2 พ.ค. 2022 เวลา 11:00 • ท่องเที่ยว
ปักหมุดสถานที่เที่ยวกาญจนบุรี 3 วัน 2 คืน ไม่ไปไม่รู้
Mulberry Mellow
สำหรับรีวิวแรกใน Blockdit Community ขอเริ่มต้นด้วยการแชร์ประสบการณ์เที่ยวกาญจนบุรีที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการไถ Facebook ไปเจอที่พักแห่งหนึ่ง ชื่อ ปาท่องโก๋จากนั้นเราก็ไม่รีรอที่จะหยิบคอมขึ้นมาแพลนทริปและแพ็คกระเป๋าพร้อมออกเดินทาง ถ้าทุกคนพร้อมกันแล้ว เพื่อไม่เป็นการเสียนาฬิกา เอ้ย! เสียเวลา ขอเชิญพับกบ เอ้ย! พบกับ รีวิวการเดินทางในครั้งนี้ได้เลยฮ่ะ
1
กล้องที่ใช้: Fuji xt-20 + Classic Chrome filter + Lightroom
ช่วงเดือนที่ไป: ต้นเมษายน
Day 1: Mulberry Mellow คาเฟ่แรกในทริปนี้ของพวก ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองกาญจนบุรี จุดเด่นของที่นี่คือต้นไม้ขนาดใหญ่ ประกอบกับมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ ให้ feel ธรรมชาติ สบายตา สบายใจ เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัว แก็งค์เพื่อน หรือคู่รักก็สามารถมานั่งชิว จิบชา กาแฟ กินขนมกันได้ หรือถ้าใครหิวๆที่นี่เขาก็มีอาหารคาวให้เราได้ฝากท้องกัน เรียกได้ว่ามาครบจบในที่เดียว
1
Tip: ที่นี่มีไอศกรีมรสมัลเบอร์รี่+นมสดขายในโซน In door แต่ด้วยอากาศของไทยที่ร้อนตับแตกแหวกนรกในช่วงนี้ ใครที่คิดจะถ่ายรูปไอศกรีมกับบรรยากาศโดยรอบหรือจะนำไปแบ่งเพื่อนทานในโซน Outdoor แนะนำว่าต้องคิดไว้ทำไวมาก ๆเพราะมันจะละลายเร็วมากถึงมากที่สุด
Mulberry Mellow
ขอบอกเลยว่า Mulberry Mellow ถือว่าเป็น 1 ในคาเฟ่ที่พวกเราอยากแนะนำเป็นอย่างมาก ใครที่มีโอกาสแวะมากาญจนบุรี ก็อย่าลืมมาปักหมุดและเช็คอินกันได้นะ
1
Mulberry Mellow
เก็บบรรยากาศเพิ่มเติมสักหน่อย บอกเลยว่า สายเขียวสายธรรมชาติต้องชอบแน่ ๆ เพราะทุกอย่างมันดูร่มรื่นไปหมด ถ่ายรูปออกมาสวยไม่จกตาแน่นอน
หลังจากที่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศกันอย่างเต็มอิ่ม เราก็ใช้เวลาเดินทางกันต่ออีกประมาณเกือบ 1.5 - 2 ชั่วโมง เพื่อมายังที่พักซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ที่มีชื่อว่า ปาท่องโก๋ (Patongo camping) นั่นเอง ซึ่งขอบอกเลยว่า วิวของนี่นี่สุดปังเพราะอยู่ติดอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน เพียบพร้อมไปด้วยขุนเขาที่อยู่เบื้องหน้า รับรองว่าสายแคมปิ้ง สายธรรมชาติน่าจะถูกใจสิ่งนี้เป็นแน่
1
Patongo camping
Tip: ด้วยการที่ๆพักค่อนข้างอยู่ไกลปืนเที่ยง ทำให้สาธารณูปโภคต่างๆอาจจะไม่ได้เอื้ออำนวยมากนัก เช่น สัญญาณโทรศัพท์ที่มาๆหายๆ รวมถึงแมลงที่ค่อนข้างเยอะ แต่ยังดีที่ยังมีบริการ Wifi ให้ใช้ ดังนั้นสายโซเชียลไม่ต้องกังวลไปนะฮ่ะ
Tip: ที่พักมีบริการหมูกระทะให้ ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ 350 บาทต่อชุด รวมถึงมีอาหารตามสั่งให้เลือกอีกมากมาย ซึ่งถ้าใครสนใจทานหมูกระทะแนะนำให้สั่งล่วงหน้าไปก่อน เพราะของอาจจะหมดได้ ส่วนเครื่องดื่มและขนมอื่นๆแนะนำให้แวะซื้อมาก่อนเข้าที่พักจะดีกว่า
สำหรับกิจกรรมของที่นี่ก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การพายเรือคายัค / Surf board / ปั่นจักรยาน / แพเปียก ซึ่งเราสามารถเล่นได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม ส่วน ATV มีค่าใช้จ่าย 400 บาทต่อ 30 นาที ดังนั้นใครที่อยากจะทำกิจกรรมเหล่านี้ช่วงเย็นๆ แนะนำให้วางแผนการเดินทางดีๆ เพราะอย่างที่บอกไปตัวที่พักค่อนข้างอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีพอสมควร
2
Day 2: หลังจากนอนจนเต็มอิ่ม เราก็พร้อมออกเดินทางไปยังหมุดหมายต่อไป ซึ่งจริงๆแล้วเราแพลนที่จะแวะ Safari park บ่อพลอยซึ่งเป็นทางผ่าน แต่ด้วยสภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนและเวลาที่มีจำกัด เราก็เลยมุ่งตรงไปยังร้านอาหารชื่อว่า “ซุ่นเฮง” ผัดไทยไม่ใส่เส้น ซึ่งเป็นร้านขึ้นชื่อที่เปิดมายาวนานมากกว่า 80 ปีแทน
Tip: เนื่องจากเราไปกันวันเสาร์-อาทิตย์ คนเลยค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 12.00 – 13.00 รวมถึงเมนูเด็ดอย่างผัดไทไร้เส้นก็มีปริมาณต่อจานค่อนข้างน้อย ดังนั้น ใครที่กำลังหิวโหย แน่นำให้สั่งเบิ้ลไปเลย เพราะถ้ากินเสร็จแล้วไม่อิ่มแล้วต้องการมาสั่งเพิ่มที่หลังอาจจะเสียเวลารอมาก ๆ
1
Safari park บ่อพลอย
ส่วนใครอยากเห็นบรรยากาศของ Safari park ก็ตามภาพด้านล่างเลย ซึ่งเป็นการไปเที่ยวกาญจนบุรีครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หรือใครอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ตามไปที่กระทู้นี้ได้
Lakeview cafe
หลังจากหนังท้องตึง แต่หนังตาเราจะหย่อนไม่ได้ เพราะยังมี 1 คาเฟ่ ที่เราจะไปในวันนี้ นั่นคือ Lakeview cafe โดยเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วโมงครึ่งจากร้านอาหาร คาเฟ่ที่นี่อยู่ติดกับทะเลสาบและภูเขา ซึ่งมีหลายจุดที่น่าสนใจสำหรับสายถ่ายรูป โดยจุดแรกที่เราแนะนำจะอยู่ทางซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าหาทะเลสาบ ซึ่งมุมนี้ก็จะได้วิวทางเดินพร้อมกับวิวภูเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ปล. ดูจากท่าเดินแล้ว ถ้า The face Thailand เปิดรับสมัคร คงต้องขอส่งเข้าประกวดบ้างแล้วละ
หลังจากใช้เวลาที่คาเฟ่อยู่สักพักใหญ่ เราก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อเดินทางไปยังที่พักในคืนที่ 2 ของเรา ซึ่งมีชื่อว่า The Tryst River Kwai โดยตัวห้องก็มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ โดยรวมแล้วถือว่าหรูหราหมาเห่าอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่าราคาก็แรงอยู่เช่นกัน แต่โชคดีที่ช่วงนั้นทางที่พักมีโปรโมชั่นให้ใช้เราเที่ยวด้วยกันได้ ทำให้เราเซฟเงินไปได้ไม่น้อย
The Tryst River Kwai
Tip: ตัวที่พักอยู่ห่างจากร้านสะดวกซื้อพอสมควร โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ดังนั้น ก่อนเข้ามาแนะนำให้ซื้อของติดไม้ติดมือมาก่อนเลยจะดีกว่า
Tip: สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่ปิ้ง BBQ แบบ Private แนะนำให้จองห้อง River scape แบบห้องในรูปนะ โดยวัตถุดิบและอุปกรณ์ทุกอย่างทางที่พักจะจัดมาให้หมด ในมื้อเย็นเมนูที่เราสั่งไปทั้งหมดก็สนนราคาอยู่ที่ 1,700 บาท ส่วนใครที่ไม่ได้จองห้องนี้ ทางที่พักก็จัดพื้นส่วนกลางไว้ปิ้ง BBQ ไว้เหมือนกัน ถ้าสนใจก็ควรติดต่อสอบถามไปตั้งแต่เนิ่นๆ
2
Day 3: วันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว ในใจก็แอบคิดว่าอยากจะขอต่อเวลาเที่ยวไปอีกได้ไหม ไม่อยากกลับไปทำงานเลยยย!!!! โดยวันนี้กิจกรรมยามเช้าของเราก็คือ การไปล่องแพเปียก แต่ด้วยบรรยากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ประกอบกับอากาศที่หนาวแปลกๆ นึกว่าไม่ใช่หน้าร้อน ทั้งๆที่เป็นช่วงเดือนเมษายน ก็เลยทำให้แต่ละคนไม่อยากตัวเปียกเพราะอากาศมันเย็นเกินไปจริงๆ สภาพ!!!!!!!!!!!!!!
Tip: การล่องแพเปียกใช้เวลา 45 นาที โดยผู้ให้บริการจะมาจากข้างนอกไม่ใช่ของที่พัก ดังนั้น สำหรับใครที่ไม่อยากให้ตัวเปียกนานๆ แนะนำให้เตรียมผ้าเช็ดตัวไปเองด้วยก็ดีเพราะจุดล่องแพอยู่ห่างจากที่พักพอสมควร โดยจะมีรถของผู้ให้บริการมารับ-ส่งเราถึงที่ ปล. ล่องแพรอบสุดท้ายหมดตอนประมาณ 16.00
1
The Tryst River Kwai
หลังจากทำกิจกรรมเสร็จ เราก็กลับมาเก็บข้าวเก็บของพร้อมออกเดินทางไปยังหมุดหมายต่อไป ซึ่งระหว่างที่รอเพื่อนๆก็ขอเก็บภาพบรรยากาศรอบๆอีกสักหน่อย
พอออกจากที่พักมาประมาณเกือบ 1 ชม. เราก็เดินทางมาถึงร้านอาหารยอดนิยมอย่างคีรีมันตราด้วยอาการที่หิวโหยสุดๆ ซึ่งแน่นอนทั้งด้วยความหิวและอาหารที่อร่อย เราก็เลยตั้งหน้าตั้งตาโซ้ยกันแบบไม่พูดไม่จากันเลยทีเดียว ดังนั้น รูปประกอบจึงไม่ได้มีมาให้เพื่อนๆได้ชมกัน ต้องขออภัยในความหิว
The village farm to café
เมื่อทานเสร็จเราก็สังเกตเห็นว่าใกล้ๆกันมีทุ่งมาร์กาเร็ตและสวนแคคตัสของ The village farm to café อยู่ ซึ่งไหนๆก็มาแล้ว ขอเดินเข้าไปชมหน่อยละกัน ถือเป็นการเดินย่อยไปไหนตัว ซึ่งค่าเข้าก็สนนราคาอยู่ที่ท่านละ 80 บาท ปล. ล่าสุดที่เช็คมาตัวสวนแคคตัสน่าจะยังมีอยู่ แต่ทุ่งมาร์กาเร็ตไม่แน่ใจว่าน้องเหี่ยวเฉาไปหรือยัง ใครทราบก็คอมมเม้นมาได้
Din café
ถัดมาอีกไม่ถึง 10 นาที เราก็มาถึงคาเฟ่สุดท้ายกันแล้ว นั่นก็คือ Din café ซึ่งหลังจากสั่งกาฟงกาแฟเรียบร้อย เราก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงมุ่งตรงไปยังจุดถ่ายรูปที่เป็น signature ของร้าน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันและมีช่องทางเดินตรงกลาง
Tip: ถ้าอยากได้รูปมุมนี้ ก็ให้คนถ่ายอยู่ข้างบนร้าน ส่วนคนเป็นแบบก็เดินลงบันไดไปยืนหล่อๆสวยๆได้เลย
ก็จบกันไปแล้วสำหรับรีวิวเที่ยวกาญจนบุรี 3 วัน 2 คืน หวังว่าเพื่อนๆจะได้อิ่มเอมไปกับบรรยากาศและได้ข้อมูลไว้ใช้แพลนทริปของตัวเองไม่มากก็น้อย สำหรับทริปหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก ก็ฝากติดตามและคอมเม้นต์มาเป็นกำลังใจให้กันได้นะฮ่ะ ก่อนจากไปก็ขอบอกว่า ม้าที่ว่าเร็วแล้วยังแพ้ลาเพราะลาไปก่อน สวัสดีครัช!
ผลงานแบบเดียวกันในช่องทางอื่นๆ
1
โฆษณา