7 มิ.ย. 2022 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
ตรอกเฟื่องทองและตรอกวิสูตร เมืองเก่ายังไม่ไร้ช่างทอง
จากย่านตีทองคำเปลวจนถึงทำทองรูปพรรณ
ถนนตีทองเริ่มตั้งแต่ถนนบำรุงเมืองที่แยกเสาชิงช้า ข้ามคลองหลอดวัดราชบพิธไปจนถึงถนนเจริญกรุงที่สี่แยกเฉลิมกรุงระยะทาง ๕๒๕ เมตร กล่าวกันว่าถนนสายนี้ตัดผ่านย่านชุมชนที่มีอาชีพทำทองคำเปลวจึงเรียกว่า “ถนนตีทอง” และกลุ่มบ้านที่เคยตีทองคำเปลวอยู่ใน “ตรอกเฟื่องทอง” ที่อยู่ฟากตะวันตกของถนนตีทองติดกับคลองหลอดวัดราชบพิธที่มีเส้นทางเดินเชื่อมกับทั้งถนนตีทองและถนนราชบพิธ
ในช่วงราวพ.ศ. ๒๔๔๐ เคยมีบ้านเรือนหลายหลังที่ตีทองทำทองคำเปลวแต่ปัจจุบันเลิกทำไปหมดแล้ว เช่น อำแดงเอี่ยม บุตรนายควร สังกัดทูลกระหม่อมแก้วช่างทองคำเปลว เรือนฝากระดาน, นายตงบุตรจีนติน ขึ้นพระยาสุรเสนา ช่างทองคำเปลวเรือนฝากระดาน
นายนิล มหาดเล็ก บุตรนายสุก ขึ้นพระยาภาศกรวงษ ช่างทองคำเปลว เรือนฝากระดาน, นายเนย บุตรนานอ่วม ขึ้นเจ้าคุณกรมท่า ช่างตัดทองคำเปลว เรือนฝาแตะ, อำแดงซุ่น บุตรเที่ยงขึ้นพระยารัตนโกษา ช่างทองคำเปลว เรือนฝากระดาน
และยังพบว่าบริเวณตรอกรังษีหรือที่เรียกว่าตรอกวัดรังษีในคราวเดียวกันนั้น มีบ้านที่ตีแผ่นทองคำเปลวอยู่หลายบ้าน เช่น นายพันบุตรราชศรีนาคาขึ้นจ่ายง ตีทองตำเปลวขายเรือนฝากระดาน นายทิม พระมลตรีนวร ขึ้นกรมมหาดไทย ตีทองคำเปลวขายเรือนฝากระดาน, อำแดงพลับ ภรรยาพระครูประโรหิต ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน, นายขาว บุตรนายเพง ขึ้นกรมหลวงจักรพรรดิพงษ์ ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน
นายถม ซายันมหาดเล็ก ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน, นายดิษ บุตรนายสน ขึ้นพระยาพลเทพ ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน นายเสม บุตรชาติโอสถขึ้นกรมหมอ ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน, อำแดงเกิด บุตรราชจินดาหุ้มแพร ตีทองคำเปลวขาย เรือนฝากระดาน, นายจรเป็นขุนจินดาพิรมลา ตีทองคำเปลวขายเรือนฝากระดาน จะเห็นว่าบ้านที่ตีทองคำเปลวขายทางตรอกวัดรังษีมีเป็นจำนวนมากกว่าทางแถบถนนตีทองและทำกันเกือบทุกหลังคาเรือนทีเดียว
น่าสังเกตว่าบ้านเรือนของผู้ทำกิจการตีทองคำเปลวขายมักเป็นผู้มีฐานะ ทั้งหมดอยู่บ้านเรือนฝากระดาน และบ้างก็เป็นขุนนางหรือลูกหลานขุนนางที่น่าจะพอมีทุนทรัพย์และฐานะมากพอจะมีทุนซื้อทองคำมาตีเป็นแผ่นขาย
การผลิตแผ่นทองคำเปลวนี้น่าจะแพร่หลายจากการใช้เวลาฝึกฝนกันอยู่ในกลุ่มเครือญาติและเพื่อนบ้าน ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตซับซ้อนและต้องใช้แรงกายรวมทั้งความอดทนมากกว่างานช่างชนิดอื่น แต่ก็ไม่ใช่หนึ่งงานช่างหลวงแต่อย่างใด
ปัจจุบันในชุมชนตึกดินใกล้กับมัสยิดตึกดินทางฝั่งใกล้ถนนตะนาวหลังโรงเรียนสตรีวิทยายังมีบ้านที่ตีแผ่น ทองคำเปลวอยู่สองสามหลัง แต่นานๆ ครั้งจึงจะผลิตเนื่องจากราคาทองคำที่สูงมากในปัจจุบัน
กลุ่มบ้านเรือนเหล่านี้ที่อาจจะโยกย้ายมาจากแถบถนนตีทองหลังจากตัดถนนในสมัยรัชกาลที่ ๕ พร้อมกับชาวตึกดินที่เคยอยู่ทางแถบตรอกศิลป์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงตึกดินที่เคยเป็นสถานที่เก็บดินระเบิดของหลวงให้เป็นพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางบางส่วน
การผลิตทองคำเปลว กระบวนการผลิตยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเลือกซื้อทองคำแท่งที่มีเปอร์เซ็นต์ทองไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๖.๕-๙๙.๙๙ แล้วนำทองไปรีดให้เป็นแผ่นบางเท่ากับกระดาษ พับให้ได้หลายทบ แล้วนำมาตัดให้เป็น “ทองรอน” หรือแผ่นทองคำขนาด ๑x๑ เซนติเมตร ทองคำน้ำหนัก ๑ บาท เมื่อนำมาตัดให้เป็นทองรอนจะได้จำนวน ๗๒๐ แผ่น
นำทองรอนไปใส่กูบหรือกระดาษแก้ว ขนาด ๔x๔ นิ้ว ที่ผ่านการกำจัดเศษผงและลูบด้วยแป้งหินเนื้อละเอียดมีน้ำหนัก เพื่อไม่ให้ทองติดแผ่นกระดาษแก้ว ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้ความพิถีพิถันและระมัดระวังมาก เพราะต้องนำทองรอนมาวางตรงกลางกูบซ้อนกันให้ได้จำนวน ๗๒๐ ชั้น
นำกูบกระดาษแก้วมาบรรจุในกูบหนังวัวอีกชั้นหนึ่ง แล้ว วางบนแผ่นหินแกรนิตหรือหินอ่อน มีไม้ประกบเป็นกรอบ และมี “ไม้กลัด” สอดด้านข้างซองหนังเพื่อยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนที่เวลาตี จากนั้นตีด้วยค้อนที่ทำจากทองเหลืองน้ำหนัก ๑๐ กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เหมาะสำหรับการตีทองคำเปลว ลงน้ำหนักอย่างเท่ากันนานราว ๑ ชั่วโมง จนทองเริ่มขยายเป็นแผ่นใหญ่ขึ้น จึงเปลี่ยนไปใส่ใน “ฝัก” ที่ทำจากปลอกหนังคล้ายกูบ แต่แผ่นใหญ่กว่า
จากนั้นถ่ายทองลงบนกระดาษแก้วที่หนากว่าและโตกว่า ขนาด ๖x๖ นิ้ว ใส่ลงในซองหนังเรียกว่า “ฝักทอง” มีกรอบยึดและวางบนแท่นหินเหมือนเดิม ใช้ค้อนหนัก ๔ กิโลกรัม ตีต่อไปอีกห้ามหยุดพักในน้ำหนักที่เท่ากัน ๔ ชั่วโมง จนเป็นแผ่นทองคำเปลว
การหยุดพักเพียงนาทีเดียวจะทำให้ความเย็นเข้าแทนที่ ทำให้ทองขยายตัวไม่ได้มากเท่าที่ควร ถ้าตีน้ำหนักเบาเกินไปแผ่นทองหนาก็ทำให้ขาดทุนได้ แต่หากแรงเกินไปก็อาจทำให้แผ่นทองฉีกขาด จึงต้องทำอย่างชำนาญ สม่ำเสมอและประณีต
การตีทองคำเปลวยังไม่สามารถตีด้วยเครื่องจักรได้ เนื่องจากเครื่องจักรไม่สามารถผ่อนหนักผ่อนเบาได้ ยกเว้นจะใช้ทองคำที่มีความบริสุทธิ์น้อย
จากนั้นถ่ายทองไปใส่กระดาษสา หรือ “กระดาษดาม” เพื่อเตรียมตัดทองตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องใช้อุปกรณ์เสริมคือ “ไม้เลี้ยะ” หรือไม้ไผ่เหลาจนคม และ “หมอนรองตัด” ที่ไม่แข็งหรือไม่นุ่มเกินไป และต้องทำในที่อับลม เพื่อไม่ให้ทองปลิวและย่นยู่ใช้ไม้รวกแซะทองวางบนกระดาษฟาง ด้านที่เนื้อหยาบสาก
ในการทำขั้นตอนนี้ช่างตัดทองคำเปลวจะต้องผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ใช้ความระมัดระวังในการตัดทองเพื่อให้ได้แผ่นทองที่สมบูรณ์มีรอยขาดให้น้อยที่สุด ซึ่งแผ่นทองคำเปลวที่มีขนาดสมบูรณ์ไม่มีรอยขาดจะเรียกว่า “แผ่นทองคัด” จะมีขนาด ๔x๔ เซนติเมตรและขนาด ๓.๕x๓.๕ เซนติเมตร ส่วนแผ่นทองที่ขาดแล้วนำมาต่อกันจะเรียกว่า “ทองต่อ” จะมีขนาด ๒.๕x๒.๕ เซนติเมตร และขนาด ๑.๕x๑.๕ เซนติเมตร
และการตีทองของแต่ละเจ้าจะไม่ได้มีขนาดเดียวกันเสมอไปขึ้นอยู่กับการผลิตของแต่ละบ้านที่สืบทอดกันมา แผ่นทองที่เหลือจากการตัดจะถูกนำมารวมกันและเก็บใส่กล่อง เพื่อรอนำกลับไปหลอมนำมาผลิตใหม่อีกครั้ง
ปัญหาในการตีทองคำเปลวก็คือราคาทองคำแท่งที่มีราคาสูง ราคาวัตถุดิบ เช่นกระดาษแก้วคุณภาพดีที่สั่งนำเข้าจากต่างประเทศ แม้จะมีลูกค้าชั้นดีต้องการทองคำเปลวที่มีคุณภาพสูงก็ตาม และยังมีปัญหาการกดราคารับซื้อของกลุ่มผู้ค้าคนกลางและคณะกรรมการวัด
จากการสอบถามคุณจันทนีย์ จันแสง อายุ ๔๗ ปี “ทองคำเปลวจิตรา” ซึ่งเป็นลูกหลานช่างตีทองที่ตรอกบวรรังษีหรือชุมชนตึกดินมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย น่าจะได้ประมาณ ๖๐-๗๐ ปีมาแล้ว แถบนี้มีบ้านที่ตีทองประมาณ ๓-๔ บ้าน แต่ปัจจุบันเลิกทำไปหมดแล้ว
การตีทองของแต่ละบ้านที่ทำจะไม่เหมือนกัน แม้คล้ายคลึงกันภายนอกแต่บ้านต่างๆ จะใช้รูปแบบชิ้นงาน ความหนาบางและคำนวนราคาต่างกันคือดูภายนอกอาจจะเหมือนกันแต่ลักษณะเนื้อทอง ขนาด คุณภาพของทองจะไม่เหมือนกัน และมีการคำนวนราคาต่างกัน
การทำทองต้องใช้แรงงานคน จึงต้องใช้แรงงานคนในครอบครัว เช่น “การตี” ต้องใช้แรงงานผู้ชายและไม่ใช้เครื่องจักร ส่วนผู้หญิงทำงานพวกตัด เทเข้ากระดาษ ตัดพิมพ์
ในอดีตมีแรงงานมากเพราะผู้คนจะมารับจ้างทำงานแบบนี้กัน แต่ปัจจุบันแทบไม่มีคนทำและไม่มีคนรุ่นใหม่ที่จะอดทนทำงานเช่นนี้
ปัจจุบันการตีทองคำเปลวนั้นใช้คนรุ่นเก่าที่กลับบ้านและเป็นที่ไว้วางใจ เมื่อตีทองจนได้ขนาดแล้วจะส่งไปให้ตัดเป็นแผ่น ซึ่งต้องใช้ความอดทนที่ต้องอยู่ในอากาศที่อับลมและร้อน ใช้ความชำนาญสูง เช่นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการส่งให้ไปทำที่บ้าน เมื่อเสร็จแล้วจึงนำมาส่ง
จึงทำให้มีการขยับขยายไปตั้งโรงงานตีทองคำเปลวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยากันหลายเจ้า เพราะความต้องการทองคำเปลวของแท้คุณภาพดีในตลาดยังมีอยู่มาก และหาช่างทำได้ยาก
ตรอกเฟื่องทอง-ตรอกวิสูตร ย่านทำทองรูปพรรณ จากการเป็นย่านตีทองคำเปลวมาตั้งแต่ต้นกรุงฯ บริเวณตรอกเฟื่องทองและตรอกวิสูตร ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่รับทำทองรูปพรรณทั้งแหวน สร้อย ประดับเพชร พลอยทำจากเงินและทองคำ
กลายเป็นร้านชุบทอง ร้านซ่อมแบบยิงเลเซอร์เพื่อซ่อมตัวเรือนเพชรพลอยสายสร้อย ปั๊มจตุคามรามเทพ ขายพลอยทำทองและเงินรูปพรรณและก็ขายส่งออกต่างจังหวัด เป็นย่านธุรกิจที่สืบเนื่องมาจากพื้นที่ดั้งเดิมที่มีการทำทองคำเปลวและทองรูปพรรณ
ติดตามอ่านได้ที่
เอกสารเพื่อประกอบการเสวนาสาธารณะของคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ
ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ตรอกเฟื่องทองและตรอกวิสูตร เมืองเก่ายังไม่ไร้ช่างทอง   
วันอาทิตย์ที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web : https://siamdesa.org
โฆษณา