11 มิ.ย. 2022 เวลา 04:47 • ประวัติศาสตร์
• รู้ไหม? จาไมก้าไม่ได้เป็นจุดกำเนิดของ 'กัญชา' แต่มาจากแรงงานอินเดียที่เข้าไปทำงานที่จาไมก้า
1
ถ้าหากนึกประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับ 'กัญชา' คุณจะนึกถึงประเทศอะไร?
เชื่อเลยว่า เกือบร้อยทั้งร้อยจะต้องตอบว่า 'ประเทศจาไมก้า'
แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมจาไมก้าถึงเป็นแหล่งขึ้นชื่อของกัญชาด้วย แล้วจาไมก้าใช่จุดกำเนิดของเจ้าพืชชนิดนี้หรือเปล่า?
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มนุษย์กับกัญชามีความเชื่อมโยงกันเป็นเวลากว่าหลายพันปีแล้ว อารยธรรมโบราณไม่ว่าจะเป็น กรีก โรมัน อียิปต์ เปอร์เซีย จีน รวมถึงอินเดีย ต่างก็มีการกล่าวถึงพืชชนิดนี้
โดยเฉพาะกับอินเดีย ที่พวกเขานำกัญชามาใช้ในการรักษาโรค รวมถึงเอาไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู โดยเฉพาะในกลุ่มที่นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พวกเขาเชื่อว่า การเสพกัญชาจะช่วยให้เข้าถึงพระเจ้าของพวกเขาได้
ชาวฮินดูเสพกัญชา เชื่อว่าจะทำให้เข้าถึงและติดต่อกับพระศิวะได้
และที่สำคัญ ชาวอินเดียนี่แหละ ที่จะนำกัญชาไปเผยแพร่ในจาไมก้าจนเป็นที่เลื่องลือ
1
นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จาไมก้าได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยอังกฤษก็ได้นำแรงงานทาสชาวแอฟริกันผิวดำเข้าไปทำงานในไร่อ้อย
เวลาผ่านไปจนกระทั่งในปี 1838 อังกฤษได้ประกาศเลิกทาส ทำให้แรงงานทาสผิวดำในจาไมก้าได้รับการปลดปล่อย เมื่อไม่มีแรงงานทาสแล้ว อังกฤษเลยต้องนำเข้าแรงงานมาใหม่ ซึ่งแรงงานที่อังกฤษเลือกมานั้น ก็คือแรงงานชาวอินเดียนั่นเอง
ในช่วงปี 1840 ถึง 1850 มีชาวอินเดียอพยพเข้ามาทำงานเป็นแรงงานในจาไมก้ามากถึง 30,000 คน ภายหลังพวกเขาก็จะมีลูกหลานในจาไมก้า ที่รู้จักกันในชื่อ Indo-Jamaican
ชาวอินเดียที่เข้ามาจาไมก้านี้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มาตัวเปล่า เพราะได้นำเอา 'กัญชา' มาด้วยนับแต่นั้นมา ชาวจาไมก้าจึงรู้จักกับพืชมหัศจรรย์นี้ และเริ่มเพาะปลูกกัญชาในจาไมก้ากัน
1
ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1920 ได้เกิดกลุ่มลัทธิกลุ่มหนึ่งในจาไมก้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้กัญชาเป็นที่แพร่หลายในจาไมก้ารวมถึงทั่วโลก โดยลัทธินี้มีชื่อว่า 'ลัทธิราสตาฟาเรียน' (Rastafarianism) ที่ก่อตั้งโดยชาวจาไมก้าที่ชื่อ มาร์คัส การ์วีย์ (Marcus Garvey)
ลัทธิราสตาฟาเรียน เป็นกลุ่มความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์ กับอุดมการณ์ชาตินิยมความเป็นแอฟริกา (Pan-African)
ราสตาฟาเรียนมีความเชื่อว่า คนผิวดำต่างถูกกดขี่จากพวกตะวันตก เหมือนกับชาวยิวที่ถูกกดขี่โดยชาวบาบิโลน ดังนั้นจึงต้องมีผู้ที่จะมาปลดปล่อยคนผิวดำจากความอยุติธรรมนี้ และคนผิวดำทุกคนก็จะเดินทางกลับไปที่ดินแดนแห่งพันธสัญญา ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ทวีปแอฟริกา
และคนที่ลัทธิราสตาฟาเรียนเชื่อว่าจะเป็นผู้ปลดปล่อย ก็คือ จักรพรรดิไฮเล เซลาสซี่ แห่งเอธิโอเปีย (Haile Selassie of Ethiopia) กษัตริย์ที่เป็นคนผิวดำคนเดียวในช่วงเวลานั้น
จักรพรรดิไฮเล เซลาสซี่ จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งเอธิโอเปีย (ครองราชย์ 1930-1974)
ที่สำคัญพระองค์ยังสืบเชื้อสายย้อนกลับไปถึงกษัตริย์โซโลมอนแห่งเยรูซาเล็ม ที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ดังนั้นจักรพรรดิไฮเลจึงมีสถานะไม่ต่างจาก 'พระเจ้า' ของลัทธิราสตาฟาเรียน
แล้วกัญชาไปเกี่ยวอะไรกับลัทธินี้ คำตอบก็คือ ผู้ที่นับถือลัทธิราสตาฟาเรียน พวกเขาจะเสพกัญชาหรือ 'สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์' (Holy Herb) เพราะเชื่อว่า มันจะทำให้พวกเขามีสติมีสมาธิ เข้าถึงธรรมชาติ และเข้าถึงพระเจ้าหรือจักรพรรดิไฮเลได้
และพอถึงยุค 50 ถึง 70 ราสตาฟาเรียนก็ได้แพร่หลายไปยังสหรัฐฯ และยุโรป จากชาวจาไมก้าที่อพยพเข้าไป ที่สำคัญก็มาจากอิทธิพลของดนตรีแนวเรกเก้ (Reggae) ของนักร้องในตำนานอย่าง บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในลัทธิราสตาฟาเรียน และถ่ายทอดอุดมการณ์ของลัทธิผ่านบทเพลงของเขา จนทำให้กัญชาเป็นที่จดจำของผู้คน และเป็นสัญลักษณ์ของจาไมก้าจนถึงปัจจุบัน
*** Reference
• History Daily. Indian People Brought Marijuana to Jamaica And Named It Ganja. https://bit.ly/3OaN7jk
• History. Rastafarianism. https://bit.ly/3mDy9Gw
• Sensi Seeds. Cannabis Etymology: Names for Cannabis and Their Origins. https://bit.ly/3xkTk5p
1
• Greencamp. How Cannabis Became a Major Part of the Jamaican Culture. https://bit.ly/3O68rX8
• Weedmap. Ganja. https://bit.ly/3ObEdlz
• Ottawa Citizen. Here's why you shouldn't use the word marijuana anymore. https://bit.ly/2AbtLr6
#HistofunDeluxe
โฆษณา