1 มิ.ย. 2022 เวลา 11:59 • ปรัชญา
สั ม ม า ชี พ . . .
คือการประกอบอาชีพอันถูกต้องเหมาะสม เป็นอาชีพสุจริต ตรงข้ามกับมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพที่ผิด ไม่เหมาะสม เป็นอาชีพทุจริต ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการทำโจรกรรมต่าง ๆ นั่นเอง
สัมมาชีพนี้เป็นเบญจธรรม เครื่องทำให้เบญจศีลข้อที่ ๒ มีความสมบูรณ์ไม่บกพร่อง คนที่ประกอบสัมมาชีพย่อมรังเกียจอทินนาทาน ย่อมไม่ข้องแวะกับอทินนาทาน แม้จะมีโอกาส แม้จะยากจนหรือแม้จะถูกบังคับอย่างไรก็หาทางหลีกเว้นเอาตัวรอดได้
นอกจากผู้ที่ประกอบสัมมาชีพไปด้วย ประกอบอทินนาทานไปด้วยเมื่อมีโอกาสหรือประกอบสัมมาชีพบังหน้า เพื่อให้มองดูว่าตนเป็นคนสุจริต แต่อาชีพจริงคืออทินนาทานรูปแบบต่าง ๆ แบบนี้ก็มีอยู่มากในสังคม แทบจะมองกันไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เพราะดูภายนอกเขาประกอบสัมมาชีพ แต่ข้อเท็จจริงสัมมาชีพของผู้นั้นไม่อาจป้องกันโทษอันเกิดจากอทินนาทานได้
สำหรับผู้มีสัมมาชีพรักในสัมมาชีพแล้ว ย่อมมีจิตใจมั่นคง มองเห็นโทษของมิจฉาชีพ โทษของการทำอทินนาทาน แล้วรังเกียจที่จะกระทำอทินนาทาน ยิ่งรู้ว่าอทินนาทานมีโทษทั้งทางโลก และทางธรรมด้วยแล้ว ยิ่งไม่แตะต้อง ทำตัวห่างจากอทินนาทานด้วยประการทั้งปวง นอกจากจะประพฤติห่างไกลอทินนาทานแล้ว ยังสอนลูกสอนหลานให้รังเกียจไม่กระทำอทินนาทานด้วย
เมื่อลูกหลานคนใดกระทำก็จะลงโทษ ดุด่า เฆี่ยนตี กำชับมิให้กระทำอีก ลูกหลานที่ได้รับคำสอนแล้วหรือเคยทำผิดจนถูกลงโทษมาแล้วก็จะจดจำ และประพฤติงดเว้นแบบผู้ใหญ่ ประกอบอาชีพเป็นสัมมาชีพไปตามปกติ ทำให้สังคมสงบสุขไว้วางใจกันได้
สังคมเช่นนี้เป็นสังคมที่เคยเป็นกันในประเทศไทยนี้เอง แต่เป็นสังคมโบราณ แม้ปัจจุบันก็อาจมีบ้างแต่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยง สังคมโบราณนั้น บ้านไม่ต้องมีรั้วแข็งแรงอะไร ทำไว้เพื่อป้องกันวัวควายหรือสัตว์จะเข้ามาเหยียบย่ำสิ่งของภายในรั้วบ้านเท่านั้น
มิได้ทำไว้เพื่อป้องกันคนแต่อย่างใด ประตูบ้านก็แค่ลั่นกลอนไม่ต้องมีกุญแจใส่ จะไปไหนก็ไม่ต้องปิดบ้านมิดชิดแบบปัจจุบัน เพียงงับประตูไว้แล้วบอกเพื่อนบ้านว่าตนจะไม่อยู่ ขอให้ช่วยดูแลบ้านให้บ้าง เพื่อนบ้านก็ยินดีรับดูแลให้เป็นอย่างดี
บ้านเช่นนั้นใช่ว่าจะไม่มีสมบัติอะไร มีสมบัติอยู่บ้างแม้จะไม่มาก แต่ก็มีค่าสำหรับพวกเขา เช่น หม้อข้าว เตาไฟ หากหายไปก็ทำให้เขาเดือดร้อน แต่ไม่มีหาย เพราะทุกคนในสังคมต่างก็มีเหมือนกัน และไม่ทำอทินนาทานของกันและกัน ทำให้สมบัติปลอดภัย
สังคมที่อยู่กันด้วยการประกอบสัมมาชีพ ละอทินนาทานกันถ้วนหน้าเช่นนี้ เป็นสังคมที่ปลอดภัยไว้วางใจกัน ไม่มีเรื่องต้องกวดขันดูแลสมบัติ ทำให้คนอยู่มีความสุข
สังคมเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย ในเมื่อผู้คนยังไม่ประกอบอาชีพอันสุจริตเป็นสัมมาชีพ ยังไม่เว้นอทินนาทานกันได้ ทำให้คนในสังคมต้องป้องกันทรัพย์สมบัติของตัวเองกันเต็มที่ มีทั้งรั้วบ้าน มีทั้งลูกกรงเหล็ก มีทั้งกุญแจสารพัด ถึงกระนั้นก็ไม่วายข้าวของถูกโจรกรรมสูญหายไปเป็นประจำ
จะไปไหนก็ไม่ค่อยวางใจนัก ต้องมีคนเฝ้าตลอดเวลา โดยเฉพาะสังคมเมืองจะเป็นเช่นนี้กันทั่วไป สังคมเช่นนี้แม้จะไม่น่าอยู่แต่จำเป็นต้องอยู่ เพราะไม่รู้จะไปที่ไหนหรือเพราะมีงานการทำในเมือง ต้องอดทนอดกลั้น และกล้ำกลืนความหวาดระแวงกันไป
• • • • •
พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี)
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
ที่มา : หนังสือ "ศีล ๕ รักษาโลก"
|เพื่อความเข้าใจ และเข้าถึงศีล ๕ อย่างถูกต้อง
โฆษณา