุเข้าเลข 6 แบบนี้
และข้อที่ 3 เขากลัวว่าถ้าคุมทีมไปนานกว่านี้ สโมสรจะยึดติดกับเขามากเกินไป และมันจะส่งผลร้ายต่อสโมสรเอง มันเคยมีเคสที่เซอร์แมตต์ บัสบี้ ที่คุมทีมมายาวนาน ประกาศลงจากตำแหน่งแล้วสโมสรก็ไปกันไม่เป็น ไม่มีผู้จัดการทีมคนไหน ทำทีมได้แชมป์ลีกอีกเลย จนเฟอร์กี้เข้ามานั่นแหละ
1
ดังนั้นเฟอร์กูสันจึงมองว่า เขาคุมทีมมาแล้ว 15 ปี เป็นตัวเลขที่กำลังสวย ถ้าลงจากตำแหน่งตอนนี้น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย สโมสรจะได้มูฟออนจากเขาไปให้เร็วที่สุด
1
มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ รับฟังเหตุผลของเฟอร์กูสัน และนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อบอร์ดบริหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศเรื่องนี้กับสื่อ สาเหตุเพราะสโมสรต้องการให้เวลาเฟอร์กูสันกลับไปคิดทบทวนดูสักระยะก่อน ยังมีเวลาอีก 1 ซีซั่นเต็มๆ กว่าจะจบฤดูกาล บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจได้
และจริงๆตอนนั้นแมนฯ ยูไนเต็ดก็ไปดูออปชั่นอื่นๆในตลาด มันมีผู้จัดการทีมบางคน ที่มีดีกรีพอจะคุมแมนฯ ยูไนเต็ดได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสเวน โกรัน เอริคส์สัน, อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ และ มาร์ติน โอนีล แต่ว่ากันตามตรงทั้ง 3 คนนี้ ไม่มีอะไรการันตีเลยว่า จะสร้างความสำเร็จได้เหมือนที่เฟอร์กูสันทำ
1
สำหรับเฟอร์กี้ เอาจริงๆ เขาก็รู้สึกสับสน กล่าวคือแม้จะมีเหตุผลมากมายที่บอกว่าเขาควรรีไทร์ แต่ในใจลึกๆของเขายังมีความกระหายไม่ลดลงเลย อย่างไรก็ตามเมื่อตัวเองแสดงเจตจำนงไปแบบนั้นแล้ว จะถอนคำพูดมันก็คงกระไรอยู่
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2001-02 ผ่านไปครึ่งฤดูกาล ในวันที่ 25 ธันวาคม 2001 ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ไม่มีการแข่งขันและไม่มีการซ้อม ทำให้ครอบครัวเฟอร์กูสัน ประกอบด้วยอเล็กซ์ ภรรยาเคธี่ และลูกชายทั้ง 3 คน มานั่งกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาตามธรรมเนียม
2
ในวันนั้น เคธี่ พูดขึ้นมาบนโต๊ะอาหารว่า "อเล็กซ์ เราทั้ง 4 คน ได้ข้อสรุปเรื่องตัวคุณแล้ว คุณจะไม่รีไทร์ในฤดูกาลนี้" ซึ่งไม่ทันที่เฟอร์กูสันจะตั้งตัว เคธี่ อธิบายเหตุผลมาอย่างชัดเจนว่า "ข้อแรกสุขภาพคุณยังแข็งแรงดี ข้อ 2 คุณยังอายุน้อยเกินไปที่จะรีไทร์ และ ข้อ 3 ฉันไม่ต้องการคุณตอนนี้"
1
เฟอร์กูสันเคยเข้าใจว่าการที่เขาอำลาวงการ เป็นสิ่งที่ภรรยาต้องการ เพราะเขาจะมีเวลากับเธอมากขึ้น และน่าจะทำให้ภรรยามีความสุขมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะจริง เคธี่อาจแฮปปี้กับเวลาที่มีร่วมกับสามีมากขึ้นอีกหน่อย แต่ในอีกมุมเธอเองเข้าใจดีว่า ความจริงแล้วสามีของเธอยังมีความกระหายแค่ไหน ชีวิตของอเล็กซ์คือการทำงาน และนี่ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะรีไทร์
1
จากจุดนั้นเอง ทำให้เฟอร์กูสันพิจารณาอีกครั้ง และสุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ต่อ โดยขยายสัญญาจากเดิมที่หมดลงในเดือนมิถุนายน 2002 ขยายเป็น มิถุนายน 2005
และเฟอร์กี้ก็ขยายไปเรื่อยๆ อีกหลายรอบ จนมารีไทร์จริงๆ ในปีเดือนมิถุนายนปี 2013 สรุปคือจากที่ตั้งใจจะอำลาแมนฯ ยูไนเต็ดตอนแรก (ปี 2002) สุดท้ายขยายมาอีก 11 ปีเต็มๆ
2
เราจะเห็นได้ว่า คล็อปป์ กับ เซอร์อเล็กซ์ มีความคล้ายกันอยู่มากจริงๆ แม้กระทั่งเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่ ยังให้ภรรยามีส่วนช่วยในการตัดสินใจเหมือนกัน นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าคู่ชีวิต มันต้องช่วยคิดในเรื่องที่สำคัญเสมอ
2
จากการต่อสัญญาครั้งนี้ ตัวคล็อปป์จะมีสัญญาอีก 4 ปีแต่ใครจะไปรู้ว่า อาจจะต่อไปเรื่อยๆ แบบเฟอร์กี้ก็ได้ ซึ่งในเคสของเฟอร์กี้ รู้ตัวอีกทีก็คุมทีม 26 ฤดูกาลแล้ว และปิดตำนานไปด้วยรูปปั้นหน้าโอลด์แทรฟฟอร์ด พร้อมชื่อสแตนด์ของตัวเอง
มีคำกล่าวหนึ่งซึ่งแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด เชื่อมั่นมาตลอด คือเสียนักเตะคนไหนก็เสียได้ แต่เสียเซอร์อเล็กซ์ไม่ได้ ตอนปล่อยยาป สตัม ก็ถูกแทนที่ด้วยริโอ เฟอร์ดินานด์ , ตอนปล่อยเดวิด เบ็คแฮม ก็มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขอแค่มีเฟอร์กี้อยู่ Dynasty หรืออาณาจักรความยิ่งใหญ่ของยูไนเต็ดก็ยังมีต่อไป เพราะเฟอร์กี้จะพลิกแพลงได้เสมอ
1
สำหรับลิเวอร์พูล ณ เวลานี้ ก็ไม่ต่างกัน คือจะเสียนักเตะคนไหนก็เสียได้ แต่คนเดียวที่จะเสียไม่ได้คือเจอร์เก้น คล็อปป์ การหาผู้จัดการทีมระดับโลกที่เคมีเข้ากับทีม เป็นเรื่องยากแสนสาหัส ในเมื่อคุณเจอแล้ว ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งให้เขาอยู่กับทีมให้นานที่สุด
2
ถ้ามีคล็อปป์อยู่ การสร้าง Dynasty ของลิเวอร์พูลในยุคต่อจากนี้ เหมือนที่เฟอร์กี้เคยสร้างกับแมนฯ ยูไนเต็ดมาแล้ว ก็มีโอกาสทำได้ และไม่ใช่เรื่องที่โอเวอร์เกินจริงแต่อย่างใด
#DYNASTYBEGIN
โฆษณา