9 พ.ค. 2022 เวลา 00:00 • การตลาด
ตลาดประเภทต่างๆในประเทศไทยที่หลายคนยังไม่รู้
Credit: Free 3D
ตลาดในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Market หมายถึงสถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน เพื่อทำการตกลงซื้อขายสินค้าและบริการ ส่วนการตลาดภาษาอังกฤษใช้คำว่า Marketing มีความหมายแบบง่ายๆว่า การทำให้เกิดความต้องการซื้อ โดยใช้วิธีการสร้างให้เกิดความต้องการ (Demand) ก่อนแล้วค่อยหาแหล่งสินค้ามาจำหน่าย (Supply)
ส่วนมากแล้วการทำตลาดของคนส่วนมากจะใช้วิธีหาสินค้า (Supply) มาก่อนแล้วค่อยหาลูกค้า (Demand) อย่างเช่น จะนำเข้าสินค้าอะไรจากจีนมาขายกันดี หรือว่าจะซื้อสินค้าอะไรมาขายทางออนไลน์ เป็นวิธีที่นิยมกันมาก หลายคนก็ประสบความสำเร็จจากการค้าขายในรูปแบบนี้ แต่มีข้อเสียคืออาจจะต้องทำการขายแบบของ้อตื้อหรือขายแบบยัดเยียดแล้วต้องทำการโฆษณาถี่ๆ
ส่วนการตลาดที่จะทำให้การขายมีฐานลูกค้ากว้างและยั่งยืนคือ การเริ่มต้นที่ลูกค้ามีปัญหาแล้วเราหาสินค้าไปแก้ปัญหาให้ (Pain Points) เช่น ลูกค้าผู้หญิงส่วนมากหน้ามันเราก็อาจจะมองหาแป้งพับแบบเนื้อละเอียดขั้นนาโนมาขาย ทั้งยังช่วยบำรุงผิวหน้าด้วย ส่วนการทำตลาดอีกแบบคือ หาความต้องการที่ลูกค้าก็ไม่รู้ว่ามีความต้องการ (Unmet Needs) เช่น Steve Jobs ผลิตโทรศัพท์ไร้ปุ่มมาขายทั้งที่คนใช้ก็ไม่รู้ว่าต้องการแบบนี้ เป็นต้น
Credit: Life Sciences Industry News
เมื่อทำการตลาดเรียบร้อยแล้วก็ต้องหาที่จำหน่าย ซึ่งที่นั่นก็คือ “ตลาด” นั่นเอง ซึ่งข้อมูลของประเภทตลาด “ยุคใหม่ฯ” ขออ้างอิงที่มาจากคำภาษาอังกฤษนะครับ เพราะพวกเราส่วนมากก็เรียนรู้มาจากฝรั่งที่เป็นผู้กำหนดเรื่องนี้ขึ้นมา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ตลาดที่ไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่
2. ตลาดที่ต้องมีสถานที่
ตลาดที่ไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่
เป็นตลาดที่เติบโตอย่างมากในช่วงเวลานี้ นั่นก็คือตลาดออนไลน์ หรืออาจจะรวมถึงตลาดที่มีการสื่อสารทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆด้วยก็ได้ รวมๆแล้วก็คือผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องมาพบกันโดยตรงและไม่จำเป็นต้องมีสถานที่
ตลาดที่ต้องมีสถานที่แบ่งเป็นประเภทดังนี้
1. ตลาดนัด/ตลาดขายสินค้าใช้แล้ว (Flea Market/ Weekend Market) ชื่อของตลาดก็จะเกิดพฤติกรรมของคนในอดีตที่มาพบกัน เพราะ Flea คือ หมัดหรือเห็บ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาดในอดีตมาพบกัน เพื่อให้ลิงช่วยเก็บเห็บเหากินจนเกิดกิจกรรมการค้าขายสิ่งของอื่นๆเกิดขึ้น
2. ตลาดน้ำ (Floating Market) มาจากการค้าขายในชุมชนทีมีการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก
ที่มา: Sanook
3. ตลาดสด (Fresh/Wet Market) สินค้าส่วนมากก็จะเป็นพืชผักและกลุ่มเนื้อสัตว์ต่างๆ
4. ตลาดสินค้าเกษตร (Farmer’s Market) จะเน้นสินค้าเฉพาะกลุ่มเป็นพิเศษ เช่น ตลาดข้าว ตลาดปลา ตลาดอาหารทะเล ตลาดผลไม้ เป็นต้น
5. ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market) เป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก มีการแข่งขันต่ำ ส่วนมากกำไรต่อหน่วยค่อนข้างสูง เช่น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มกระเป๋าและเครื่องประดับหรูหรา ตลาดท่องเที่ยว ประกันภัย เป็นต้น
Credit: https://www.thumbsup.in.th/advantage-of-niche-market
ในการแบ่งตลาดประเภทของตลาดแบบกว้างๆมักนิยมใช้รูปแบบการแบ่งตามพื้นฐานดังนี้
1. แบ่งตามประชากรศาสตร์ (Demographic) เช่น เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา รายได้ ศาสนา เชื้อชาติ เป็นต้น
2. แบ่งตามจิตวิทยา (Psychographic) เช่น บุคลิก งานอดิเรก เป้าหมายของชีวิต ความเชื่อ รูปแบบการใช้ชีวิต เป็นต้น
3. แบ่งตามภูมิศาสตร์ (Geographic) เช่น ตามภูมิภาค อำเภอ จังหวัด สถานที่อยู่อาศัย เป็นต้น
4. แบ่งตามพฤติกรรม (Behavioral) เช่น ความชอบของกลุ่มลูกค้า นิสัยการซื้อ ความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) เป็นต้น
ที่มา: QuestionPro
นี่ก็คือตลาดในรูปแบบต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากจะมีแบ่งย่อยออกไปก็แยกออกจากประเภทข้างต้นเป็นหลัก
สามารถติดตามข้อมูลแนวคิดทางการตลาดยุคใหม่ได้ที่
Instagram: Modernization Marketing (ยุคใหม่การตลาดของไทย)
Face Book Page: Modernization Marketing
YouTube Channel: Modernization marketing (ยุคใหม่การตลาดของไทย)
โฆษณา