14 พ.ค. 2022 เวลา 05:58 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Under Siege 2: Dark Territory
อีโก้ของตีเว่น ซีกัลพาหนังป่วน
วอร์เนอร์บราเดอร์สวางโปรแกรมฉาย Under Siege 2: Dark Territory วันที่ 14กรกฎาคม 1995 ถึงแม้จะเป็นช่วงปลายซัมเมอร์ แต่ก็เห็นว่าคาดหวังเอาไว้มากกว่ารายได้เพียง 50 ล้านเหรียญในอเมริกาเหนือ รวมทั่วโลก 105 ล้านเหรียญ  และด้วยทุนสร้างที่มากกว่าภาคแรกเท่าตัว คือ 60 ล้านเหรียญ ถือว่างบสูงสำหรับหนังสตีเว่น ซีกัล
ในยุค1995ที่หนังเรื่องนี้ออกฉายถือว่าเป็นหนังที่ทุนสร้างไม่ธรรมดา หนังทุนสูงจะอยู่ที่ประมาณ 80-100 ล้านเหรียญ
ทว่าปี 1995 มีหนัง Die Hard with a Vengeance  ดาย ฮาร์ด 3 แค้นได้ก็ตายยาก  ออกฉายก่อนหน้า Under Siege 2 ประมาณ 2 เดือน แล้วหนังทั้งคู่มาในสูตรเดียวกัน คนดูอาจจะเบื่อแล้ว ขอเลือกดูสักเรื่องหนึ่งก็พอ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าจะเลือกก็ขอเลือกจอห์น แม็คเคลน
จริงๆ แล้ว Under Siege 2 เป็นหนังที่ดูสนุกพอใช้ได้ แต่จะพบปัญหาต่างๆในเรื่องมากมาย  ส่วนหนึ่งมาจากอีโก้สุดจัดของสตีเว่น ซีกัล ที่กลายเป็นตัวสร้างปัญหาในกองถ่าย จนทำให้ผู้กำกับเจฟฟ์ เมอร์ฟี ผู้กำกับจากนิวซีแลนด์ที่ฮอลลีวูดดึงมาทำหนังได้ 2 เรื่อง  พอมาเจอหนังเรื่องนี้แกก็ขอกลับไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับทำ The Lord of the Rings ให้กับปีเตอร์ แจ็คสันดีกว่า
เจฟฟ์เคยเล่าว่าการทำงานหนังเรื่องนี้มันเป็นฝันร้าย  เป็นช่วงของการทำงานที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด โดยเฉพาะการโต้เถียงเรื่องต่างๆ กับสตีเว่น ซีกัล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างเองด้วย
นอกจากนั้นความจุ้นจ้านของซีกัลก็คือการแก้ไขบทเอง   โดยเฉพาะในฉากที่เขาต้องปรากฏตัว  มีการแก้ไขเพิ่มเติม ลดทอน มีการเขียนไดอะล็อกใหม่  กำหนดให้ทุกฉากที่เขาเข้าร่วมจะต้องดูเนี๊ยบ   เรียกว่าดูเท่ทุกฉาก  มันเลยเป็นตัวละครหนึ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติมากๆ
ผมรู้สึกว่าตัวละครในหนังภาคนี้ขาดเสน่ห์โดยเฉพาะตัวไรเบ็ค   ซึ่งในภาคแรกออกมาดูดีกว่ามาก  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะขาดแอนดรูว์ เดวิส ผู้กำกับจากภาคแรกมาทำงาน  และความเรื่องมากของซีกัลที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือให้เวลาในกองถ่ายน้อยเกินไป  เขาใช้เวลาอยู่กับกองถ่ายเฉพาะฉากที่เขาจะต้องออกมาดูดีเท่านั้น
หรือจะต้องเห็นตัวเองชัดเจน  เข้าร่วมเฟรมกับนักแสดงอื่นเท่าที่จำเป็น   ส่วนที่เหลือคือการให้สตันท์ตัวแทนมาเล่นแทนทั้งหมด(ตามรายงานว่าแกเข้ามาถ่ายทำประมาณสองถึงสามสัปดาห์เท่านั้น)  ดังนั้นไม่แปลกอะไรที่หนัง Under Siege 2: Dark Territory ผู้ร้ายจะมีบทบาทออกมาให้คนดูเห็นมากกว่าพระเอกเสียอีก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาค่อนข้างมากในกองถ่าย ด้วยความที่ซีกัลเป็นแบบนี้ เลยทำให้บทหนังค่อนข้างแข็ง   ไม่สามารถที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวเอกอย่างไรแบ็คเข้ากับตัวละครอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นหลานสาวของเขา หรือบ็อบพนักงานขนสัมภาระรถไฟที่เข้ามาเป็นผู้ช่วย ทั้งคู่ออกมาแบบกระแท่นกระแท่น
ยิ่งหนังมีฉากให้เห็นกองบัญชาการที่มีนายพลบัญชาการอยู่เหมือนภาคแรก กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะรู้สึกว่ากองบัญชาการเป็นส่วนเกินมากๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากรอ"เฮ"ตอนเอาชนะผู้ร้ายได้แล้วเท่านั้น
ยิ่งตัวละครนำฝ่ายหญิงเห็นชัดเจนเลยครับว่าสาวเพลย์บอย  มิสจูลายในภาคแรกดูมีพัฒนาการของตัวละครมาก  จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเป็นเพียงแค่นางแบบที่มาเต้นโชว์ในงานวันเกิดกลายไปเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของไรแบ็ค แต่ในขณะที่บทซาร่าหลานสาวของเขาดูไม่มีบทสำคัญ
ในเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นไรหรอกอีกสักพักเดี๋ยวอาฉันก็มาช่วยเอง ทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวละครส่วนเกินที่จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นกับหนัง  มีใส่ไว้เพื่อให้เป็นตัวประกัน ให้ทำหน้าที่แค่นี้เท่านั้นเอง
แต่ไม่ได้หมายความหนัง Under Siege 2: Dark Territory  ดูไม่สนุกนะครับ  หนังอยู่ในระดับน่าพอใจทั้งที่ปัญหาเยอะ ฉากแอ็กชั่นต่างๆที่สอดไส้เข้ามามันก็ทำให้หนังดูสนุกพอสมควร  เพียงแต่ขาดอารมณ์ร่วมความรู้สึกลุ้นที่หนังแอ็กชั่นแบบนี้ควรจะมี
เพราะพอเห็นซีกัลแล้วมันหมดลุ้นไปโดยปริยาย เพราะคิดว่ายังไงหมอนี่ก็ชนะอยู่ดี  หักกระดูกสู้ผู้ก่อการร้ายมากมาย แต่แกแทบจะไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากโดนยิงแบบทักทายที่ต้นแขน   แต่ทุกอย่างที่แกออกมาจะต้องหล่อเนี้ยบ
เพราะการขาดผู้กำกับอย่างแอนดรูว์ เดวิส ไป ทำให้หนังเสียหายพอสมควร แต่ตอนนั้นแกคงไม่อยากทำอะไรแบบนี้แล้ว กำลังขึ้นหิ้งจาก The Fugitive อยู่เลย  อีตอนทำ Under Siege ภาคแรกนั้น ผู้สร้างเลือกแอนดรูว์ เดวิสมาเพราะเหตุผลแกทำให้ให้ดูแพงได้ และที่สำคัญเอาสตีเว่น ซีกัลได้อยู่หมัด
ที่จริงหนังไม่เจ๊ง  เพราะได้กำไรตอนออกตลาดโฮมวิดีโอมหาศาล ถึงขนาดจะทำภาค 3 ต่อ   แต่ก็แท้งไป เพราะซีกัลเริ่มอ้วนฉุเกินไปแล้ว  (คือมาคิดทำภาค 3 หลังภาค 2 เกือบ 20 ปี  ตอนหลังเลยรีเมคดีกว่า)
โฆษณา