7 มิ.ย. 2022 เวลา 03:30 • ธุรกิจ
กรณีศึกษา เชนร้านขายของชำ ยอดขาย 5 แสนล้าน ได้ดี เพราะมีสินค้าจำกัด
“Trader Joe’s” เป็นเชนร้านขายของชำ จากสหรัฐอเมริกา
ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คือ การเผชิญหน้ากับเจ้าตลาดค้าปลีกในประเทศ อย่าง “Walmart” เชนซูเปอร์มาร์เก็ต รายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าบริษัทถึง 12 ล้านล้านบาท
1
แต่ Trader Joe’s กลับสามารถทำยอดขายต่อตารางฟุต หรือมีความสามารถในการทำกำไร สูงกว่าคู่แข่งอย่าง Walmart ถึง 3.3 เท่า
1
อีกทั้ง ในปี 2020 เชนร้านขายของชำรายนี้ ยังทำยอดขายไปมากกว่า 560,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
แล้ว Trader Joe’s มีกลยุทธ์อะไรที่น่าสนใจ ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
Trader Joe’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 โดยคุณ Joe Coulombe
ซึ่งเริ่มจากการเป็นร้านขายของชำเล็ก ๆ ในแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะมีการขยายสาขา จนในปัจจุบัน Trader Joe’s มีสาขาทั้งหมด 556 แห่ง ทั่วสหรัฐอเมริกา
โดยกุญแจสำคัญที่ทำให้ Trader Joe’s ประสบความสำเร็จ มาจากสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
1. ตัวเลือกสินค้าที่จำกัด
เนื่องจาก Trader Joe’s มีขนาดพื้นที่ร้านค่อนข้างเล็ก เพียง 8,000-15,000 ตารางฟุต หรือประมาณ 1 ใน 3 ของขนาดร้านขายของชำทั่วไปในสหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้มีตราสินค้าหลากหลายเท่าร้านขายของชำเจ้าอื่น ๆ
1
ซึ่งนักข่าวของ Business Insider เคยได้เปรียบเทียบรายการสินค้า ของร้านขายของชำบริเวณใกล้เคียง พบว่า มีซอสพาสตา 144 ชนิด และซีเรียล 172 ชนิด ขณะที่ Trader Joe’s มีซอสพาสตาเพียง 14 ชนิด และมีซีเรียลเพียง 39 ชนิดให้เลือก
แม้ว่าเรื่องนี้ อาจฟังดูขัดกับแนวทางของผู้ประกอบการหลายราย ที่เชื่อว่าต้องมีสินค้าเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า และจะได้เกิดยอดขายมากขึ้น
แต่ในมุมของนักจิตวิทยาสังคม กลับมองว่าการที่ Trader Joe’s มีตัวเลือกสินค้าอย่างจำกัด จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการช็อปปิง ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
แต่สำหรับในกรณีที่มีตัวเลือกสินค้ามาก ๆ อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “The Paradox of Choice”
ซึ่งอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า “รักพี่เสียดายน้อง” และยิ่งมีตัวเลือกมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ผู้บริโภค เกิดความลังเล และชั่งใจว่า ถ้าซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งไป แล้วไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็จะมานั่งเสียดายทีหลังว่า ทำไมไม่ซื้ออีกชิ้นหนึ่งแทน จนสุดท้ายอาจเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และลงเอยด้วย “การไม่ได้ซื้ออะไรเลย”
4
ดังนั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำกัดของ Trader Joe’s จึงทำให้ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น โดยลดความวิตกกังวล หรือรู้สึกผิด จากการตัดสินใจในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง
1
2. ราคาย่อมเยา
เคล็ดลับของ Trader Joe’s คือ หลีกเลี่ยงการใช้สื่อโฆษณา ไม่เสนอคูปองส่วนลด ไม่มีระบบบัตรสมาชิก หรือโปรแกรมสะสมคะแนนต่าง ๆ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางการตลาด
รวมถึง “ควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง” ด้วยการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก จากซัปพลายเออร์โดยตรง และไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม สำหรับการวางสินค้าบนชั้นวางจากซัปพลายเออร์ ที่จะทำให้ต้องปรับราคาสินค้าสูงขึ้น
ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ Trader Joe’s สามารถขายสินค้าในราคาย่อมเยากว่าคู่แข่งได้ นั่นเอง
3. ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ของตนเอง (House Brands)
ปัจจุบัน สินค้าที่วางขายใน Trader Joe’s เกือบ 80% เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “Trader Joe’s”
2
โดยบริษัทจะส่งพนักงานฝ่ายจัดซื้อให้เดินทางไปทั่วโลก
เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น แล้วติดต่อนำมาขายภายใต้ฉลากแบรนด์ของตนเอง เช่น “แป้งนานแช่แข็ง” ที่นำเข้าจากอินเดีย และ “พิซซาแช่แข็ง” จากอิตาลี
ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกรายการ จะผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในแง่ของคุณภาพ, รสชาติ, คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไขมันทรานส์ และสารปรุงแต่ง
ดังนั้น ฉลากของ Trader Joe’s จึงเป็นเหมือนการรับประกันผลิตภัณฑ์ว่ามีคุณภาพสูง และรสชาติอร่อย จนกลายเป็นตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพ ให้ซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในร้านค้าอื่น ๆ
ในขณะเดียวกัน การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ก็ยังทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนของสินค้าได้เอง
และมากไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหล่านี้ ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทำให้เกิด Brand Loyalty เนื่องจากผลิตภัณฑ์หลายรายการ ยังไม่มีวางจำหน่ายในร้านอื่น ซึ่งหมายความว่าลูกค้าจะต้องซื้อสินค้าที่ Trader Joe’s เท่านั้น
4. ประสบการณ์ของลูกค้า
Trader Joe’s มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์เชิงบวกให้กับลูกค้า ตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน จนกระทั่งเดินออกจากร้าน ให้เป็นไปอย่างสนุกสนานที่สุด จนทำให้เหล่าผู้บริโภคอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
เริ่มตั้งแต่ “การออกแบบตกแต่งร้าน” ที่มีจุดประสงค์หลักคือ “Your Neighborhood Grocery Store” สร้างบรรยากาศให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่น และเป็นกันเอง ราวกับเดินเข้าไปซื้อของที่ร้านค้าในละแวกบ้าน
“ผลิตภัณฑ์” ที่แปลกใหม่ หาไม่ได้จากร้านขายของชำอื่น
“พนักงาน” ที่ถูกเทรนให้มีบุคลิกร่าเริง เป็นมิตร และพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้า
1
ไปจนถึง “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ” ที่สร้างเสียงหัวเราะให้ลูกค้า เช่น ป้ายนำเสนอสินค้าภายในร้าน มักจะเขียนด้วยลายมือ พร้อมสำนวนที่สนุกสนาน หรือตั้งชื่อตลก ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์ของตนเอง
2
นอกจากนี้ “การเติบโตอย่างจำกัด” ของ Trader Joe’s ก็ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
1
จากการเติบโตที่ช้า สวนทางกับความนิยม ก็ทำให้ผู้บริโภคอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเชนร้านขายของชำรายนี้ ถึงไม่เร่งขยายสาขา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้คำตอบจากคุณ ​​Dan Bane ซีอีโอคนปัจจุบันของ Trader Joe’s ว่า “หากบริษัทไม่สามารถหาคนที่ดีที่สุดในการบริหารงาน พวกเขาจะไม่ตัดสินใจขยายสาขาใหม่”
เรียกได้ว่า แนวทางที่รอบคอบนี้ ทำให้ Trader Joe’s ไม่ตกหลุมพรางของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำลายความสำเร็จของตนเอง เหมือนที่ Starbucks เคยเผชิญมาแล้ว อย่างการเปิดร้านมากเกินไป จนทำให้มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และกลายเป็นว่าต้องปิดสาขาที่ทำกำไรได้น้อยกว่าลง
1
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของ Trader Joe’s ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
Trader Joe’s ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบธุรกิจที่เหมือนใคร ๆ เพื่อประสบความสำเร็จ
แต่แก่นแท้ของรูปแบบธุรกิจของพวกเขา กลับเรียบง่าย อย่างการเป็น “ร้านค้าในละแวกบ้าน” และเลือกพัฒนาสิ่งนั้นให้แข็งแกร่ง
1
จนทุกวันนี้ Trader Joe’s สามารถเติบโตขึ้นมาเป็น “ร้านค้ายักษ์ใหญ่ในละแวกบ้าน” ไม่แพ้เจ้าตลาดรายใหญ่อย่าง Walmart ได้สำเร็จแล้ว..
โฆษณา