7 พ.ค. 2022 เวลา 04:51 • หนังสือ
รีวิวหนังสือ : Reasons to stay alive
อยากให้คนซึมเศร้า และ ไม่ซึมเศร้าได้อ่าน
================================
ช่วงนี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเยอะ
แม้ไม่ได้เป็นเองกับตัว (คิดว่านะ)
แต่อยากเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้
เพราะสังคมเรายังมีความเข้าใจโรคนี้(และผู้ป่วย)น้อยมาก
ความจริงแล้วคนเราเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะนะ
เค้าว่า 1 ใน 5 ของผู้คนล้วนเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงหนึ่งของชีวิต
เยอะไหมล่ะ บางทีฉันเองก็อาจเคยเป็น
...รึเปล่านะ?
ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคนี้มักไม่บอกว่าตัวเองเป็น
เพราะอาจถูกมองจากสังคมด้วยสายตาแปลกๆ
แต่เฮ้ย…สังคม(โว้ย)!!! นี่มันคือโรคนะ ไม่มีใครอยากเป็น
ไม่มีใครอยากติสท์ ขังตัวเองเงียบๆในห้อง
ไม่มีใครอยากเรียกร้องความสนใจ
ด้วยการลุกมากรีดข้อมือตัวเอง
(หรือถ้ามี.... เราก็ควรที่จะสนใจเขาสักหน่อยไหม?)
เราอาทรคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ มะเร็ง หรือ Covid
เราเอื้อเฟื้อคนที่พิการทางกาย
แต่เรากลับไม่ค่อยรู้ว่าจะอยู่ข้างๆคนที่เจ็บป่วยหรือพิการทางใจอย่างไร?
จะให้กำลังใจคนเป็นโรคซึมเศร้ายังไง?
....
โทษทีครับ เกริ่นนำยาวไปหน่อย
เข้าเนื้อหากันดีกว่า
หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งหนังสือบันทึกความทรงจำ หนังสือพัฒนาตัวเอง และอื่นๆอย่างละนิดละหน่อย
ตามที่ผู้เขียนหรือคุณ แมตต์ เฮกก์บอกมา
ใช่ครับ เขาเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (แถมพ่วงด้วยอาการวิตกกังวลและ Panic)
พอๆกับที่เขาเป็นนักเขียนดัง
เป็นสามีของคุณแอนเดรีย เป็นลูกของพ่อกับแม่เขา
โรคซึมเศร้า จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิต
......ที่ไม่ใช่ทั้งหมด
แมตต์เล่าเรื่องผ่านบางช่วงของชีวิต
ตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรก โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
จนกระทั่งสามารถอยู่กับมันได้ (แม้จะยังไม่หายขาด)
ด้วยความเป็นนักเขียน การเล่าเรื่องของแมตต์นั้นถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกได้ดีมาก
เราจะรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในหัวเขา
ได้เห็นปรากฏการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นในขณะที่อาการซึมเศร้ากำเริบ
ได้ยินเสียงที่โรคซึมศร้ากระซิบบอกกับเขาและชักชวนให้หนีไปจากชีวิตนี้
(ไม่ได้อยากตายหรอกนะ แค่อยากหนีไปจากสิ่งที่เป็นอยู่)
ได้เห็นการต่อสู้และพ่ายแพ้ ล้มลุก และพยายามอยู่หลายครั้ง จนชนะ
และได้เรียนรู้ว่า เราจะอยู่ข้างๆคนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างไร
คำพูดแบบไหนที่เค้า(ไม่)อยากฟัง
ด้วยวิธีการเขียน แบบกึ่งไดอารี่ แต่ไม่เรียงตามไทม์ไลน์
แต่ร้อยเรียงการเล่าเรื่องตามลักษณะอาการที่เป็น
นั่นคือ…
ร่วงหล่น
ถึงพื้น
ลุกขึ้น
ใช้ชีวิต
และ ดำรงอยู่
(นี่คือชื่อ Part ต่างๆของหนังสือเล่มนี้)
โดยแมตต์บอกกับเราว่า จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้มีสองอย่างคือ
1. ลบล้างการตีตราผู้ป่วย (ในสายตาของคนนอก)
2. โน้มน้าวให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า แม้ว่าจะอยู่ก้นเหว แต่เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง
ดังนั้นผมจะขอเริ่มจากประเด็นแรกก่อน
เรา(และสังคม) มักชอบ ‘ตีตรา’ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
...ว่าคิดมากบ้าง เรียกร้องความสนใจบ้าง พวกติสท์บ้าง
แต่นี่คือ “โรค” ไม่ใช่ความคิดบ้าๆ แต่มันคือความเจ็บปวด!!
คนที่บอกว่า โรคซึมเศร้า...... ‘ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น’ นั่นคือคนที่ไม่รู้จริง
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
ก็โรคซึมเศร้าสั่งให้คนฆ่าตัวตายได้ ......ขณะที่โรคอื่นไม่ทำไง
(และโรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุต้นๆที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย)
แล้วทำไมเราถึงไม่เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า?
(หรือเข้าใจแต่ก็น้อยมาก)
เพราะเราชอบตัดสินพวกเค้า ด้วยตรรกะและวิธีคิดของเราไงล่ะ
ทั้งๆที่เรามีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้เพียงแค่ 10%
ทั้งๆที่โลกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง
สำหรับพวกเขาแล้ว การเดินไปซื้อของที่ร้านค้าเพียงลำพัง
อาจไม่ต่างจากการไปขึ้นยานอพอลโล 13 เลยก็ได้
ในทางพุทธเราบอกว่า “โลก” คือการรับรู้ผ่านทาง กาย กับ ใจ
หากใจของใครป่วย… โลกที่เค้าสัมผัสรับรู้ก็จะบิดเบี้ยวไปด้วยเช่นกัน
แมตต์กล่าวไว้ประมาณว่า
“..มีความบ้าคลั่งอยู่ในใจ แต่ไม่มีใครแยแส”
“ คนอื่นอาจเห็นเราเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหน่อย แต่ในใจของเรากลับหมุนเร็วรุนแรงราวกับพายุ”
กวีผู้หนึ่งเคยกล่าวว่าอันที่จริงเราไม่ควรใช้ คำว่า”โรคซึมเศร้า”เลยด้วยซ้ำ
แต่มันคือ “ค้างคาวจำนวนมหาศาลกำลังบินว่อนกินพื้นที่มหาศาลอยู่ในอกฉัน.....”
อาการ
เราไม่รู้ว่าเป็นซึมเศร้าในช่วงแรกๆ เพราะมันมักจะมากับเรื่องอื่นด้วย
บางทีอาจนึกว่าเรากังวลไปเองรึเปล่า? คนทั่วไปก็เป็นแบบนี้มั้ง
แมตต์บอกว่าให้สังเกตุอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย
ความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ เหนื่อยล้าตลอดเวลา เคลื่อนไหวช้าลง หงุดหงิดง่าย ร้องไห้บ่อย
และมี“ภาวะสิ้นยินดี” คือ ไม่สามารถเพลินกับอะไรก็ตามได้เลย เก็บตัว พูดน้อยลง
อันที่จริงสัญญาเตือนโรคซึมเศร้านั้นรับรู้ยาก
เพราะเรามักใช้คำว่า”ซึมเศร้า” พ้องความหมายกับคำว่า “เศร้า”
ฉันว่าตรงนี้สำคัญ เพราะคนอื่น อาจมองเราว่า เฮ้ย ก็แค่เศร้าล่ะมั้ง ...เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น
มันก็กับเหมือน ”อดอยากปากแห้ง” น่ะแหละ ที่ต่างจาก ”หิว” นิดหน่อย (ประชด)
“ผมกลัวการถูกกักขัง แต่ก็ไม่คิดว่า เราจะถูกขังในใจตัวเองได้ด้วย”
คนเป็นโรคซึมเศร้าหลายคนรู้สึกประมาณนี้ (จากที่ฉันอ่านเจอ)
ความซึมเศร้าจะทำให้ทุกอย่างให้เป็นเรื่องใหญ่หมด
แม้พระอาทิตย์แค่หลบหลังเมฆ (มันอาจจะไม่กลับออกมาแล้ว)
แม้แต่เดินไปซื้อของปากซอย (เราอาจจะโดนดักปล้น หรือโดนรถสอยระหว่างทาง)
และทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเจอ ไม่ว่าจะกับตัวโดยตรง หรือจากในหนัง
มันจะกลับมาหลอกหลอนเรา
“...เหมือนสมองแช่อยู่ในน้ำกรดที่ชื่อ ประสบการณ์ ”
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรคซึมเศร้าต่างจาก
โรคอื่นๆทางกายก็คือ
ขณะที่ติดอยู่ขณะซึมเศร้า เราจะติดอยู่ข้างในจริงๆ เดินออกมาไม่ได้เลย เพราะนี่คือชีวิตทั้งชีวิตของเรา
หากปวดหลัง เรายังมองแยกส่วนกันได้ นั่นแผ่นหลัง ไม่ใช่เราที่ปวด
ครูบาอาจารย์หรือพระ(แท้)บางท่าน แม้เป็นมะเร็งร้ายก็ยังมีความสุข โดยไม่รู้สึกเจ็บไปกับมันได้
แต่ความซึมเศร้าคือความคิดของตัวเอง .... คือตัวเรา
มันจึงเจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่คิด (แม้ความรู้สึกนี้ บ่อยครั้งจะเป็นเรื่องโกหก)
เราหนีไปจากมันไม่ได้ (จึงเหมือนถูกขังในใจตัวเอง)
ต้องทนทุกข์ทรมานไปกับความซึมเศร้าไปเรื่อยๆ .....จนกว่ามันจะพอใจ
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจึงไม่ได้อยากมีความสุข
เขาแค่อยากกลับไปเป็นปกติ
หรืออย่างน้อยก็ขอเพียงความว่างเปล่า
ซึ่งนั่นคือ...การจบชีวิต
ตรงนี้แมตต์บอกประมาณว่า
.....ถ้าคนที่เรารักได้เข้าไปในหัวเราได้(ในช่วงพีคๆ) และได้เห็นในสิ่งที่เราเห็น
ได้รับรู้ในสิ่งที่เรารู้สึกในตอนนั้น
เขาอาจอนุญาติให้ฆ่าตัวตายได้ หรือแม้แต่ยอมทำการุณญฆาตเราเสียเองในตอนนั้น
คือ มันขนาดนั้นเลยนะ
========================
สำหรับโพสท์นี้ ฉันขออนุญาตจบแค่นี้ก่อนนะ
ครั้งหน้าฉันจะมารีวิวต่อให้ว่า เมื่อเราร่วงไปอยู่ก้นเหวแล้ว เราจะทำยังไงต่อไป
ขอโทษด้วยหากโพสท์นี้ยาวหน่อย แต่ฉันอยากให้เราเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้กันมากขึ้น
...และหากเธอเข้าใจขึ้นมาหน่อย
ใครจะไปรู้ว่า วันนึงเธออาจจะได้ช่วยชีวิตใครสักคน
ด้วยการแค่ไปนั่งข้างๆเขาโดยไม่ต้องพูดอะไรซักคำก็ได้นะ
พ่ออนัตตา
07/05/22
โฆษณา