บทที่ 5 บทสรุป
“ความสุข” คือคำที่อยู่หน้าแรกที่ผมเปิดเจอจากสมุดจดของพ่อ
แวบแรกคิดว่าเป็นสมุดที่พ่อจดอะไรหว่า ถ้าความสุขทำไมพ่อต้องเอาติดตัวตลอด เอาหละไหนๆก็มาถึงขั้นนี้ เปิดอ่านต่อเลยดีกว่า
“พ่อจำได้ดี วันนั้นเป็นวันที่พ่อและแม่ขับรถเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อไปเตรียมการคลอดลูก หลายคนเคยบอกพ่อว่า เวลาไปๆกันสองคน แต่เวลากลับเราจะกลับกันสามคน
 
พ่อแทบนอนไม่หลับ ตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นใครก็ไม่รู้ ที่เราไม่เคยเจอกัน ไม่เคยรู้จักกัน แต่คุยกันแบบไม่เห็นหน้ากันมาตลอด 9 เดือน
หลังจากนี้เขาจะต้องกลับบ้านด้วยกันกับเรา จะต้องเจอกัน ทำความรู้จักกันและแถมแต่งตั้งให้เราอีกตำแหน่งคือคำว่า “พ่อ”และคำว่า “แม่”
แต่พ่อดีใจได้เพียง 1 วัน พอวันที่ 2 ลูกมีไข้ขึ้นสูง หมอบอกติดเชื้อ โอกาสที่จะสูญเสียมีมาก บอกให้พ่อทำใจ พ่อกับแม่ได้แต่จับมือกัน ตอนเดินกลับมาที่ห้องพ่อร้องไห้ออกมาแล้วบอกกับแม่ว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา แต่แม่ของเราเข้มแข็งกว่าพ่อเยอะ
สักครู่คุณพยาบาลมาตามให้พ่อและแม่ไปพบ แล้วแจ้งว่าการรักษาไม่รับรองว่าจะได้ผล 100% พ่อรีบบอกยังไงก็ได้ครับ ขอให้ลูกผมหาย คุณหมอบอกค่ารักษาค่อนข้างสูงมาก พ่อบอกทันทีว่าไม่ว่าเท่าไหร่พ่อก็ต้องรักษาลูกให้ดีที่สุด
“ครับคุณหมอ เรื่องค่ารักษาผมยอมรับครับไม่ว่าเท่าไหร่ ขอให้ลูกผมหายก็พอครับ”
ลูกรู้ไหม พ่อกลับมาที่ห้อง พ่อบอกกับแม่ว่าเพื่อลูกเท่าไหร่พ่อก็ยอม
“แล้วเราจะเอาเงินจากไหนหละพ่อ ถ้าค่ารักษาแพงมาก”
“แม่ พ่อจะขายรถคันเดียวที่พ่อมี พวกทองตอนที่เราแต่งงานคงน่าจะพอนะ ถ้ายังไม่พออีก เรายังมีบ้าน”
“แต่ แต่”
“พ่อรู้ แต่ลูกสำคัญสุด”
การรักษาลูกเริ่มขึ้น ทุกวันพ่อเลิกงานแล้วนั่งรถกลับมาหาแม่และเราที่โรงพยาบาล พ่อต้องเดินไปดูลูกที่ห้องรักษาเรา ภาพที่พ่อเห็นลูกอยู่ในตู้มีสายระโยงระยาง พ่อได้แต่นั่งมองลูกอยู่หน้าตู้ และภาวนาให้ลูกหาย ทุกครั้งพ่อบอกแบบไม่อาย น้ำตาพ่อไหลทุกครั้ง พ่อป่วยแทนเราได้พ่อยอม พ่อนั่งร้องเพลง ABC ให้เราฟังทุกครั้งที่เฝ้ามองเรา
ถึงแม้ลูกจะไม่ได้ยิน แต่พ่อก็จะร้องกล่อมลูก นั่งคุยคนเดียวระหว่างนั่งมองเรา เพียงแค่หวังว่าเราจะได้ยินที่พ่อพูด น้ำตาพ่อไหลจนไม่มีให้ไหล นั่งคุยคนเดียวกับลูก พอหมดเวลาเยี่ยม พ่อก็เดินกลับมาที่ห้องที่แม่อยู่ แล้วเราก็คุยกัน น้ำตารินกันไป
ทุกคืนคุณหมอมาดูอาการของลูก จะเรียกพ่อแม่ไป update อาการ มันเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิตของพ่อและแม่ ผ่านไป 1 อาทิตย์ คุณหมอเรียกพ่อกับแม่ไปแล้วบอกว่า ลูกพ่อดีขึ้นแล้วน่าหายเป็นปกติ ลูกรู้ไหมนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตพ่อและแม่ พ่อยกมือไหว้และกราบคุณหมอที่รักษาลูก
พ่อขายรถแล้ว เอาเงินที่ขายรถมาจ่ายค่ารักษาเรา ถึงแม้ตอนกลับบ้านเรา เราไม่ได้ขับรถกลับเหมือนตอนมา แต่พ่อกับแม่ก็พาเรากลับบ้านกันสามคนโดยแท๊กซี่เลยนะลูก
พอลูกเข้าโรงเรียน พ่อกับแม่ดีใจมาก วันแรกที่เห็นลูกใส่ชุดนักเรียน น้ำตาไหลอีกแล้ว ฟังดูเหมือนพ่อขี้แยนะ แต่เชื่อเถอะพ่อเข้มแข็งเสมอนะ555
พ่อกับแม่บางวันเราก็ไปส่งลูกพร้อมกัน บางวันก็สลับกันไป ทุกครั้งที่เดินไปส่งเรา จับมือเราทุกครั้งพ่ออบอุ่นเสมอ ฝนตกทีไรพ่อเป็น superman ตลอด มือนึงถือร่ม อีกมือนึงอุ้มเรา ถึงบางครั้งเราเดิน พ่อกางร่มให้ เรารู้ไหมเป็นการกางร่มที่คลาสสิคที่สุด เพราะไม่มีครั้งไหนที่พ่อไม่เปียกเลย แต่ขอให้ลูกพ่อไม่เปียกก็พอ เพราะพ่อกลัวเราไม่สบาย
พ่อทำงานที่บริษัทโฆษณาอย่างที่ลูกเคยถามพ่อ รู้ไหมความสามารถพิเศษของพ่อคือ ความสามารถในการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ พ่อแทบเป็นพนักงานที่จนที่สุด เพราะส่วนมากมีรถขับแทบทุกคน แต่ที่ใช้เพราะเร็วและสามารถมารับเราได้ในบางวัน แม่เขาจะไม่ค่อยกล้านั่งเหมือนพ่อ เพียงแค่พ่อไม่อยากให้เรานั่งรอ กลับบ้านคนสุดท้าย
ลูกเติบโตขึ้นทุกวัน เรามีความเป็นผู้ใหญ่มาก เราจะชอบถามทุกครั้งว่าอันนี้เท่าไหร่ แล้วก็จะคำนวณว่าคุ้มไหม เราจะต้องมีเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้พ่อไม่ค่อยมี
ลูกโตขึ้นจนอายุ 9 ขวบ โลกความจริงที่พ่อต้องเจอก็เกิดขึ้น บริษัทที่พ่อทำปิดตัวลงเพราะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ วันที่พ่อทราบ พ่อทำอะไรแทบไม่ถูก เหมือนโลกกำลังจะแตก พ่อไปหาย่าเรา ย่าได้แต่ปลอบใจและให้กำลังใจพ่อ บอกพ่อว่า
“มึงต้องผ่านไปให้ได้ มีงมีลูกมีครอบครัว ไม่ว่าจะยังไงต้องผ่านให้ได้ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ”
เราเชื่อไหมว่าพ่อไม่เลือกที่จะบอกลูกและแม่ ทุกวันพ่อยังคงใส่ชุดไปทำงานเหมือนปกติ และกลับบ้านก็ค่ำๆแบบที่เราเห็นมาตลอด เราอาจถามว่าพ่อหนีเที่ยวหรอ 555 จะไปเที่ยวที่ไหน ทุกบาทมีค่าเสมอสำหรับครอบครัวของเรา
ความคิดพ่อขัดแย้งในตัวเองมาก ใจนึงก็อยากบอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้แม่กับเรารู้ แต่พอพ่อมานั่งคิด ถ้าพ่อบอกไปแม่เราก็กังวล ส่วนเราพ่อกลัวสุด เพราะเราจะบอกว่าถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะไม่ยอมเรียนหนังสือ เพราะเราสงสารพ่อ กลัวพ่อต้องหาเงินให้เราเรียนทั้งที่พ่อไม่มีงานทำ แต่สุดท้ายพ่อเลือกที่จะไม่บอกแม่กับเรา
หลังจากที่บริษัทปิด พ่อกับเพื่อนพ่อที่ทำงานด้วยกัน ก็มาร่วมกันทำธุรกิจขายตุ๊กตา พ่อเอาเงินก้อนสุดท้ายที่ได้มาเอามาลงทุนกับเพื่อนพ่อ เราสั่งผลิตตุ๊กตาจำนวนหนึ่ง วางมัดจำ แต่พอของเสร็จ เพื่อนพ่อกลับหายตัวไป ทิ้งภาระให้พ่อรับผิดชอบ พ่อแทบบ้า
บางครั้งทำให้พ่อคิดว่า “บางครั้งการเชื่อใจไว้ใจบางคนบางเรื่องอาจกลับมาทำร้ายเรา” แต่พ่อก็บอกตัวเองว่าเราคงโชคไม่ดีที่เจอคนแบบนี้ อาจเป็นกรรมที่เราเคยทำกับเขาไว้เมื่อชาติที่แล้ว เรารู้ไหมพ่อแทบไม่มีเงินติดตัวเลย ถุงที่พ่อถือติดตัวประจำ พ่อกลัวหายที่สุดเพราะในถุงมีทุกอย่างที่พ่อเหลือเพื่อเลี้ยงครอบครัว พ่อเอาเงินใส่ถุงพลาสติดแล้วมัดเก็บไว้ โทรศัพท์พ่อใช้แค่โทรออกและรับสายเท่าที่จำเป็น
ทุกวันที่เราเห็นพ่อไปส่งเราที่โรงเรียน พ่อไม่ได้ไปทำงานที่บริษัทอย่างที่เรากับแม่คิด ส่งเราเสร็จพ่อก็ไปเอาตุ๊กตาที่ผลิตมาแล้วไปขายตามตลาด ที่เก็บตุ๊กตาก็ไม่มีเพราะอาคารที่พ่อกับเพื่อนไปเช่าไว้ พ่อก็ไม่มีค่าเช่าจ่ายให้เขา เจ้าของอาคารก็ไล่พ่อให้เอาของออกจากอาคารเขา เราอาจถามแล้วพ่อเอาไปเก็บที่ไหน เพราะที่บ้านเราก็ไม่เคยเห็นใช่ไหม
ป้าพรคือคนที่รู้และช่วยพ่อมาตลอด ป้าพรบอกคิดค่าเช่าเก็บของๆพ่อเป็นตุ๊กตาวันละตัว ทุกวันตอนเช้าพ่อก็ไปเอาของมาขายที่ตลาด พอช่วงดึกพ่อก็เอาตุ๊กตาที่เหลือกลับไปเก็บที่บ้านป้าพร แล้วพ่อก็นั่ง pack ตุ๊กตาที่เหลือใส่ห่อให้สวยงามเพื่อเตรียมไว้ขายในวันรุ่งขึ้น เพียงหวังว่าคนที่ผ่านไปมาจะมาอุดหนุน
ป้าพรเคยบอกพ่อว่าทำไมไม่บอกทางบ้านให้รู้ พ่อก็บอกพ่ออยากบอก แต่พ่อกลัวเราจะคิดมากแล้วจะไม่ยอมเรียน เพราะจะออกมาช่วยพ่อ สงสารพ่อ ซึ่งพ่อก็รู้ว่าเราต้องทำแบบนั้นแน่ๆ พ่ออยากให้เราตั้งใจเรียน เพื่ออนาคตที่ดีของเรา สิ่งเดียวที่พ่อให้เราได้ดีที่สุดคือการศึกษาที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต
จริงๆแล้วมีสองครั้งที่เราเคยเจอพ่อ แต่เรากับแม่ไม่รู้ รู้ไหมช่วงไหน ครั้งแรกคือตอนที่โรงเรียนลูกมีงาน แล้วแม่กับเราก็งอนพ่อที่พ่อไปร่วมงานไม่ได้ เราร้องไห้ตอนพ่อกลับมาว่าพ่อไม่รักผม คนอื่นพ่อเขาไปร่วมงานกัน แต่ของผมเป็นแม่ไปแทน เราน่าจำได้ พ่อไม่พูดอะไร พอเราเข้านอนพ่อนั่งร้องไห้
เราจำเจ้าตุ๊กตาหมีที่เป็นมาสคอตแจกนมในงานวันนั้นได้ไหม ถ้าจำได้ ลูกรู้ไหมว่าใครอยู่ในตัวมาสคอต พ่อคือคนที่ใส่ชุดมาสคอต ที่คอยชวนนักเรียนและผู้ปกครองมาทานนม พ่อแอบมองเราและแม่ผ่านตัวมาสคอตนั้น พ่อได้ค่าจ้างจากการเป็นมาสคอต มันร้อนมาก แต่พ่อก็เต็มใจเพื่อรายได้ และได้เห็นเรากับแม่
ครั้งที่สอง ตอนที่แม่กับเราไปห้างสรรพสินค้า แล้วมีถ่ายรูปกับตุ๊กตาหมี แล้วเรากับแม่มาถ่ายรูปกับมาสคอตตัวนั้น ถ้าเราจำได้เราจะสังเกตว่าทำไมมาสคอตตัวนั้นทำไมกอดเรานานมาก เรากับแม่บอกพ่อว่าวันหยุดก็ไม่มีเวลา เราลองไปดูรูปที่ถ่ายที่เรามีแล้วเราจะเห็นว่าจริงๆวันนั้นเราสามคนพ่อแม่ลูกก็ได้ถ่ายด้วยกันนะ เพียงแต่วันนั้นเรามีพ่อเป็นหมี555
แม่มารู้ว่าพ่อไม่ได้ทำงานที่บริษัทโฆษณา ตอนที่แม่ไปตลาด แล้วแม่บังเอิญไปเจอพ่อ พ่อนั่งขายตุ๊กตาหมีที่เหลือจากที่เพื่อนพ่อทิ้งหนี้เอาไว้ พ่อไม่คิดว่าแม่จะมาแถวนั้น ระหว่างที่พ่อนั่งขาย “ ตุ๊กตาหมีน่ารักนะครับ ไม่ดื้อไม่ซน ไม่สนใจซื้อไปเก็บไว้ฝากหรอครับ ตุ๊กตาคุณภาพดีราคาย่อมเยาว์นะครับ ตุ๊กตาผมน่ารักจริงๆนะครับ”
มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเสียงคุ้นมากถามว่าตัวเท่าไหร่คะ พ่อกำลังจะหันไปตอบ ภาพข้างหน้าที่พ่อเห็นทำให้หัวใจพ่อตกไปที่ตาตุ่มเลย แม่โกรธพ่อที่พ่อไม่ยอมบอก มองว่าพ่อโกหก แม่ว่าพ่อ บอกว่าเราเป็นครอบครัว
แม่กับพ่อเคยบอกกันตั้งแต่เรารักกันว่าจะรักและดูแลกัน สุขทุกข์เราก็จะฝ่าไปด้วยกัน พ่อก็พยายามอธิบาย และเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง พ่อยอมรับทุกอย่าง มีสิ่งเดียวที่พ่อขอคือ “แม่อย่าไปบอกเรื่องนี้กับลูกนะ เพราะกลัวอย่างเดียวว่าเราจะสงสารพ่อแล้วไม่ยอมเรียน จะลาออกจากโรงเรียนเพื่อไม่ให้พ่อต้องลำบาก” แม่รับปากกับพ่อ
ทุกวันตอนเช้าพ่อกับแม่ก็สลับมาส่งเรา แต่ช่วงเย็นแม่จะดูแลเรา ส่วนพ่อก็จะเอาตุ๊กตาที่ขายไม่หมดไปเก็บที่บ้านป้าพร ทุกวันแม่ก็จะมาช่วยพ่อขายที่ตลาด วันไหนฝนตกก็ขายไม่ค่อยได้ แม่ก็จะช่วยพ่อแพ๊คและเย็บตุ๊กตา พอเย็นๆพ่อก็จะเข้าไปรับช่วงทำต่อ
ตุ๊กตาที่พ่อขาย พ่อทำจากใจ ตั้งใจทำ เพราะพ่ออยากให้คนที่มาซื้อได้ของที่ดี ไม่ว่าจะเก็บไว้เองหรือซื้อไปฝาก พ่อกับแม่ช่วยกันมาระยะหนึ่ง พ่อก็เจอกับน้องที่เคยทำงานด้วยกัน คือ อาตุ๊ก กับอาเอ๋ อาสองคนก็รู้จักพ่อดี เขาสองคนก็มาช่วยช่วงเย็นหลังเขาเลิกงาน
การขายตุ๊กตาหมีเริ่มดีขึ้น บางวันพ่อก็ต้องสวมบทเป็นนักวิ่ง ที่ต้องรีบเก็บตุ๊กตาเวลาเจ้าหน้าที่มา จนวันหนึ่งพ่อเจอ ลุงกรณ์ ที่มาซื้อตุ๊กตาแล้วชอบ เลยสั่งไปแจกเป็นของแถมกับสินค้าของลุงกรณ์ พ่อเลยขวนอาตุ๊กกับอาเอ๋มาทำด้วยกัน
แต่พ่อก็บอกให้อาทั้งสองลองพิจารณาดูเพราะมันมีความเสี่ยง ถ้าเขามาหน้าที่พ่อคือต้องรับผิดชอบชีวิตของเขา แต่ย่าเราเคยสอนพ่อเสมอว่า “ธุรกิจจะดีได้ต้องมีพนักงานดี หัวหน้าจะดีได้เพราะมีลูกน้องดี”
อาทั้งสองตกลงมาพร้อมเสี่ยงกับพ่อ จากที่ลุงกรณ์มาช่วยอุดหนุน แถมยังแนะนำลูกค้าเพิ่มให้พ่อ ธุรกิจตุ๊กตาหมีก็เริ่มดีขึ้น จากที่เคยฝากตุ๊กตาบ้านป้าพร เออมาถึงตรงนี้พ่อเกือบลืมเล่าให้เราฟัง ค่าเช่าที่ป้าพรบอกขอเป็นตุ๊กตาวันละตัว สรุปป้าพรไม่เคยเก็บพ่อ เพราะทุกวันที่พ่อจ่ายค่าเช่าเป็นตุ๊กตา
ทุกวันป้าพรก็เอามารวมกลับเข้ามาวนไปมาแบบนี้ตลอด จนพ่อเริ่มผิดสังเกต เลยนับเอาไว้ แล้วพอป้าพรเอามาใส่ก็เลยรู้ บอกป้าพรว่าขอบคุณมากจริงๆสำหรับความเมตตา แค่ช่วยเหลือพ่อๆก็ซาบซึ้งในน้ำใจแล้ว ป้าพรบอกพ่อว่าคนเราบางครั้งการที่เราได้ช่วยเหลือหรือทำสิ่งดีๆทำให้หัวใจเราพองฟู
ตอนนี้เรารู้หรือยังว่าทำไมตุ๊กตาถึงชื่อ “ฟูฟู” ก็เพราะคำที่ป้าพรบอก พ่อเลยเอาเป็นชื่อของตุ๊กตาที่เราทำเพื่อเป็นมงคลจากคนที่มีบุญคุณที่ทำให้เรานึกและคิดถึงเสมอถึงสิ่งที่มีเมตตาช่วยเหลือเราในยามยาก จำไว้นะลูก “ความกตัญญูและซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา”
ผมอ่านมาถึงตรงนี้ ผมหันไปมองหน้าพ่อและแม่ที่อยู่ตรงด้านหน้า เพราะเปิดหน้าต่อไปพลิกเปิดไปมาก็ไม่เห็นอะไร
“พ่อครับแม่ครับ ทำไมไม่บอกความจริงกับผมอะครับ ผมเสียใจที่ผมไม่ได้ช่วยพ่อกับแม่”
ลูกของเขาร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจว่าไม่ได้ช่วยพ่อแม่เขา และคิดถึงความยากลำบากของพ่อที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเขา
“ไม่ร้องนะลูก ลูกต้องเข้มแข็งนะ” แม่เขาปลอบใจ
“ผมเสียใจครับ ผมไม่ได้เป็นลูกที่ดี”
“ลูกเป็นลูกที่ดีมาตลอดนะลูก ลูกคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของพ่อและแม่นะ” พ่อเขาบอกด้วยเสียงเบาๆ
“ลูกรับปากกับพ่อแล้วนะ ว่าถ้าอ่านสมุดเล่มนี้ของพ่อ ต้องอ่านให้จบ จำได้ไหม”พ่อเน้นย้ำ
“ครับพ่อ ผมจำได้ครับ” เขาตอบกับพ่อเขา
“อย่างนั้นเราอ่านต่อให้จบนะ”
“ครับพ่อ แต่ แต่” เขาตอบแบบมีความสงสัย
“แต่อะไรหรอลูก”พ่อเขาถาม
“ผมเปิดพลิกไปมาไม่มีอะไรให้อ่านต่ออะครับ มีแต่กระดาษหน้าเปล่าๆครับ” เขาตอบพ่อเขา และมีคำถามในหัวว่า เขาตกหล่นตรงไหนหรือเปล่า”
“สงสัยใช่ไหมลูก ว่าทำไมไม่มีให้อ่านต่อ” พ่อเขาถามเหมือนเป็นคำตอบที่เขากำลังมีในหัว
“ครับพ่อ”
“แล้วเราอยากรู้ไหม” แม่เขาถามขึ้นมา
“อยากครับแม่”
“หน้าที่เหลือ คือหน้าที่พ่อเหลือไว้ให้เราไว้เขียนต่อ เพราะพ่อคิดเสมอว่าวันหนึ่งเราต้องรู้เรื่องนี้ เพียงแต่จะเมื่อไหร่ จะเร็วหรือช้า ทุกอย่างมีเวลาของมันเสมอ เพราะความลับไม่มีในโลก”พ่อเขาบอก
“ใช่จ๊ะลูกหน้าต่อไปในสมุดของพ่อ เราจะต้องเป็นคนเขียนแล้วนะ” แม่เน้นย้ำเพื่อสนับสนุนคำที่สามีเธอบอก
“ครับ ครับ”……..
“ท่านประธานคะ ถึงเวลาที่ต้องเข้าประชุมกรรมการบริษัทแล้วคะ” เสียงของเลขาแจ้งเจ้านายเธอ
“โอเค ขอโทษที พอดีผมอ่านสมุดเล่มนี้เพลินไปหน่อย ตอนนี้ครบทุกท่านแล้วนะ”
“ ครบแล้วค่ะ”
“อย่างนั้นไปกัน” เขาบอกกับเลขา
เขาเปิดประตูห้องประชุม ภาพตรงหน้าคือคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทที่นั่งกันพร้อมหน้า
“คุณลุงกรณ์สบายดีนะครับ” เขาทักทายลุงกรณ์ที่เป็นลูกค้าที่ช่วยซื้อตุ๊กตาและแนะนำลูกค้าให้พ่อของเขาจนมีธุรกิจผลิตตุ๊กตาที่เติบโตใหญ่ติดอันดับของโลก
ปัจจุบันเป็นประธานบริษัทกิตติมศักดิ์ และผู้ถือหุ้นของบริษัท
สวัสดีครับอาตุ๊ก อาเอ๋ น้องที่เคยทำงานที่เดียวกับพ่อที่ตัดสินใจออกมาเสี่ยงกับพ่อในช่วงที่ยากลำบาก
ปัจจุบันอาตุ๊ก เป็นผู้บริหารที่ดูแลเกี่ยวกับการผลิต การขนส่ง บุคคล และเป็นกรรมการของบริษัท รวมถึงเป็นผู้ถือหุ้น
สำหรับอาเอ๋ เป็นผู้บริหารที่ดูแลการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นกรรมการของบริษัท รวมถึงเป็น
ผู้ถือหุ้น
อีกคนที่ลืมไม่ได้ จำป้าพรได้ไหมครับที่เคยช่วยพ่อให้มีที่เก็บตุ๊กตา และผลิตตุ๊กตา จำได้ใช่ไหมครับ
ปัจจุบันป้าพร เป็นกรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้น
“แม่ครับ เราเริ่มประชุมกันเลยดีไหมครับ แล้วพ่อวันนี้ไม่มาประชุมด้วยกันหรอครับ” ผมถามแม่เพราะไม่เห็นพ่อ
“แม่ว่าเริ่มได้เลยนะ เดี๋ยวพ่อคงตามมา ทุกคนจะได้ไม่เสียเวลารอ”
“ปกติพ่อเราเป็นคนตรงต่อเวลา วันนี้สงสัยติดธุระจริงๆ”
“ครับแม่ งั้นเราเริ่มกันเลยนะครับ”
“วันนี้หลังเลิกประชุมเราจะมีการเซ็นสัญญากับทางญี่ปุ่นถึงการเปิดตลาดของเรานะครับ”
พอประชุมเสร็จ ทางผู้บริหารทั้งหมดก็เดินออกเพื่อไปอีกห้องหนึ่งเพื่อเซ็นสัญญากับทางญี่ปุ่น
บนเวทีเซ็นสัญญา มีทางตัวแทนจากญี่ปุ่น และทางผมมี ลุงกรณ์ แม่ อาตุ๊กและอาเอ๋
เสร็จแล้วมีการถ่ายรูปหมู่ด้วยกัน และมีมาสคอตเจ้าหมีฟูฟูมาร่วมด้วย
ถ่ายภาพพิธีการเสร็จเรียบร้อย ผมกับแม่ก็ลงมาถ่ายกับมาสคอตของบริษัทเจ้าหมีฟูฟู
“ชิดๆกันหน่อยนะครับ”เสียงกลุ่มช่างภาพส่งเสียง
ความรู้สึกของผมตอนถ่ายรูปนี้ทำให้ผมย้อนคิดตอนที่ผมยังเด็ก แล้วพ่อรับจ้างใส่ชุดมาสคอตเพื่อได้ค่าจ้างมาเลี้ยงครอบครัว แต่ คงเป็นความรู้สึกที่แล่นขึ้นมา
แต่มาสคอตตัวนี้ทำไมมาใกล้ผมกับแม่เหมือนตอนผมยังเด็ก ผมก็ไม่คิดอะไรจนถ่ายรูปเรียบร้อย
ผมหันไปคุยกับแม่และเรียกมาสคอตเจ้าหมีฟูฟูให้อยู่ก่อน
“แม่ แม่ว่าพ่ออยู่ในชุดมาสคอตปะครับ”ผมถามแม่
“ไม่รู้นะ ไม่น่าใช่ ทำไมเราถึงถามอะลูก”
“คือ คือ หรือผมคิดไปเอง งั้นคงไม่ใช่อย่างที่ผมคิดอะครับ”
ผมยังคงติดในสมอง เลยเดินตามไปที่ห้องแต่งตัวของมาสคอต
“พ่อครับ ผมรู้ว่าเป็นพ่อ” เขาตะโกนออกไป
มาสคอตยังนิ่งเงียบ
“พ่อครับ เป็นพ่อใช่ไหม ผมรู้นะ ผมรู้สึกได้ถึงตอนที่ถ่ายรูปด้วยกัน ความรู้สึกเหมือนตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมรับรู้และสัมผัสได้ พ่อใช่ไหมครับ”
มาสคอตเจ้าหมีฟูฟูค่อยๆหันกลับมา แล้วถอดหัวออก
แต่ภาพตรงหน้าเขาไม่ใช่พ่ออย่างที่เขาคิดไว้
“ ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจผิด ขอโทษนะครับ” เขาบอกกับคนที่มาใส่ชุดมาสคอต
เขาเดินกลับมายังด้านหน้าของห้องประชุม เพื่อมาหาแม่และครอบครัวของเขา
แหม เกือบลืมบอกผู้อ่านทุกท่านว่า ลูกชายของเขาได้แต่งงานมีครอบครัว ปัจจุบันมีลูก 2 คน ชื่อ น้องสุขใจ กับน้องจริงใจ
ลูกทั้งสองของเขากำลังเล่นกับมาสคอตอย่างสนุกสนานระหว่างรอเขาเสร็จจากงานประชุม
“เป็นยังไงบ้างลูก รอนานไหม” เขาถามลูกทั้งสองคนของเขา
“ ไม่ครับ ไม่ค่ะ ปะป๋า พวกเรามีพี่มาสคอตมาเล่นเป็นเพื่อน”
“คุณเสร็จจากประชุมและธุรกิจแล้วหรอคะ” ภรรยาเขาถาม
“ เรียบร้อยแล้วอะ เมื่อกี้มาสคอตที่มาถ่ายรูปด้วย ผมนึกถึงตอนเป็นเด็กที่คุณพ่อใส่ชุดมาสคอต เลยเดินตามไปดูว่าใช่ไหม”
“แล้วใช่คุณพ่อไหมคะ” ภรรยาเขาถามต่อ
“ ไม่ใช่อะ หน้าแตกเลย555 สงสัยคิดถึงพ่อมากไป เพราะวันนี้พ่อไม่ได้มาประชุม”
“เดี๋ยวเรากลับบ้านกันดีกว่า คุณไปเรียกเด็กๆเตรียมกลับบ้านนะ เดี๋ยวผมเดินไปหาแม่และคุณลุงกับพวกอาๆก่อนนะ”
“ได้ค่ะ”
เขาเดินออกมาพร้อมกับแม่และคุณลุงคุณอา เตรียมกลับบ้าน
“ ไปกัน เด็กๆสวัสดีแล้วลาผู้ใหญ่ทุกท่านนะ” เขาบอกลูกๆของเขา
“ ผมกลับก่อนนะแม่ พ่อโทรมาไหมครับแม่ ผมโทรไปพ่อไม่รับสายอะ เดี๋ยวผมส่งเด็กๆกลับบ้านแล้วไปหาแม่นะ” เขาบอกแม่เขา
“ได้ลูก”
“บ๊ายบายครับ บ๊ายบายค่ะคุณย่า”เด็กๆตะโกนตามประสาเด็ก
รถของเขาก็ขับออกไปพร้อมครอบครัวของเขา
“ ปะป๊าครับ พวกเราได้สมุดมาด้วย” ลูกๆเขาเอาสมุดที่ได้มาๆโชว์ให้พ่อกับแม่เขาดู
“หนูเอามาจากไหน ใครให้มาอะลูก” เขาถามลูกทั้งสองคน
“ พี่หมีที่เราเล่นด้วยให้มาอะครับ เขาให้ผมกับน้องคนละเล่ม”
เขาเริ่มย้อนภาพตอนที่เขาเดินออกมากับแม่ และลุงกับอา เพื่อมาภรรยาและลูกเพื่อขึ้นรถกลับบ้าน
“หรือ? หรือ? พ่อคือคนที่อยู่ในมาสคอตหมี แต่คิดอีกที มาสคอตหมีฟูฟูก็ไม่ใช่ตัวที่เล่นกับลูกของเขา ที่เล่นกับลูกของเขาตอนที่เขากำลังกลับเป็นหมีฟูฟูอีกตัว เพราะวันนั้นมีมาสคอต 2 ตัว”
“เดี๋ยวเราวนรถกลับไปที่บริษัทสักครู่นะ เขาโทรหาแม่ของเขาว่ากลับออกมาหรือยัง”
“แม่กลับออกมาหรือยังครับ”
“กำลังอะลูก มีอะไรหรือเปล่า” แม่ถามเขา เพราะน้ำเสียงดูรีบร้อน
“ แม่รอตรงนั้นก่อนนะครับ ผมกำลังวนรถกลับไป”
“ ได้ลูก”
รถของเขากับครอบครัว วนกลับมาที่บริษัท
“ แม่ หมีที่เล่นกับหลานตอนนี้อยู่ไหนแล้วครับ”
“หมีที่ดูแก่ๆหรือเปล่า” แม่เริ่มสายฮาวันนี้
“หมีอะไรอะแม่” เขาเริ่มงงๆ
“ ก็แม่หมายถึงหมีที่เราถามถึงอีกตัวหนึ่งตอนที่เรากำลังจะกลับแล้วลูกเราสองคนเล่นกับเขาไง”
“ใช่ครับแม่ ที่ผมถามคือตัวที่เล่นกับลูกผม เพราะตอนขึ้นรถแล้ว ลูกผมบอกว่ามาสคอตหมีให้สมุดคนละเล่ม พอผมเห็นทำให้ผมคิดถึงสมุดของพ่อ ตอนผมเด็กๆ”
” แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าใช่อย่างที่เราคิดไหม นั่นไงมาสคอตหมีแก่ๆนั่งอยู่ตรงนั้น” แม่บอกพร้อมหันหน้านำลูกของเธอไป
“พ่อครับ พ่อแน่ๆ คราวนี้ผมเดาไม่ผิดแล้ว”
มาสคอตหมีฟูฟู ไม่ตอบนั่งนิ่งๆ
“ พ่อหลอกผมไม่ได้ เพราะลูกของผมบอกได้สมุดจดจากมาสคอตหมี”
มาสคอตหมีฟูฟูยังคงนิ่งแต่ค่อยๆหันมา
“ พ่อกำลังจะสอนลูกผมให้จดสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตใช่ไหมครับพ่อ เหมือนที่พ่อเคยจดทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพ่อและครอบครัวเรา ไม่ว่าจะเรื่องสุขหรือทุกข์ เหตุการณ์ต่างๆและคนที่เข้ามาในชีวิตเรา คนที่ช่วยเหลือมีบุญคุณกับเรา และที่พ่อส่งต่อให้ผม เพื่อจดเรื่องราวในสมุดต่อจากพ่อในวันนั้นจนถึงวันนี้” เขาพูดกับมาสคอตที่เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าต้องใช่พ่อของเขา
มาสคอตหมีฟูฟู ถอดหัวออกมา ใบหน้าของผู้ชายสูงอายุผมสีขาวปรากฎอยู่ข้างหน้าเขา
“ ใช่แล้วลูก อย่างที่ลูกบอก จดจำทุกสิ่งอย่าง จดในสมุดเพื่อเตือนความทรงจำที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนดีเสมอ เพื่อคอยบอกและเตือนตัวเองเสมอว่า ถ้าเรามีความซื่อสัตย์ ความกตัญญูไม่ลืมบุญคุณคนที่ดีช่วยเหลือเรา มีความยุติธรรมและมีคุณธรรม จะทำให้ชีวิตของเรามีความสุข ถึงแม้ไม่ได้มีเยอะ แต่ถ้าเราพอเพียงเราก็เพียงพอ ถ้าเราพอมีก็แบ่งปันคนที่ไม่มีนะลูก”
“พอแล้ว พ่อลูก ฉันอะนะวันนี้ผิดศีลพูดปดเลย เพราะคุณอะอยากเล่นสนุกคิดว่ายังหนุ่มหรือยังไง ดีนะลูกเห็นสมุดที่คุณให้หลาน เลยวนกลับมา ไม่อย่างนั้น เป็นลมคาชุดไป แล้วต้องไปเข้าโรงพยาบาลเหมือนเมื่อก่อนอีก เห้อเพลียใจ เน้นสนุกตลอดเลยคุณ” แม่ของเขาได้ทีซ้ำเลย
“แล้วแม่ทำไมไม่ห้ามพ่ออะครับ” เขาถามแม่เขาไป
“แม่บอกพ่อเขาแล้วนะ ว่าแก่แล้วใส่ชุดแบบนี้เดี๋ยวหายใจไม่ออกแย่เลย พ่อเราก็ดื้อเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างเดียวคืออายุ บอกอยากใส่เพื่อนึกถึงวันวานที่เขาลำบากเพื่อครอบครัว แล้วได้ใกล้ชิดได้กอดลูกของเขาตอนเรายังเด็ก” แม่เขาอธิบายเหตุผลของพ่อ
“พ่อนะ เดี๋ยวเป็นอะไรไปผมจะเสียใจนะพ่อ”เขาเริ่มดุพ่อ
“พ่อรู้ พ่อไม่เป็นไร พ่อแค่อยากนึกถึงวันเก่าๆที่เรายากลำบาก จะได้เตือนสติของเราให้ไม่ลืมถึงความลำบากที่ผ่านกันมา ไม่ลืมตัวตนของเรา และเก็บความประทับใจในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตที่มีค่า ที่สำคัญพ่อมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง เพราะความสุขของพ่อไม่ต้องหาที่ไหน ตลอดชีวิตของพ่อ พ่อมีคนดีๆ คนที่มีน้ำใจช่วยเหลือให้กำลังใจพ่ออยู่รอบตัวของพ่อตลอดมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้”
“มาๆครับพ่อ แม่ คุณลุงคุณอาทุกท่าน และเขาเรียกภรรยาและลูกสองคนของเขามาถ่ายรูปพร้อมกัน”
“ ยิ้ม ครับ 1 2 3 “
พ่อเขาเรียกรูปนี้ว่าความสุข เพราะรูปนี้มีทุกคนที่จริงใจ รักกัน ช่วยเหลือกัน ตั้งแต่วันที่ไม่มีจนถึงวันที่มี แล้วจะไม่เรียกว่าความสุขได้อย่างไรอะครับ
ขอบคุณทุกท่านสำหรับกำลังใจที่มอบให้ และติดตามอ่านมากันมาตั้งแต่เริ่มบทที่ 1 จนถึงบทที่ 5 ซึ่งเป็นบทสุดท้ายในวันนี้…
อย่างที่ป้าพรเคยบอกกับพ่อว่า…ทุกครั้งที่เราได้ช่วยเหลือและทำในสิ่งดีดีหัวใจของเราจะพองฟู เหมือนกับที่มาของชื่อหมีตัวนี้ “เจ้าหมีฟูฟู”
“ปัจจุบัน เจ้าตุ๊กตาหมีฟูฟู เป็นตุ๊กตาหมีที่เป็นที่นิยมทั่วโลก เป็นตัวแทนของความรัก การหยิบยื่นสิ่งดีดีและความสุขให้แก่กัน รวมถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ เจ้าหมีฟูฟู ก็ได้รับความนิยมในตลาด”
“เพราะความสุขอยู่รอบตัวเราเสมอ”
#บ๊อบบี้บอกไว้นะฮาฟ
#เพื่อนกันวันละโพส
60 รับชม
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      สรุปประเด็นสำคัญ ดราม่า Balenciaga โฆษณาส่อล่วงละเมิดเด็ก? ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเห็นว่ามีประเด็นร้อนเกิดขึ้นในวงการแฟชั่น เนื่องจากแคมเปญ “Gift Collection” ของ Balenciaga แบรนด์แฟชั่นชื่อดังที่มีลายเซ็นการออกแบบไม่เหมือนใคร หรือเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นล้ำยุค (Avant-garde) กำลังถูกกล่าวหาจากกระแสโซเชียลว่าได้ทำการออกแคมเปญที่ส่อถึงการสนับสนุนการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ลองไปดูกันว่าเพราะเหตุใด Balenciaga ถึงถูกกล่าวหาเช่นนี้
      “ม้าผยศ เป็นม้าที่ดื้อแต่มีพลังงานสูง ทำอย่างไร ไม่ให้ม้าผยศอย่างที่เคยเป็น” เป็นโจทย์ท้าทายในการบริหารพนักงานคนรุ่นใหม่ของ SAPPE ที่น่าสนใจ คนรุ่นใหม่ถือเป็น “หนึ่งในไม้ตาย” ที่ใช้สร้างความ “ต่าง” จนทำให้ SAPPE กลายเป็นบริษัทเครื่องดื่มไทยที่วางขายใน 98 ทั่วโลก
      เจ้าสัวธนินท์ฟันธง เศรษฐกิจไทยปีหน้าดีกว่าปีนี้แน่นอน! แต่มาก-น้อยขึ้นอยู่กับรัฐบาล เจ้าสัวธนินท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีหน้าดีกว่าปีนี้แน่นอน แต่ดีขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรัฐบาล พร้อมหนุนดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนใช้จ่ายในประเทศ แนะไทยควรเป็นกลางท่ามกลางการเมืองโลกร้อนระอุ
      สยบข่าวลือ.. เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชี้แจง ให้หยุดแชร์ข่าวลือเกี่ยวกับสัญญาเช่า และเพิ่งรีโนเวตห้างใหม่ หลังจากที่มีข่าวลือซึ่งเป็นไวรัลทั่วโซเชียล ว่าทาง “ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ลาดพร้าว" อาจไม่ต่อสัญญาเช่ากับ การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงในปี 2571
      ดูทั้งหมด